เรื่องที่น่ากลัวอย่างมากเรื่องหนึ่งในสังคมปัจจุบัน คือการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากข่าวสารที่นำเสนอรายวัน เราจะพบว่านักสูบหน้าใหม่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ บางรายเป็นเพียงเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่อายุยังไม่ถึง 10 ปี หรืออายุเพียง 10 ปีกว่า ๆ เท่านั้นเอง และจากรายงานข่าวก็คือ เด็กเหล่านี้เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้ามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว จนในที่สุดก็เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากสารพิษต่าง ๆ ที่ค่อย ๆ สะสมมา เด็กหลายรายมีอาการไอเรื้อรัง หายใจลำบาก รวมถึงอวัยวะสำคัญอย่างปอด ก็ถูกทำลายจนหายไปเกือบหมด
ทำไมเด็กและเยาวชนถึงตกเป็นเหยื่อของบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุหลักอาจมาจากความอยากรู้อยากลองตามประสา เพียงแต่เปลี่ยนจากการลองสูบบุหรี่มวนมาเป็นบุหรี่ไฟฟ้าแทน เพราะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัย หลายคนเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน เนื่องจากไม่มีการเผาไหม้แบบบุหรี่มวน ก็อนุมานไปเองว่าไม่มีสารพิษ การที่บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีสารทาร์ (Tar) ซึ่งเป็นสารอันตรายจากการเผาไหม้ของบุหรี่มวน จึงทำให้ผู้คนเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่า หรือเมื่อพิจารณาจากส่วนประกอบแล้วดูไม่อันตรายอะไร นั่นทำให้แม้แต่คนที่เคยสูบบุหรี่มวนหลาย ๆ คนเองยังมีความคิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกของคนที่อยากเลิกบุหรี่ด้วยซ้ำไป
นอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างการที่บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีกลิ่นเหม็นที่ไม่พึงประสงค์แบบบุหรี่มวน เนื่องมาจากการใส่สารปรุงแต่งกลิ่น และรสชาติในบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้มีกลิ่นหอมแบบกลิ่นขนม กลิ่นผลไม้ แถมยังมีตัวเลือกหลากหลายกลิ่น ดึงดูดความสนใจให้อยากทดลองและใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพราะกลิ่นหอมเหล่านั้นมันดูไม่มีอันตรายอะไรเลย
และการที่รูปลักษณ์ของบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบของเล่นเด็ก ตัวการ์ตูน ของใช้ หรือเหมือนกับของกินที่เด็กและเยาวชนคุ้นเคยดี มีสีสันน่าดึงดูด มีหลายรูปแบบ หลายกลิ่นหลายรส ล่อตาล่อใจ ทำให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อจากกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น เด็กบางคนเข้าใจว่ามันคือของเล่นที่เลียนแบบบุหรี่ ไม่รู้ว่ามันเป็นบุหรี่ไฟฟ้าด้วยซ้ำไป และเมื่อมีคนหนึ่งได้ลองมันก็เกิดการบอกต่อ ชวนกันลองไปเรื่อย ๆ ส่วนผู้ปกครองก็มองไม่ออกว่ามันเป็นบุหรี่ไฟฟ้า คิดว่าเป็นของเล่นของใช้ของลูก ทั้งที่ความจริง การสูบบุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นอันตรายมาก โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน ซึ่งความร้ายแรงก็ตามข่าวที่ออก
ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมของบุตรหลานในปกครองของตนเอง ว่ามีสัญญาณของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่หรือไม่ โดยอาจลองสังเกตด้วยวิธีคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้
1. สังเกตจากพฤติกรรมบางอย่างที่แปลกไป
- มีกลิ่นหอมติดตัวหรือติดเสื้อผ้าโดยหาต้นตอของกลิ่นไม่ได้ เพราะบุหรี่ไฟฟ้ามักจะมีกลิ่นหอม ๆ หวาน ๆ เหมือนกลิ่นขนมหรือกลิ่นผลไม้ หากสูบบ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน อาจมีกลิ่นติดมากับตัวของเด็กหรือติดเสื้อผ้ามา
- มีพฤติกรรมซ่อนเร้น เด็กประถมบางคนอาจซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาใช้โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แค่เห็นเพื่อนซื้อก็ซื้อตาม หรือเห็นว่ามีรูปลักษณ์เหมือนของเล่น เหมือนตุ๊กตา หรือมีสีสันสดใส ก็เข้าใจว่าเป็นของเล่นที่เอามาใช้สูบเล่นได้ เด็กกลุ่มนี้อาจไม่มีพฤติกรรมซ่อนเร้นที่สังเกตได้ (เพราะเข้าใจว่ามันเป็นของเล่นชิ้นหนึ่ง) และเมื่อผู้ปกครองค้นเจอในข้าวของส่วนตัวก็อาจจะไม่ได้เอะใจอะไร แต่ก็จะมีเด็กอีกกลุ่มที่รู้ว่าคืออะไร ตั้งใจซื้อมาเพื่อลอง จากนั้นก็ติดจริง เด็กกลุ่มนี้อาจแสดงอาการหลบ ๆ ซ่อน ๆ ของบางอย่าง หรือมีท่าทีที่ไม่อยากให้ผู้ปกครองเข้าใกล้ของใช้ส่วนตัว
- อารมณ์แปรปรวน หากเด็ก ๆ ติดนิโคติน อาจมีอาการหงุดหงิดที่สังเกตเห็นได้ชัดเมื่อไม่ได้สูบ
2. ข้าวของเครื่องใช้ที่สามารถพบเจอได้
- อุปกรณ์แปลก ๆ ที่อาจดูเหมือนของใช้ธรรมดา แต่ระบุไม่ได้ว่าใช้ทำอะไร หากผู้ปกครองพบเจออุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่คุ้นเคยปะปนอยู่กับข้าวของเครื่องใช้ของเด็ก เช่น อุปกรณ์ที่ดูเหมือนแฟลชไดรฟ์ ปากกาแปลก ๆ สายชาร์จแปลก ๆ หรือขวดน้ำยาขนาดเล็ก
- พบขวดน้ำยาที่มีกลิ่น น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะมีกลิ่นหอมที่แตกต่างจากบุหรี่มวนโดยสิ้นเชิง เป็นกลิ่นหอม ๆ หวาน ๆ เช่น กลิ่นผลไม้หรือกลิ่นขนมที่โดดเด่น
- พบเศษซากของบรรจุภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์ใหม่ สังเกตกล่อง จะมีระบุว่าเป็นหัวน้ำยาหรือพอต
3. พฤติกรรมการใช้เงินที่มากขึ้นปกติ
- ขอเงินบ่อยหรือใช้เงินเพิ่มขึ้น เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยามีราคา อาจจะไม่ได้แพงมาก ราคาเข้าถึงได้ แต่สำหรับเด็กชั้นประถมที่สูบเป็นประจำก็ต้องซื้อบ่อย จึงอาจทำให้เด็ก ๆ มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ให้ลองสังเกตพฤติกรรมการใช้เงินที่มากขึ้นกว่าปกติ ขอเงินเพิ่มเพื่อไปซื้อของที่ไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไร
- การชำระเงินออนไลน์ เด็กรุ่นใหม่เติบโตมากับโทรศัพท์มือถือ และคุ้นเคยกับการซื้อของต่าง ๆ จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งอาจเป็นบัญชีของผู้ปกครองหรือเป็นบัญชีที่เด็กเปิดขึ้นมาเองก็ได้ โดยการสั่งซื้อแต่ละครั้งก็ไม่ต้องแสดงบัตรประชาชน ผู้ปกครองจึงควรหมั่นตรวจสอบการโอนเงินหรือคำสั่งซื้อที่อาจเกี่ยวข้อง
4. สังเกตจากสุขภาพร่างกายและอาการเจ็บป่วย
- อาการเจ็บป่วยที่ผิดปกติ บุหรี่ไฟฟ้าหนึ่งแท่ง มีปริมาณนิโคตินเท่ากับบุหรี่ทั่วไปประมาณ 20 มวน เมื่อสูบไปนาน ๆ จะก่อให้เกิดโทษส่งผลต่อสุขภาพของเด็กที่สูบ เช่น ระบบการหายใจ มีอาการไอเรื้อรัง หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย เจ็บคอ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ โรคมะเร็ง ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ภาวะหลอดเลือดแข็ง จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิต ระบบประสาทและสมอง เซลล์สมองถูกทำลาย ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ความจำลดลง ระบบทางเดินอาหาร เกิดแผลในกระเพาะ คลื่นไส้ อาเจียน อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน และอาจนำไปสู่โรคมะเร็ง รวมถึงอาการกระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย อารมณ์ฉุนเฉียว ซึ่งเป็นผลมาจากการติดนิโคติน
- ริมฝีปากแห้งหรือคล้ำผิดปกติ เป็นลักษณะของคนที่สูบบุหรี่จัด ๆ และพวกสารเคมีต่าง ๆ ที่มากับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า เกิดปฏิกิริยากับริมฝีปากที่ใช้สูบเป็นประจำ
- น้ำหนักลดลงหรือกินข้าวได้น้อยลง เป็นผลกระทบอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ข้างต้นที่ทำให้อวัยวะในร่างกายเสียหาย กินข้าวไม่ได้
5. สังเกตจากกลุ่มเพื่อนของเด็ก ๆ หรือกิจกรรมใหม่ ๆ
- กลุ่มเพื่อน ถ้าสังเกตเห็นว่ากลุ่มเพื่อนของลูกมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ไฟฟ้า อาจมีโอกาสที่เด็ก ๆ จะลองสูบด้วยเพื่อให้ได้เข้ากลุ่ม จากการชักชวนกันลองสูบ หรืออาจไม่อยากแตกต่างจากเพื่อนคนอื่น ๆ ต้องการการยอมรับ
- กิจกรรมที่เปลี่ยนไป เริ่มมีพฤติกรรมลับ ๆ ล่อ ๆ มักใช้เวลาส่วนตัวในที่ลับตาหรือมีกิจกรรมที่ไม่เปิดเผย
เด็ก ๆ ติดบุหรี่ไฟฟ้า ทำอย่างไร
หากพบว่าเด็ก ๆ มีพฤติกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าจริง ๆ มีคำแนะนำสำหรับผู้ปกครองในการพูดคุยอย่างเปิดใจและไม่กดดัน เพื่อให้เด็ก ๆ กล้าเล่าและยอมรับความจริง เพื่อที่จะได้หาวิธีแก้ปัญหากันต่อไป
- สื่อสารอย่างเข้าใจ พยายามพูดคุยโดยไม่กล่าวโทษ สร้างความไว้วางใจ
- ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า อธิบาย โทษ พิษภัย อันตราย และผลกระทบต่อสุขภาพของการสูบบุหรี่ไฟฟ้า
- ตั้งกติกาในบ้าน สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว ด้วยการตั้งกฎห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจน
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากพบว่าเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้า ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษา เพื่อเลิกบุหรี่






























