
กลับมาอีกครั้งในรอบไม่กี่เดือน สำหรับซีรีส์เกาหลีแนวกฎหมาย ครอบครัว การแต่งงาน การนอกใจ และการหย่าร้าง ที่ดูจะเป็นเทรนด์ของพล็อตซีรีส์เกาหลีในช่วง 2-3 ปีนี้ และการกลับมาของ จางนารา ที่ยังคงถนัดรับบทภรรยาที่ทั้งสวย เก่ง แกร่ง แต่โดนสามีนอกใจอยู่เป็นนิจแทบทุกเรื่อง ออนนี่เล่นบทโดนนอกใจบ่อยซะจนสงสารเลยว่าเธอจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรบ้างไหมนะกับสิ่งที่เรียกว่า เพราะชีวิตจริงเธอก็เพิ่งจะเข้าพิธีแต่งงานไปไม่นานด้วย แต่ถ้าเธอเป็นมืออาชีพมากพอ เรื่องของการแสดงก็ไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว
โดยซีรีส์เรื่องใหม่นี้จะมีความคล้ายคลึงกันกับซีรีส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หรือก็คือ The Auditors ตรงที่มีการจับคู่กันของคู่หูต่างวัยต่างประสบการณ์ “น้องใหม่ปะทะผู้เชี่ยวชาญ” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นผู้ตรวจสอบคนใหม่ของบริษัททว่าประสบการณ์โชกโชน เจอกับผู้ตรวจสอบมือใหม่ใส ๆ แพชชั่นเยอะ แต่อ่อนหัดเรื่องประสบการณ์ ต้องมาเป็นคู่หูในการทำงานเพื่อหาคนที่ทุจริตในองค์กร ส่วนสัปดาห์นี้เราจะเปลี่ยนมาดูการทำงานของอาชีพ “ทนายความ” ซึ่งแม้จะมีซีรีส์ทำออกมาให้ดูอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ยังไม่หมดมุกที่จะเล่า และมีพล็อตหลักที่น่าสนใจมาล่อซื้อคนดูอยู่เรื่อย ๆ
Good Partner (ซับไทยดูได้ที่ viu) มีตัวเอกเป็น female lead ประกบคู่กัน แบบเดียวกันกับ The Auditors ตรงที่คู่หูคู่นี้ก็ต่างรุ่นต่างขั้วแนวคิด และต้องมาทำงานร่วมกัน คนหนึ่งเป็นทนายความมือฉมัง ความเก๋าเกมยืนหนึ่ง ได้ชื่อทางการค้าว่าเป็นทนายหย่าแห่งชาติ ผ่านโลกมาเยอะทั้งโลกของชีวิตและโลกการทำงาน เธอไม่ได้มีอีโก้สูงเสียดฟ้าแบบที่ทำงานด้วยยาก แต่ถ้าใครจะทำงานกับเธอรบกวนมองโลกตามความเป็นจริงให้มาก เพราะเธออ่านคนออก มองโลกเฉียบ และรู้ว่าเนื้อแท้ของมนุษย์เป็นอย่างไร

ส่วนอีกคนเป็นทนายน้องใหม่ผู้ไม่เคยสัมผัสคดีหย่าร้างมาก่อน ไม่เคยขึ้นศาล เพิ่งเรียนจบและเข้ามาสัมภาษณ์งานที่สำนักงานกฎหมายในแผนกองค์กร แต่ดันโดนดึงมาอยู่แผนกหย่าร้าง เธอเป็นพวกไฟแรงแบบหนุ่มสาวทั่วไปที่ยังอ่อนประสบการณ์ มองโลกด้วยมิติเดียว การที่เธอมีนิสัยทนไม่ได้เมื่อเห็นความอยุติธรรมอยู่ตรงหน้าก็ค่อนข้างเป็นภัยต่อการทำงานเหมือนกัน ดูเหมือนว่านิสัยนี้จะเป็นข้อดีสำหรับคนทำงานเป็นทนายความ ทำงานด้านกฎหมายใช่ไหม แต่ในอีกมุม มันกลายเป็นความอวดดีที่จะทำให้ลูกความแพ้คดีไปด้วย
เพราฉะนั้น เคสคดีในซีรีส์เรื่องนี้ก็จะวนเวียนอยู่กับเนื้อหาในการฟ้องหย่าแบบเดียวกันกับเรื่อง Queen of Divorce สาเหตุการฟ้องหย่าก็น่าจะไม่ได้ต่างกันมาก ไม่นอกใจก็ทำร้ายร่างกาย ส่วนการสู้คดียังไงก็ต้องเห็นเรื่องของการถกเถียงกันด้วยหลักฐานเรื่องการหย่า การแบ่งสินสมรส การเรียกค่าเลี้ยงดู การแย่งสิทธิ์เลี้ยงลูก ประมาณนี้ แต่ใด ๆ ก็คือ เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่เป็น female lead ประกบคู่กันเป็นคู่หูนี่แหละ อาจจะมีพระเอกแต่มันไม่ได้ชัดว่าจะเป็นเลิฟไลน์ชวนโรแมนติกจิกหมอนเลย เรื่องเน้นไปที่ 2 คู่หูที่ต้องทำงานและเติบโตไปด้วยกัน คนบอสต้องคุมตัวเองไม่ให้โหดเกิน ละทิ้งความเย็นชาลงให้ได้ ส่วนน้องใหม่ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ

นอกจากนี้ ยังมีการพาไปสัมผัสกับบรรยากาศสุดเข้มข้นและอึดอัดในแผนกหย่าร้าง สำนักงานกฎหมาย ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของคู่รักที่ต้องเผชิญกับวิกฤติความสัมพันธ์ การตัดสินใจหย่าร้าง และความยุ่งยากซับซ้อนทางกฎหมาย บนความยากของการทำงานเป็นทนายที่ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องว่าความให้ลูกความชนะคดีให้ได้ ด้วยเหตุผลที่พื้นฐานว่าลูกความจ้างทนายของที่นี่แพงกว่าที่อื่น 3 เท่าและรับเงินเขามาแล้ว รวมถึงการต้องรักษามาตรฐานของสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ท็อป 3 ของประเทศ ซึ่งมีอัตราการว่าจ้างให้ทำคดีแล้วมีโอกาสชนะสูง นี่คือจุดที่ดึงดูดลูกความให้ยอมจ่ายเงินจ้างทนายที่นี่
ฉะนั้น ไม่ว่าลูกความจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก เป้าหมายหลักก็คือต้องพาลูกความชนะในศาลให้ได้เท่านั้น ด้วยหลักฐาน ด้วยกลยุทธ์ ด้วยเล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ ในการอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย นั่นทำให้เรื่องข้อเท็จจริง เรื่องของความรู้สึกของอีกฝ่าย หรือเรื่องที่ว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก ดูจะกลายเป็นประเด็นรองไปเลยในซีรีส์เรื่องนี้ ประเด็นหลักคือ “รักษาผลประโยชน์ให้ลูกความ” จึงจะได้ผลงานที่เรียกว่าความสำเร็จ และการได้ค่าตอบแทนสูงสุดด้วย แต่ท้ายที่สุดการกระทำที่ต้องว่าความให้ลูกความที่เป็นฝ่ายผิดพลิกกลับมาได้เปรียบหรือมีแต้มต่อเหนือฝ่ายถูก มันก็สร้างความรู้สึกขัดแย้ง ความอิหลักอิเหลื่อต่อต่อมสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง ถ้าทนายความคนนั้นยังมีหัวใจความเป็นคนอยู่
คนเป็นลูกไม่ได้รู้หมดทุกอย่างหรอกค่ะ ลูกก็เห็นแค่สิ่งที่พ่อแม่แสดงให้เห็น
ประทับใจนะที่ทนายความในซีรีส์เรื่องนี้ยังเอ่ยถึงสิ่งที่คนเป็น “ลูก” รู้เห็นจากในบ้าน ขึ้นมาในกระบวนการการฟ้องหย่า ส่วนใหญ่ “ลูก” จะถูกเอ่ยขึ้นมาตอนที่พูดคุยกันถึงเรื่องการแย่งชิงสิทธิ์การเลี้ยงดูซะมากกว่า ต้นเรื่องก็คือ คนเป็นพ่อมีชู้ แต่เกลี้ยกล่อมและติดสินบนลูกชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วให้มาเป็นพยาน ว่าคนเป็นแม่ต่างหากที่ป่วยเป็นโรคหึงหวงและขี้ระแวงมากเกินไปจนนำมาซึ่งการฟ้องหย่า ทีแรก ทนายความของฝั่งพ่อยอมเชื่อที่เขาพูดยืนยันว่าเขาไม่ได้นอกใจภรรยา จากการถามยืนยันจากปากลูกชาย เพราะคิดว่าคนเป็นลูกนี่แหละคือพยานที่น่าเชื่อถือที่สุด ด้วยรู้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้าน นิสัยของพ่อแม่ และความสัมพันธ์ของคนในบ้าน

แต่แล้วทนายความมือใหม่ก็ถูกช็อตฟีลโดยทนายความรุ่นพี่มากประสบการณ์ ว่าจริง ๆ แล้ว คนเป็นลูกก็ไม่ได้รู้ทุกอย่างหรอก แต่รู้เฉพาะสิ่งที่พ่อแม่จงใจแสดงให้เห็นแค่นั้น ด้วยความที่เห็นแต่สิ่งที่พ่อแม่อยากให้เห็นมาตั้งนมนาน ก็จะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง ทั้งที่บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป ประเด็นนี้มันก็แสดงให้เห็นแหละว่าเรื่องในครอบครัวเนี่ยมันซับซ้อน คนนอกอย่างทนายความจะตัดสินทุกอย่างเพียงเพราะลูกความหรือพยานที่เป็นลูกเป็นคนบอกเองไม่ได้ด้วยซ้ำ ขนาดคนในอย่างลูก ยังรับเงินจากพ่อเพื่อที่จะไปยืนข้างพ่อเลย โดยที่อาจจะรู้อยู่เต็มอกว่าพ่อเป็นคนผิด และแม่ต้องทนทุกข์ทรมานมากขนาดไหน หรือก็เป็นไปได้ว่าจะเข้าใจอะไรผิด ๆ มาตลอด จากการแสดงของพ่อแม่

การหย่าร้าง เมื่อต้องตัดสินใจทำกันจริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก และคนที่น่าสงสารที่สุดในวังวนนี้ก็คือคนเป็นลูกนี่แหละ นี่จึงเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนรักษาสถาะครอบครัวไว้ ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างอดทน ยอมรับจบชีวิตที่ไม่มีความสุขด้วยตัวคนเดียวก็เพราะเห็นแก่ลูก หรือจำต้องยอมเสียสิทธิ์การเลี้ยงดูลูกให้กับฝ่ายที่เขาพร้อมและสามารถมากกว่า เพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีศักยภาพมากพอที่จะเลี้ยงลูกให้ดีได้ นี่คือสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ทำออกมาได้น่าสนใจ ทุกเคสการฟ้องหย่าทั้ง 3 ตอน จะมีลูกเข้ามาเกี่ยวข้องในแบบต่าง ๆ ทั้งลูกที่เบื่อพฤติกรรมพ่อแม่ ลูกที่ยังเล็ก ลูกที่เชียร์แม่หย่าเพราะแม่โดนพ่อทำร้าย และลูกที่แม่ “กำลัง” จะฟ้องหย่าพ่อเพราะพ่อมีชู้
สามีที่นอกใจ ไม่มีทางที่ภรรยาจะไม่รู้ พวกเขารับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมด จะมีก็แต่คนที่หาหลักฐานมัดตัวไม่ได้เท่านั้นแหละ
จำที่ทิ้งท้ายไว้ในบรรทัดเมื่อครู่ได้ไหม ซีรีส์ออนแอร์มา 3 ตอน แต่กลับมีลูก 4 เคสที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการหย่าร้างของพ่อแม่ โดยลูกคนสุดท้ายนี่พูดถึงในลักษณะที่ว่า แม่ “กำลัง” จะฟ้องหย่าพ่อเนื่องจากพ่อมีชู้ นี่คือเคสทิ้งท้ายตอนจบของอีพีที่ 3 และน่าจะเป็นเคสที่ลากยาวไปจนจบเรื่องด้วย เพราะนี่แหละคือเส้นเรื่องหลักของซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ใช่เคสย่อย ๆ ในแต่ละอีพีที่ทำให้เห็นว่าทนายความแผนกหย่าร้างของซีรีส์เรื่องนี้ทำงานยังไง เมื่อทนายความที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแม่ของทีมหย่าร้างกลับต้องมาเผชิญหน้ากับการฟ้องหย่าสามีตัวเอง และต้องให้ทนายคนอื่นในทีม โดยเฉพาะทนายความมือใหม่ที่ตัวเองปลุกปั้นมาทำเรื่องหย่าร้างของตัวเอง

อ่านย่อหน้าเมื่อครู่ผ่านมา หลายคนก็น่าจะพอเดาออกแล้วแหละเนอะว่าเกิดอะไรขึ้น ให้สรุปอีกทีก็คือ ทนายความตัวท็อปของสำนักงานกฎหมายที่มีประสบการณ์ทำคดีหย่าร้างมาร่วม 20 ปี จะต้องขอความช่วยเหลือจากคนในทีมเดียวกันของตัวเองจัดการเรื่องคดีหย่าร้างให้ตัวเองและสามี ที่เธอจับได้มาตั้งนานแล้วว่าเขาแอบลักกินขโมยกินกับเลขานุการหน้าห้องของเธอ หรือก็คือ 2 คนนี้กำลังสวมเขาให้เธอโดยคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงโง่ที่ไม่รู้ว่าสามีกำลังนอกใจ มัวแต่ไปยุ่งเรื่องหย่าร้างของคนอื่นจนไม่ระแคะระคายว่าเรื่องนี้จะเกิดกับตัวเอง
ถึงงั้นก็เถอะ เรื่องก็เฉลยว่าเธอรู้ความจริงมาตั้งนานแล้ว และเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติมาตั้งแต่ต้น ๆ ด้วย ส่วนสามีของเธอก็เกิดกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะไปอยู่กินอย่างเปิดเผยกับชู้รักจนตัวสั่น จนขอหย่ากับเธอ ทว่ากลับคอสเพลย์ว่าตัวเองเป็นเหยื่อจากการที่ภรรยาเอาแต่ทำงานจนละเลยทั้งลูกและสามี (เออ! ฉลาดเนอะ) ถ้าเธอยอมเซ็นใบหย่าให้เฉย ๆ เรื่องมันก็จะจบง่ายไปสำหรับชายชั่วหญิงโฉด เลิกรากันไปด้วยเหตุผลที่คนทั้งโลกเข้าใจว่าภรรยาบ้างานแล้วละเลยลูกผัว เมื่อหย่ากันไปแล้ว ไม่นานชายชั่วหญิงโฉดคู่นั้นก็จะสามารถเปิดตัวว่าคบหาอยู่กินกันได้อย่างชอบธรรม แต่เธอจะมีตราบาปติดตัวจากการทำหน้าที่แม่และเมียไม่ดีพอจนผัวขอหย่า

นั่นแหละค่ะ ตัวแม่จะยอมให้จบง่าย ๆ แบบนั้นไม่ได้ ในเมื่อ 2 คนนี้ลักลอบเล่นชู้กันตอนที่ยังมีทะเบียนสมรสคาราคาซังอยู่ ฝ่ายเมียต่างหากที่จะต้องฝ่ายยื่นฟ้องว่าโดนนอกใจ และต้องจัดการให้ 2 คนนี้ไม่มีที่ยืนในสังคมให้ได้ ทวงความยุติธรรมของตัวเองกลับมาโดยร่วมมือกับทนายความมือใหม่ที่เกลี้ยกล่อมลูกความที่ลังเลด้วย “จิตสำนึกในหน้าที่แบบผิด ๆ และความยุติธรรมจอมปลอม” เพื่อให้ลูกความตัดสินหย่า เป็นคนทำคดีของเธอ แล้วที่ผ่านมา ช่วงที่เธอทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นการลอบเล่นชู้ของ 2 คนนี้ นอกจากจะเห็นแก่ลูกแล้ว เธออาจจะกำลังรวบรวมหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอยู่ก็ได้ หลังจากนี้น่าจะเดือดขึ้นอีกแน่ ๆ
พอถึงจุดหนึ่ง ช่วงเวลาที่ต้องยอมรับก็จะมาถึง ช่วงเวลาที่เราต้องมองอนาคตเท่านั้น
ใช่! พอถึงจุดหนึ่งที่ความอดทนเราหมดลง และเริ่มหาเหตุผลมาอ้างไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นฉันคนเดียวที่ต้องอดทนอย่างกล้ำกลืนต่อไป คนเราก็จะเลือกยอมรับความจริง ยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เริ่มมุ่งมั่นที่จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดโดยที่ไม่ลังเลอีก จะยอมรับการตัดสินใจของตัวเอง และจะมองแค่อนาคตเท่านั้น ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ต่อให้เอาโซ่รถไฟมาล่าม เอาช้างสารมาฉุด ก็ไม่มีอะไรฉุดอยู่ทั้งนั้น และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันต้องมีคนพังไปข้าง มันอาจจะเป็นตัวเราเองก็ได้ที่พัง แต่ถ้าเลือกได้ ก็ต้องหาคู่หูที่จะไม่ทำให้เราเป็นฝ่ายพังสิ แล้วก็ต้องพุ่งเป้าไปที่อนาคตเท่านั้นว่าฉันจะต้องหลุดพ้นจากคนแบบนี้ และมีคามสุขได้เสียที

ก็อย่างที่คุณทนายตัวแม่บอกแหละ การที่สามีนอกใจ ไม่มีทางที่ภรรยาจะไม่รู้ เพียงแต่อาจจะยังอยู่ในจุดที่ยังไม่เอะใจก็เท่านั้น ยิ่งส่วนใหญ่หญิงชู้ชายชู้มักเป็นคนใกล้ตัวด้วย ถึงแม้ว่าจะรู้สึกได้ว่ามีอะไรทะแม่ง ๆ แต่กลไกการป้องกันทางจิตใจก็จะคอยปลอบโยนเข้าข้างตัวเองว่าไม่ใช่หรอก เข้าใจผิดไปเอง ประวิงเวลาที่จะยอมรับความจริงไปเรื่อย ๆ เลยรู้ตัวได้ช้ากว่าคนรอบข้างคนอื่น ๆ นอกจากนี้ คุณทนายยังได้เตือนเอาไว้อีกว่า “การถูกคู่สมรสนอกใจ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ขอให้รักษาความสงบในจิตใจเอาไว้ และออกจากอุโมงค์แห่งความทุกข์ไปได้ด้วยดี” ในวันหนึ่งที่มันถึงจุดสิ้นสุดความอดทน สิ้นสุดการทำใจ การฟ้องเพื่อหย่าร้างก็จะตามมา
นี่แหละมั้งคือเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดที่ทนายตัวท็อปเรื่องการหย่าร้างอย่างเธอเลือกที่จะเก็บคนทรยศ 2 คนเอาไว้ใกล้ตัวตลอดเวลา โดยที่ยังไม่เปิดเผยออกไปว่าฉันรู้นานแล้วว่าพวกเธอแอบแซ่บกัน ทั้งด้วยความที่มันยังไม่ถึงเวลาอันสมควร เธอยังต้องการประโยชน์จาก 2 คนนั้นอยู่ ด้วยความที่เห็นแก่ลูก หรือแม้กระทั่งว่าหลักฐานยังไม่ชัดเจนพอ แต่เชื่อเถอะว่าคนที่มีประสบการณ์ว่าความคดีหย่าร้างให้คนอื่นมาเป็นสิบเป็นร้อยคู่ในเวลาเกือบ 20 ปี คงไม่ทำอะไรไร้เหตุผลอย่างการห่วงหน้าตาตัวเองในสังคมหรอกว่าคนอื่นจะมองยังไงที่สามีของเธอมีชู้จนเธอต้องฟ้องหย่า เพราะสุดท้ายคนที่ผิด คือคนที่นอกใจมีคนอื่นนอกเหนือสามีหรือภรรยาของตน ทั้งที่ยังมีใบทะเบียนสมรสอยู่ต่างหาก!

ซีรีส์เรื่องนี้อาจไม่ค่อยจะเหมาะกับคนที่มีปัญหาครอบครัวอยู่ หรืออินเรื่องครอบครัวมาก ๆ แบบคุณทนายความมือใหม่เท่าไรนักก็ได้นะ การมีอินเนอร์ร่วมกับซีรีส์เรื่องนี้อาจทำให้คุณหงุดหงิดในตอนต้นเรื่องได้ง่ายมาก เพราะเขาเน้นเล่าไปที่ประเด็น “ผลประโยชน์ของลูกความ” มากที่สุด นอกนั้นอย่าไปคิดแทนลูกความ แค่ต้องจัดการอารมณ์ตัวเองให้ดี บางอย่างที่ทนายต้องตัดสินใจทำเพื่อให้ลูกความตัวเองชนะ มันยังขัดแย้งอยู่ในใจของตัวทนายเองด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อตัวเองเป็นทนาย ลูกความจ่ายเงินจ้างแล้ว ก็มีหน้าที่ที่ต้องทำให้ลูกความชนะให้ได้แม้ว่าลูกความตัวเองจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม
การทำหน้าที่ทนายความของซีรีส์เรื่องนี้ สำหรับคนที่อินมาก ๆ อาจจะมองว่าทนายความทำแบบนี้ก็ได้เหรอ ดูเป็นคนไร้หัวใจ ไร้มนุษยธรรมกับอีกฝ่ายจังเลย ต้องไม่มีความเห็นอกเห็นใจฝ่ายที่โดนคู่สมรสหักหลังขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ความเป็นจริง โลกมันก็ขับเคลื่อนไปแบบนี้แหละ ทนายความเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำงานเพื่อให้ได้เงิน จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็ต้องมีสถิติการว่าความชนะมาเป็นผลงานประดับโปรไฟล์ นอกจากนี้ กฎหมายสำหรับผู้ที่ช่ำชองเชี่ยวชาญ มันก็มีช่องโหว่ให้แหกตั้งมากมายที่ทำแล้วไม่ผิดกฎหมาย จึงต้องมองสัจธรรมให้ออก ถึงจะใช้ชีวิตในโลกนี้ได้อย่างเข็มแข็ง และไม่อ่อนแอจนทนรับแรงกระแทกใด ๆ ไม่ไหว ⚖






























