ปฏิวัติอินทรีเหล็ก

เป็นอีกครั้งนะครับที่ทีม “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ล้มเหลวไม่เป็นท่าในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของโลกฟุตบอล นับจาก เวิลด์คัพ 2018 ตกรอบแรก, ยูโร 2020 ตกรอบ 16 ทีม, เวิลด์คัพ 2022 ตกรอบแรก และยูโร 2024 เที่ยวนี้ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย นั่นหมายความว่า 4 รายการใหญ่ล่าสุด พวกเขาไม่สามารถไปถึงรอบรองชนะเลิศได้เลย

อาการหลังหมดยุคทอง (Golden Generation) แชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ส่งผลอ้อยอิ่ง ต่อเนื่อง และยาวนาน หลังการจากไปของ บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์, ฟิลลิป ลาห์ม, มิโรสลาฟ โคลเซ่, มัตส์ ฮุมเมิล, มาร์โก รอยซ์ ฯลฯ

ยูโร 2024 เที่ยวนี้ แม้จะแพ้ให้กับทีมคุณภาพอย่าง สเปน แต่การเป็นเจ้าภาพแล้วทำผลงานไม่ได้ตามเป้าถึงรอบตัดเชือก และสไตล์การเล่นไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่วายมีการบ้านให้สมาคมฟุตบอลเยอรมันต้องขบคิดว่าจะวางแผนอนาคตอย่างไร

ตำแหน่งสำคัญจุดแรกคือ “ทีมเชฟ” ว่าควรจะใช้ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ คนหนุ่มต่อไป หรือรอเวลาสักหน่อยแล้วค่อยไปชวน เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือหงส์แดงมาทำงานตามเสียงเรียกร้องของแฟนบอล

จะว่าไปแล้วอดีตกุนซือหงส์นั้นวัยกำลังดีงามสำหรับการคุมทีมชาติ 57 ปี แถมมีรูปแบบการเล่นที่ตื่นเต้นเร้าใจ กล้าบ้าบิ่น รวมทั้งสามารถกระตุ้นและให้กำลังใจผู้เล่นทุกคนในทีมได้อย่างดีเยี่ยม โอกาสกำลังเหมาะเพราะเขากำลังว่างงานอยู่

ปล่อยให้พักผ่อนไปอีกสัก 3-4 เดือนแล้วค่อยไปชวนมาเถอะ เห็นด้วยอย่างแรง

นอกเหนือตำแหน่งผู้นำทีมแล้ว จบจากทัวร์นาเมนต์นี้น่าจะเป็นช่วงถ่ายเลือดอีกครั้งสำหรับทีมชาติเยอรมนี เมื่อบรรดานักเตะตัวหลักอย่าง โทนี่ โครส (34 ปี), โธมัส มุลเล่อร์ (34 ปี), อิลคาย กุนโดกัน (33 ปี), มานูเอล นอยเออร์ (ประตูวัย 38 ปี) จะต้องอำลาไปอย่างแน่นอน

เรียกได้ว่าเป็นการหมดยุคผู้เล่น (บางคน) ที่หลงเหลือมาจากชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2014 อย่างแท้จริง ได้เวลาให้โอกาสคนรุ่นใหม่กันอย่างเต็มที่เสียที หลังจาก นาเกลส์มันน์ มัวแต่กล้า ๆ กลัว ๆ ในทัวร์นาเมนต์นี้ 

นอกเหนือจากนั้น งานควานหาผู้เล่นตำแหน่งศูนย์หน้าตัวจบสกอร์ เป็นสิ่งที่แฟนบอลใฝ่ฝันจะให้เกิดขึ้น ว่าไปแล้วนับจากวันที่ มิโรสลาฟ โคลเซ่ เจ้าของสถิติยิงในเวิลด์คัพรอบสุดท้ายมากที่สุด 16 ประตูโบกมือลาไปหลังคว้าแชมป์เมื่อปี 2014 วงการลูกหนังเมืองเบียร์ยังหาใครขึ้นมาแทนในตำแหน่งหมายเลข 9 อย่างเต็มตัวไม่ได้เลย 

ที่ผ่านมาเคยพยายามใช้ โธมัส มุลเล่อร์, ไค ฮาแวร์ตซ์ ในรูปแบบฟอลส์ไนน์บ้าง แต่ก็ยังเชื่อมั่นไม่ได้ หรือนิคลาส ฟุลครุก เองชั้นยังไม่ถึง แถมอายุอานามก็ปาเข้าไป 31 ปีแล้ว คงต้องมองตัวเลือกที่จะสามารถยืนได้ในระยะยาวมากกว่า แต่ก็มีตัวเลือกที่ค่อนข้างจำกัดยิ่งนัก เรียกว่าได้ว่าผู้เล่นประเภทนี้เกือบจะสูญพันธุ์ไปเลยก็ว่าได้ 

อีกตำแหน่งก็คือหมายเลข 1 “คนเฝ้าเสา” แทนที่ มานูเอล นอยเออร์ จุดนี้ก็สำคัญ ว่าจะเป็นโอลิเวอร์ เบามันน์ จาก ฮอฟเฟ่นไฮม์ หรือ มาร์ค อังเดร แทร์สเตเก้น จากบาร์เซโลน่า เพราะมาตรฐานที่ “อินทรีเหล็ก” เคยมีผู้รักษาประตูที่ยิ่งใหญ่อย่าง เซ็ปป์ ไมเออร์, ฮาราลด์ ชูมัคเกอร์, โบโด อิคเนอร์, โอลิเวอร์ คาห์น รวมทั้ง นอยเออร์ เองด้วย ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นทายาทก็จะต้องมีความเหนียวแน่นในระดับที่ได้รับการยอมรับ

สรุปแล้วมีหลายเรื่องหลายจุดเลยทีเดียวที่จะต้องแก้ไข หวังว่าทีมชาติเยอรมนี จะโชคดีหาบุคลากรที่เหมาะสมให้เจอ แล้วสามารถทำผลงานกลับมาเข้ารอบลึก ๆ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในวงการลูกหนังระดับโลกให้ได้อีกครั้งครับ.