ขอเชิญพบกับเรื่องราวของซินเดอเรลล่ายุคศตวรรษที่ 21 เรื่องราวของหญิงสาวที่น่าสงสาร ผู้ซึ่งพระเจ้าตั้งค่าโชคชะตาไว้ให้เธอต้องเป็นซินเดอเรลล่า ที่กำลังมีความทะเยอทะยาน ต้องการจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองแบบพลิกจากดินสู่ความเป็นดาว เธอเฝ้าตามหาเจ้าชายขี่ม้าขาวที่จะเข้ามาช่วยให้ความฝันของเธอนั้นเป็นจริง เส้นทางการผจญภัยของนางเอกในเทพนิยายนั้นไม่มีอะไรที่สวยงามเลยแม้แต่น้อย แล้วเธอจะพิชิตใจเจ้าชายด้วยรองเท้าแก้วได้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ!
ไม่ต้องแปลกใจไปว่าทำไมวันนี้มาแปลก เปิดคอลัมน์เหมือนเล่านิทาน เพราะซีรีส์ในวันนี้มันชวนให้อยากทำแบบนั้นไง ซีรีส์เรื่อง Dreaming of a Freaking Fairy Tale จริง ๆ เห็นมีคนรีวิวเรื่องนี้มาสักพักแล้ว นี่ก็จัดคิวซีรีส์ไม่ลงตัวสักทีเลยข้ามไปข้ามมาอยู่นั่น กว่าจะได้ฤกษ์เปิดขึ้นมาดู เรื่องก็เล่นปาเข้าไป 6 ตอนแล้ว (จากที่มี 10 ตอน) พอเปิดดูจริง ๆ แล้วแบบฮาบ้าบอมาก ตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีใครปกติสักคนเดียว ทุกคนเหมือนพกความบ้ามาเข้าฉาก เน้นสร้างตำนานจากการขายขำมากกว่าสร้างกระแส นี่สิซีรีส์รอมคอมในฝัน แล้วตอนนี้เปิดดูทีแรกก็ดันมาส์กหน้าอยู่ด้วย จะขำก็ขำไม่ได้อีกทรมานมาก ใครว่าง ๆ อยากคลาเครียดด้วยซีรีส์กลิ่นอายแฟรี่เทล ไปเปิดดูกันได้นะ ตอนละแค่ประมาณ 40 นาทีเอง ซับไทยที่ viu เจ้าเก่าเจ้าเดิม

เดี๋ยวช่วยขยายความให้อีกนิดว่า Dreaming of a Freaking Fairy Tale เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ก็คือเป็นเรื่องของหญิงสาวผู้น่าสงสารที่พ่อมาด่วนจากไป ทิ้งเธอไว้กับแม่เลี้ยงและลูกติดแม่เลี้ยงอีก 2 คน พร้อมทั้งคำสั่งเสียประหลาด ๆ ที่แนะนำให้ลูกสาวจง “หาสามีรวย” ซะ แล้วใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและมีความสุขไป หญิงสาวโมโหมรดกพ่อเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ก็ไม่มีหาทางไหนที่เธอจะพลิกวิกฤติชีวิตได้ในยามจนตรอกแบบนี้ เธอจึงเริ่มทำตามคำสั่งเสียของพ่อ ตามหาเจ้าชายมาแต่งงาน ด้วยการเข้าไปสมัครที่คลับสังคมคนรวยแห่งหนึ่ง ที่นั่น เธอเจอกับชายหนุ่มรูปงาม บ้านรวย แต่ออกจะบ้า ๆ บวม ๆ ไปนิด และที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ เขาไม่มีทีท่าว่าจะสนใจความรักเลยสักนิด!
อย่าร้องไห้นะชินแจริม การมีชีวิตอยู่มันยากกว่าการตายอีก ถ้ามาร้องไห้ตอนนี้ แล้วต่อไปแกจะอยู่ยังไง
เปิดเรื่องมาก็ใส่มุกตลกร้ายให้กับแม่นางซินเดอเรลล่าแห่งศตวรรษที่ 21 เลยทันที หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในโรงพยาบาลเพื่อให้ทันดูใจพ่อของตัวเองช่วงลมหายใจเฮือกสุดท้าย แต่เธอกลับบอกพ่อของเธอว่าถ้าพ่อทิ้งเธอไป แปลว่าพ่อไร้จิตสำนึก แถมยังขู่พ่ออีกว่าถ้าพ่อตายไปแบบนี้ เธอจะฆ่าพ่อทิ้ง (เอ้า! พ่อตายแล้วสาว 555) ซีรีส์ในช่วงไม่กี่นาทีแรกทำให้คนดูงงเป็นไก่ตาแตกว่าพ่อลูกคู่นี้นี่มีความสัมพันธ์กันแบบใดวะคะเนี่ย กระทั่งอีกไม่กี่นาทีต่อมาก็ค่อย ๆ เฉลยว่าคนเป็นลูกนั้นสิ้นหวังกับคนเป็นพ่อ (พ่อแบบนี้) มากแค่ไหน

การที่ชินแจริมบอกกับตัวเองในงานพิธีศพพ่อตัวเองวันสุดท้ายว่าอย่าร้องไห้ ดูเผิน ๆ ก็เหมือนว่านางกำลังปลอบใจตัวเองอยู่ว่าต้องเข้มแข็งให้ได้แม้ว่าพ่อจะไม่อยู่แล้ว อย่าร้องไห้ เดี๋ยวพ่อจะเป็นห่วง แต่คำพูดต่อมานี่สิที่มันชักจะแหม่ง ๆ สรุปแล้วที่นางคิดต่อว่า “การมีชีวิตอยู่มันยากกว่าการตายอีก” เนี่ย กลายเป็นว่านางกำลังตัดพ้อพ่อผู้ไม่เอาไหนของตัวเอง ที่มาชิงตัดช่องน้อยแต่พอตัวด่วนตายจากไปต่างหาก ตายไปแล้วแต่ดันสลัดภาระทุกอย่างทิ้งไว้ให้คนข้างหลังตามล้างตามเช็ดหมดเลย แล้วทีนี้ใครล่ะที่ต้องรับผิดชอบ ถ้าไม่ใช่คนสายเลือดเดียวกันแบบนาง แล้วที่สำคัญนะ ไอ้ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่พ่อกระซิบบอกว่ากับนางว่าทิ้งไว้ให้ก่อนที่จะตาย ยิ่งทำให้นางเลือดขึ้นหน้าแบบคูณสิบ
จับใจความเท่าที่นางเอกเล่าเรื่องของขวัญชิ้นสุดท้ายจากพ่อให้เพื่อนฟัง ตั้งแต่ที่เจ้าหล่อนจำความได้ พ่อไม่เคยทำอะไรให้นางเลย ถ้าในกระดาษแผ่นนั้นที่เขียนคำสั่งเสียเอาไว้เป็นคำเกร่อ ๆ แบบคำขอโทษลูกสาว หรือบอกรักลูกสาวครั้งสุดท้ายมันก็ยังพอว่า แต่ดันเขียนสั่งเสียเอาไว้ว่าให้ลูกสาวเลิกใช้ชีวิตแบบอ้อมค้อมและควรจะหันไปหาทางลัดด้วยการหาสามีรวย ๆ ได้แล้ว พร้อมกับมอบลายแทง ชี้เป้าว่าลูกสาวจะไปหาสามีรวยได้จากที่ไหน 555 แถมยังทิ้งท้ายไว้อีกว่ายังไงนางก็ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ใฝ่หาความรุ่งเรืองด้วยพลังตัวเองครอบครัวจะล่มจม แต่ถ้าหันไปใฝ่หาความรุ่งเรืองด้วยพลังของผู้อื่น จะพบกับโชคดี

เอาล่ะ ชีวิตที่โชคดีดุจเทพนิยายของซินเดอเรลล่ายุคศตวรรษที่ 21 กำลังจะเปิดฉาก ณ บัดนี้แล้ว เพราะฉะนั้น การที่นางห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ ไม่ใช่ว่ากลัวพ่อจะจากไปแบบไม่สงบ หรือกลัวว่าพ่อมองลงมาจากฟ้าแล้วจะเป็นห่วงว่าลูกสาวคนเดียวกำลังเสียใจหนักมากที่พ่อจากไป อารมณ์แบบพ่อไม่อยู่แล้วฉันจะอยู่ยังไง แต่นางกำลังให้กำลังใจตัวเองว่าต่อจากนี้จะใช้ชีวิตต่อไปยังไงกับภาระที่พ่อทิ้งไว้ ในขณะที่สถานการณ์ส่วนตัวของตัวเองมันเริ่มจนตรอกแล้วต่างหาก เธอจึงไม่มีเวลาที่จะมาร้องไห้ฟูมฟายอะไรทั้งนั้น ถ้าเสียเวลาร้องไห้เพราะท้อแท้กับชีวิตเส็งเคร็งนี่ขนาดนั้นแล้วต่อไปนางจะอยู่ยังไง เอาตัวเองให้รอดก่อนจุดนี้ สู้เขาสิวะอีหญิง!
ประสบความสำเร็จฉิบหายวายวอดบนโลกน่ารังเกียจใบนี้ซะ ต่อไปจะได้ใช้ชีวิตอิสระเหมือนนกไง
เอ้อ! เป็นการเอาคำมาซ้อนกันแบบแปลก ๆ อยู่นะ “ประสบความสำเร็จฉิบหายวายวอด” มันโคตรจะไม่เข้าคู่กันอะ ย้อนแย้งไปไหนก่อน 555 จริง ๆ มันเข้าหลักการซ้อนคำอยู่นะ ใช้คำที่มีความหมายตรงกันข้ามมาซ้อนกัน แต่มันก็ไม่น่าจะจับมาซ้อนกันได้อยู่ดี ถึงอย่างนั้น ก็เพราะคำนี้มันออกมาจากปากชะนีดวงกุดอย่างชินแจริม ผู้มีแรงขับว่าถ้าชีวิตนี้มันสายเกินไปที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง ฉันก็ต้องยอมทำตามที่พ่อบอกแล้วนะ จะเป็นซินเดอเรลล่าที่แต่งงานกับเจ้าชายหล่อรวยเพื่อพลิกชีวิตตัวเอง มันเลยเป็นความย้อนแย้งที่เข้าใจได้ว่าจริง ๆ แล้วก้นบึ้งลึก ๆ ในหัวใจของนางก็อยากที่จะประสบความสำเร็จด้วยตัวเองเหมือนคนอื่นนั่นแหละ แต่คนที่ไม่มีอะไรเลยแบบนางมันมาได้ไกลแค่นี้

คำว่า “ประสบความสำเร็จฉิบหายวายวอด” ที่นางเอกต้องการจะสื่อ มันคือการนำเอาลักษณะของความฉิบหายวายวอด ที่ถ้าคำนี้มันอยู่ลำพัง มันจะให้ภาพแบบที่สูญสิ้นยับเยิน เสียหายรุนแรง ความหมายยังไงก็เป็นเชิงลบแน่ ๆ แต่เมื่อนางเอกเลือกที่จะเอามันมาใช้เป็นคำขยายของคำว่า ประสบความสำเร็จ ที่ความหมายเป็นบวก มันถึงรู้สึกได้ถึงความสำเร็จแบบยิ่งใหญ่ สำเร็จแบบตู้ม! ซูเปอร์โนวาาาาา มันก็ให้ภาพของความหมายแบบ “ประสบความสำเร็จฉิบหายวายวอด” อยู่นะ สรุปก็คือ จงประสบความสำเร็จแบบฉิบหายให้ได้บนโลกที่เรารู้สึกว่ามันน่ารังเกียจใบนี้ เพื่อที่เมื่อเราประสบความสำเร็จแล้ว ต่อไปจะได้เป็นอิสระ หลุดพ้นจาก “สถานะเหมือนพื้นที่ใคร ๆ ก็เดินเหยียบย่ำ” ได้
ตัวนางเอกน่ะ ใจจริงไม่ได้อยากใช้วิธีโคฟเวอร์เป็นซินเดอเรลล่าเพื่อจะพลิกชีวิตของตัวเองหรอก ตัวนางก็มีศักดิ์ศรี มีความฝัน แต่เพราะสถานการณ์จนตรอกที่เริ่มบีบตัวเธอจนมีช่องว่างให้หายใจน้อยลงเรื่อย ๆ และตัวเธอไม่ได้มีทางเลือกอะไรมากมาย เรียนจบก็ไม่ได้สูง วิชาชีพและสิ่งที่ตัวเองรักได้ก็ไม่ได้เรียน บ้านแม่เลี้ยงที่นางอาศัยเขาอยู่ เขาก็ไม่ได้ดูต้อนรับอะไรนางขนาดนั้นมาตั้งแต่แรกแล้ว จะดีก็ตรงที่เขาและลูกติดเขาไม่ได้เลวร้ายกับนางขนาดนั้น แถมเวลานี้พ่อตัวเองไม่อยู่แล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่เชื่อมโยงตัวนางกับบ้านของแม่เลี้ยงอีกต่อไป นางควรจะอ่านสถานการณ์ให้ออกแล้วรีบย้ายออกมาซะ ซึ่งถ้านางยังเป็นคนไม่มีการไม่มีงานแบบนี้ต่อไป ตัวนางเองนั่นแหละที่จะไม่มีที่ไป

เพราะฉะนั้น คนดูก็น่าจะเข้าใจความหมายของ “ประสบความสำเร็จฉิบหายวายวอด” ในความหมายที่นางเอกต้องการสื่อแหละ และเข้าใจความต้องการลึก ๆ ในใจของนางด้วย นางก็ยังคงสู้ชีวิตของนางต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน โชคชะตาก็เริ่มจับวางให้นางได้เจอกับเจ้าชายขี่ม้าขาวแล้ว เพียงแต่…เจ้าชายดันถือคติว่าให้มองผู้หญิงให้เหมือนก้อนหิน และเขาดันไม่เชื่อในความรักและชีวิตที่เหลือจะเชื่อดุจเทพนิยายนี่สิ
ถึงฝีมือจะขึ้นสนิมไปเยอะ ฉันก็น่าจะสู้ต่อไป ไม่น่ายอมแพ้เลย
แม้ว่าตัวซีรีส์จะเน้นขายขำ ขยันสร้างซีนโบ๊ะบ๊ะไร้สาระจากคาแรกเตอร์ของตัวละครทุกตัวที่ดูขาด ๆ ล้น ๆ แต่ที่บอกว่าชีวิตของนางเอกนั้นน่าเป็นซินเดอเรลล่าที่สงสารเนี่ยเรื่องจริงไม่ติงนังนะ นอกจากจะมีพ่อที่ไม่เอาไหน ไม่ค่อยมีประโยชน์กับชีวิตเท่าไรแล้ว พ่อก็ยังสร้างหนี้เก่งอีกต่างหาก แม้ก็จริง ๆ ก็ไม่ได้เอ่ยถึง อยู่กับแม่เลี้ยงเขาก็ไม่ได้มอบความรักอะไรให้ขนาดนั้น แค่ไม่ร้ายใส่ก็บุญหัวแล้ว แถมคำสั่งเสียและมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ก่อนตายนี่ยิ่งแล้วใหญ่ 555 ไร้ความหวังอะไรขนาดนั้น และสิ่งหนึ่งที่น่าสิ้นหวังที่สุดสำหรับนาง คือการจำต้องทิ้งสิ่งที่ตัวเองชอบ และทิ้งความฝันเอาไว้ข้างหลัง เพื่อจริงจังกับการดิ้นรนเอาตัวรอดไปวัน ๆ มากกว่า

ฉากที่นางนั่งรื้อข้าวของที่ไม่สำคัญออกมาทิ้งเพราะเตรียมต้องย้ายบ้าน แล้วดันไปเจอเข้ากับสมุดวาดรูปสมัยเด็กของตัวเอง เปิดไปเจอใบประกาศที่บอกว่านักเรียนทั้งห้องผ่านการสมัครเข้าเรียน เจอใบสมัครเรียนสถาบันสอนศิลปะที่ตัวเองเคยเกือบได้เข้าเรียน ฉากนั้นคนดูก็แอบกลืนน้ำตาลงคอเหมือนกันนะ ชีวิตที่ขาดโอกาส ชีวิตที่เลือกอะไรมากไม่ได้ ชีวิตที่แค่ไม่มีที่ซุกหัวนอนและมีกินมีใช้ก็บุญหัวแล้ว มันทำให้นางไม่สามารถไปถึงความฝันของตัวเอง ต้องเลิกเรียนกลางคัน พอไม่มีวุฒิการศึกษาดี ๆ ก็หางานทำยาก อายุตั้งเท่าไรแล้วยังต้องวิ่งหาแต่งานพาร์ตไทม์ทำเพื่อให้มีกินมีใช้ แถมพ่อยังขยันสร้างแต่ปัญหาไว้ให้ มันไม่ควรจะเป็นชีวิตของเด็กคนหนึ่งเลย
จนกระทั่งที่นางได้กลับมาจับดินสอ จับพู่กัน ถือจานสีวาดรูปอีกครั้งด้วยความจำเป็น นางดูภาคภูมิใจกับผลงานตัวเองมาก แม้ว่าฝีมือจะสนิมขึ้นไปเยอะก็ตามที และได้แต่คิดย้อนไปถึงอดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วว่า “วันนั้นไม่น่ายอมแพ้เลย น่าจะลองสู้ต่อไป” ในวันนั้นที่นางไม่สามารถสมัครเข้าเรียนได้เพราะเงินค่าเรียนที่นางอุตส่าห์พยายามหามาเองมันไม่พอ ปรึกษาพ่อแม่ก็ไม่ได้อีก นางเอาแต่นั่งคิดว่าถ้านางยอมเสียเงินเรียนในวันนั้น ความสามารถและทักษะที่ได้มานั้นจะช่วยให้นางมีงานทำไหม และในเมื่อเก็บภาพวาดพวกนั้นต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น นางจำต้องเก็บทุกอย่างทิ้งลงขยะด้วยตัวเอง

เรื่องราวแบบนี้มีให้เห็นในชีวิตจริงเยอะมากนะ คนที่ต้องจำใจต้องทิ้งความฝันของตัวเองเพราะไม่มีเงินน่ะ บางคนสามารถตั้งตัวและมาสานฝันตัวเองในวัยผู้ใหญ่มาก ๆ ได้ บางคนก็อาจจะตั้งตัวได้ แต่ไม่มีเวลาที่จะไปสานฝันวัยเด็กอีกแล้วเพราะมีอะไรต้องรับผิดชอบมากมาย และจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถทำได้แม้แต่จะตั้งตัวด้วยซ้ำไป นี่แหละความจริงที่น่าเศร้าที่มันเกิดขึ้นบนโลกที่น่ารังเกียจใบนี้ โลกที่ทำลายชีวิตของคนคนหนึ่งให้ย่อยยับ ส่วนคนที่ไม่เคยเจอกับตัวเอง ก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าความรู้สึกกล้ำกลืนแบบนั้นมันขมขื่นแค่ไหน

จริง ๆ Dreaming of a Freaking Fairy Tale นี่เป็นซีรีส์รอมคอมของแทร่เลยนะ ไม่มีมาแกงกันด้วยดราม่าหนัก ๆ ให้คนดูสงสัยว่าเป็นซีรีส์รอมคอมแบบใด เน้นสร้างเสียงหัวเราะแบบเกลื่อนกลาด ให้คะแนนความไร้สาระ 8 เต็ม 10 เลย แต่มันก็ไม่ได้ขาดกลิ่นดราม่าจนไม่มีจุดที่จะสร้างปมวิกฤติของเรื่องขนาดนั้น โดยเฉพาะปมของตัวละครที่เขาพยายามทำให้มันเข้าสูตรของเทพนิยายที่ชีวิตของนางเอกนั้นสุดแสนจะขมขื่น แต่ในที่สุดก็ได้พบกับพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยไว้ได้ ถึงมันจะเหมือนกับการเอานิยายหลอกเด็กมาทำให้เป็นนิทานภาพเคลื่อนไหว มีผู้บรรยายฉากต่าง ๆ นอกเหนือจากที่ตัวละครคุยกัน แต่มันก็ให้ความฟีลกู้ดอยู่นะ รู้สึกติดนิทานเรื่องนี้เข้าซะแล้วสิ 🪄






























