สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไถเฟซบุ๊กอ่านสิ่งที่น่าสนใจทีไร เป็นต้องเห็นว่ามีซีรีส์อยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นกระแสมาแรงมาก เพจรีวิวซีรีส์ทุกสำนักบอกตรงกันว่าสนุกมาก ขนาดบางเพจที่เรารู้แนวว่าเขาชอบรีวิวตามเนื้อผ้า ไม่เน้นอวยตามกระแสของมหาชน รีวิวเรื่องนี้ยังออกมาเป็นบวกเลย เห็นได้ชัดว่ายังไงก็คงต้องลองเปิดดูให้ได้สักตอนแล้วล่ะ
ซึ่งในความเป็นจริงก็ตั้งใจจะดูเรื่องนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่ได้ลองอ่านเรื่องย่อตอนที่มีข่าวสรรหานักแสดง และเห็นว่าตัวละครหลักของเรื่องคือ “ยุนชานยอง” ที่เราประทับใจน้องเขาในคาแรกเตอร์นิ่ง ๆ แต่ใจอบอุ่นไมโครเวฟสไตล์หนุ่มแอบรักเพื่อนในเรื่อง All of Us Are Dead หลงคาแรกเตอร์แบบนั้นมาก เลยติดตาม IG น้องตั้งแต่นั้นมา ทว่าผลงานเรื่องอื่น ๆ ของน้องเราไม่คลิกกับพล็อตเท่าไรเลยไม่ได้ดู

High School Return of a Gangster ดัดแปลงมาจากนิยายเว็บแนวแฟนตาซี ชีวิต วัยรุ่น และแน่นอนว่าเป็นนิยายวายด้วย วายฉ่ำ ๆ เลย เพราะตัวละครหลักเป็นผู้ชายทั้งคู่ แต่นำมาทำให้เป็นแนวชีวิตวัยรุ่นพ่วงด้วยมิตรภาพในวัยเรียน และการเติบโตแทน บอกเล่าเรื่องราวของนักเลงหัวไม้ไร้การศึกษา เบอร์สองของแก๊งนักเลงอันดับหนึ่งในวงการที่ใคร ๆ ก็เกรงขาม “คิมดึกพัล” วัย 47 ปีที่คิดฝันอยากมีชีวิตวัยรุ่นเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไปมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการลงแข่งฟุตบอล แข่งบาสเกตบอลในสนาม หรือแม้กระทั่งการไปโรงเรียนและได้เรียนหนังสือ แม้ว่าตัวเขากำลังจะได้รับสืบทอดเป็นหัวหน้าแก๊งคนต่อไป แต่ก็ยังหมกมุ่นเรื่องการเรียนอยู่ดี
เรื่องที่ว่าเขาเป็นนักเลงที่อยากเรียนหนังสือนั้น เขาไม่ได้เหนียมอายหลบ ๆ ซ่อน ๆ เรียน เพราะทุกคนต่างรู้หมดว่าเขาตั้งใจเรียนมากแค่ไหน ทั้งหัวหน้าแก๊งทั้งลูกน้องรู้หมดว่าเขากำลังพยายามเรียนหนังสือ และทุกคนก็ให้การสนับสนุนเขาเป็นอย่างดี เวลานี้เขาสอบเทียบทั้งม.ต้น และม.ปลาย เรียบร้อยแล้ว เหลือก็แต่สอบซูนึงให้ผ่านเพื่อเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย

แต่แล้ววันหนึ่ง เขาดันเข้าไปเกี่ยวข้องกับนักเรียนชั้นม.ปลายคนหนึ่งโดยบังเอิญ จากการที่พยายามจะเข้าไปช่วยเด็กคนนั้นที่กำลังจะกระโดดสะพานลอยฆ่าตัวตาย เขาไม่รู้หรอกว่าเด็กนั่นทำแบบนั้นทำไม แต่เขาไม่คิดจะเดินผ่านไปเฉย ๆ ทว่าเรื่องราวมันยิ่งยุ่งเหยิง เพราะเด็กนั่นดันรอดชีวิต แต่เป็นตัวเขาเองที่ต้องตาย ทว่าเรื่องไม่ได้จบง่าย ๆ แค่เขาตาย ก็เขาดันตื่นขึ้นมาในร่างของ “ซงอีฮอน” เด็กผู้ชายวัย 19 ปีคนนั้นที่เขาพยายามช่วยชีวิตไว้นั่นเอง การได้มาใช้ชีวิตอยู่ในร่างเด็กนักเรียน ทำให้เขาได้เรียนหนังสืออย่างที่เคยใฝ่ฝันและกำลังจะได้เข้ามหาวิทยาลัยในวัยเพียง 20 ปี แต่ด้วยชีวิตของเจ้าเด็กนี่มันก็น่าหดหู่ไม่น้อย สิ้นหวังขนาดฆ่าตัวตาย เขาจึงต้องคอยแก้ปัญหาให้เจ้าของร่างด้วย
เรื่องราวเหมือนจะดำเนินไปอย่างดี แต่ก็แค่เหมือน เพราะในที่สุดเขาก็พบว่าศัตรูของเจ้าเด็กที่เขามาอาศัยร่างอยู่ มีความเกี่ยวข้องอย่างไรแก๊งนักเลงของเขา เรื่องจะค่อย ๆ เชื่อมโยงความเกี่ยวพันของ 2 คนนี้เข้าด้วยกัน ก็ต้องมาตามดูกันต่อว่ามันจะลงล็อกยังไง เพราะสมัยที่เป็นนักเลง พี่แกก็น่าเกรงขามและทรงอิทธิพลมาก ขนาดที่พอตายปุ๊บ แก๊งนักเลงก็ระส่ำระสายเพราะไร้ที่ยึดเหนี่ยวและแตกย่อยเป็นแก๊งใหม่ ตรงนี้แหละคือจุดเชื่อมโยง แถมยังต้องมารับมือกับเด็กหนุ่มหน้าใสที่ฉลาดเป็นกรด ที่ดันมาสังเกตเห็นว่าเขาเปลี่ยนไป ไม่เหมือนกับนักเรียนคนเดิมที่เคยเป็นเหยื่อการบูลลี่ ซึ่งเจ้าเด็กหนุ่มหน้าใสนี่ก็ดันเป็นคนมีปมจากครอบครัวอีก ต้องมานั่งรอวันพุธหน้าอีกเนี่ยว้อยยย

อย่างไรก็ตาม ขออวยการแสดงของยุนชานยองเรื่องนี้หน่อย น้องแสดงดีขึ้นเยอะมาก ๆ เลียนแบบคาแรกเตอร์นักเลงที่น่าเกรงขามของนักแสดงอีซอจินได้เหมือนมาก เหมือนได้เห็นคิมดึกพัลไปยาว ๆ ทั้งที่คุณอีซอจินมาเป็นนักแสดงรับเชิญแค่นั้นเอง แล้วแบบออร่าพุ่งมาก เตรียมตัวเฉิดฉายเป็นพระเอกแถวหน้าได้เลย ถ้ายังรักษามาตรฐานนี้ไว้
ชีวิตขึ้นอยู่กับเรา
“ชีวิตอยู่กับเรา” คือสุภาษิตสอนใจที่ถูกนำไปใส่กรอบ แล้วติดไว้บนฝาบ้านของนักเลงใหญ่คิมดึกพัล เบอร์สองของแก๊งชิลซองตามพี่แกแนะนำตัว ข้อความนี้เป็นสุภาษิตไม่ใช่สำนวน เพราะความหมายของมันตรงตัว ไม่ต้องอาศัยการตีความอะไรมากมาย สิ่งที่ข้อความนี้สื่อสารกับเราทุกคนก็คือ “ชีวิต” ขึ้นอยู่กับ “เรา” เราจะเป็นคนเลือกเอง ตัดสินใจเองว่าจะเดินทางไหน ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ผ่านอะไรมา เติบโตมาแบบไหน หรือขาดแคลนโอกาสมากเพียงใดก็ตาม และแม้ว่ามันจะมีปัจจัยต่าง ๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบอย่างไร ท้ายที่สุด ชีวิตคือสิ่งที่เราเลือกได้เองว่าจะพยายามไต่ขึ้นที่สูง หรือพาตัวเองดิ่งลงเหว เราอาจจะขึ้นสูงไปได้ไม่ไกลจากกำพืด แต่อย่าตกต่ำและเลวร้ายกว่ากำพืดตัวเองพอ
สุภาษิตนี้ก็เหมือนกับคำพระที่ว่า “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ทำตัว” นั่นแหละ เราทำอย่างไร ชีวิตของเราก็จะเป็นอย่างนั้น ส่วนตัวแล้วเราเชื่อว่าประเด็นนี้แหละที่เป็นแก่นแท้ของซีรีส์เรื่องนี้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ๆ ที่ซีรีส์เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยภาพของกรอบสุภาษิต “ชีวิตขึ้นอยู่กับเรา” บนผนังบ้านของนักเลงใหญ่วัยเกือบห้าสิบ ตามมาด้วยซีนที่นักเลงคนนั้นแหละกำลังนั่งทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ และที่นั่งตรงกันข้ามกับเขาคืออาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ จากนั้นก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น เรื่องที่ทำให้อาจารย์รู้ว่าเขาเป็นหัวหน้าแก๊งนักเลง
ภาพของกรอบภาพที่ใส่สุภาษิตไว้ ไม่ได้ถูกใส่เข้าไปในซีนนั้นเพื่อเปิดเรื่องให้มันดูเท่ ๆ ไปงั้น แต่ใส่เข้าไปเพื่อให้เราได้รู้จักตัวตนของนักเลงคนนี้มากขึ้นต่างหาก ว่าสุภาษิตนั่นเป็นสิ่งที่เขาติดไว้บนฝาบ้านในจุดที่เห็นข้อความได้ชัด ๆ เพื่อที่เห็นมันเมื่อไรคอยเตือนใจและดึงสติของตัวเอง เพราะอย่าลืมว่านักแสดงอีซอจิน ที่แสดงเป็นคิมดึกพัลนั้น ปรากฏชื่อเป็นแค่นักแสดงรับเชิญเท่านั้น จะมีเหตุผลอะไรที่ให้นักแสดงรับเชิญโผล่มาเป็นตัวเปิดเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ได้จะสื่อถึงเนื้อแท้ของเขาที่เขา “เลือกชีวิตของตัวเอง” ได้ว่าอยากเป็นแบบไหน ถึงเขาจะเลือกเป็นนักเลง แต่ก็เขาเป็นนักเลงที่มีจรรยาบรรณ และอยากเป็นนักเลงที่มีความรู้ ซึ่งเขาจะมีความรู้ได้ เขาต้องเรียนหนังสือ
ฟังดูแปลก ๆ นะ นักเลงผู้รักเรียน 555 เรื่องยังไม่ได้เล่าว่าทำไมเขาถึงกลายมาเป็นนักเลง แต่เดาว่าน่าจะมาจากการขาดโอกาส ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยทิ้งฝัน พยายามสอบเทียบตั้งแต่ชั้นม.ต้น ม.ปลาย จนปัจจุบันก่อนที่เขาจะตาย เขาก็กำลังพยายามสอบซูนึง เพื่อที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในวัย 48 ปี (ก่อนตายเขาอายุ 47 แต่เขาบอกว่าปีนี้ไม่มีหวังแล้ว เลยเตรียมตัวสอบให้ผ่านในปีหน้าแทน) เขาเชื่อว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน อีกทั้งใครจะเชื่อว่านักเลงที่ไม่เคยกลัวแม้กระทั่งมีดอย่างเขาจะเคารพและบูชาครูดุจท้องฟ้า เพราะเขาเชื่อว่าครูเป็นบุคคลที่ควรได้รับความเคารพ (เหมือนจะได้ยินเพลงพระคุณที่สามแว่วมา 555) และสิ่งที่เขากลัว มีแค่ครูกับกระดาษข้อสอบเท่านั้น
ยังไงก็เถอะ เจ้าเด็กนี่มีชีวิตยุ่งยากเหมือนกันสินะ
สมกับที่เป็นเบอร์สองของแก๊งนักเลงใหญ่ ทั้งที่ฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของเด็กอายุ 19 ที่เป็นแค่นักเรียนม.ปลายเท่านั้น เด็กที่เขาไม่ได้รู้จักมักจี่เป็นการส่วนตัว นอกจากบังเอิญไปเจอตอนที่เด็กมันกำลังคิดสั้น แต่เขากลับปะติดปะต่อเรื่องราวและเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เร็วมากว่าเด็กมันทำแบบนั้นไปทำไม ไม่ได้มัวแต่ตะลึงงันว่าทำไมตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างเด็กคนนี้ ไม่ได้เอาแต่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันเหนือธรรมชาติ มันเป็นไปไม่ได้ หรือเอาแต่คิดว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ในเมื่อเขาลองพยายามที่จะแก้ไขสิ่งนี้ด้วยการกลับไปยังจุดเกิดเหตุอีกครั้งแล้วโดดลงมา เผื่อว่าทุกอย่างจะย้อนกลับไป เขาก็พบว่ามันแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะดันทุรัง
การที่เขายอมรับเรื่องเหนือธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว เข้าใจแจ่มแจ้งจากสภาพแวดล้อมและคนรอบ ๆ ตัวของเด็ก ว่าทำไมตัวเองถึงต้องมาอยู่ในร่างเด็กคนนี้ และทำไมเด็กมันถึงมีชีวิตที่สิ้นหวังจนถึงขึ้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ แถมยังตั้งใจที่จะมีชีวิตในร่างของเด็กคนนี้ต่อไปเพื่อช่วยเด็กคนนี้แก้ปัญหา เห็นอกเห็นใจเด็กที่มันเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวและไม่มีใครปกป้อง มันแสดงให้เห็นว่าตัวเขาเป็นคนดีโดยเนื้อแท้ และเป็นคนที่เข้าใจโลกอยู่พอสมควรทีเดียว เขารู้ว่าสิ่งที่เขาพยายามจะช่วยเด็กคนนี้มันคงไม่ได้เปลี่ยนโลกใบนี้ได้หรอก แต่มันน่าจะเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนนี้อย่างแน่นอน หากเจ้าตัวกลับมา “จะได้ใช้ชีวิตเป็นผู้เป็นคน” มีวิถีชีวิตแบบที่เด็กทั่วไปควรจะมีสักที
นี่แหละ ตรรกะคนที่เป็น “นักเลง” อย่างแท้จริง การที่เขาเข้าใจชีวิตของเด็กคนนี้จากการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างของเด็กตั้งแต่ที่เขาเข้ามาสิงอยู่ มันสั่งสมมาจากการที่เขาผ่านชีวิตมาเยอะ ทั้งวัยวุฒิที่คนวัย 47 เจอโลกมาเยอะกว่าเด็กวัย 19 ตั้งสองเท่ากว่า ๆ อายุเป็นพ่อของเด็นคนนี้ยังได้เลยด้วยซ้ำ และประสบการณ์ชีวิตจากการเป็นนักเลง เจอคน ต่อยตีกับคนมาตั้งเท่าไร ไหนจะเจอทั้งนักเลงด้วยกันและอันธพาลไร้รสนิยมมาสารพัดรูปแบบ ตัวเองก็ใฝ่ดีรักการเรียนรู้เป็นทุนเดิม มันทำให้เขามองคนขาดอ่านคนเก่ง เห็นสัจธรรม มากปรัชญา และเข้าใจวิถีของโลกที่มันเป็นไป ในเมื่อเด็กมันเจอกับเรื่องยุ่งยากมากมายจนถึงขั้นเอาชีวิตไปทิ้ง เขาก็จะใช้ร่างของเด็กคนนี้ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้
แกกัดกินวิญญาณของคนอื่น และทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ไม่ได้ จนเขาถึงกับนึกอยากตาย
นี่แหละ ความแตกต่างของ “นักเลง” และ “อันธพาล” แม้ว่าทุกวันนี้ นิยามของคนสองกลุ่มนี้จะดูไม่ได้แตกต่างกันเท่าไรนัก เพราะคนทั่วไปเรียกแบบเหมารวมในแง่ของพฤติกรรมที่ชอบต่อยตีว่า นักเลง=อันธพาล นิยามของคนสองกลุ่มนี้เลยถูกบิดเบือนให้เข้าใจผิดและผิดเพี้ยนไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ความจริง นักเลงกับอันธพาลนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนอย่าง “คิมดึกพัล” น่ะ เขาเป็นนักเลง แต่แก๊งนักเรียนเกเรที่บูลลี่และใช้ความรุนแรงกับ “ซงอีฮอน” เด็กพวกนั้นเป็นอันธพาล
ก่อนจบคอลัมน์นี้ไป ขออธิบายถึงนิยามของนักเลงกับอันธพาลสักหน่อยละกัน นักเลง แปลได้ว่า ผู้ฝักใฝ่หรือคลั่งไคลในสิ่งนั้น ๆ ซึ่งมันไม่ได้เฉพาะเจาะจงแค่การต่อยตีเสมอไป แต่พอมีคนใช้ผิดบ่อย ๆ ใช้แบบเหมารวม เพราะเอาประเด็นที่ว่าเป็นพวกชอบใช้กำลังและร่างกายปะทะ ความหมายของนักเลงเลยค่อย ๆ เหมือนกับอันธพาล ที่แปลได้ว่า คนที่เกะกะระรานไปทั่ว แล้วก็ถูกใช้แบบผิด ๆ เช่นนั้นมาเรื่อย ๆ ด้วยคงมีแต่คนที่อคติและไม่มีใครที่คิดจะพยายามทำความเข้าใจความแตกต่างของคนสองกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ว่าถ้าคนสองกลุ่มนี้เป็นคนประเภทเดียวกัน เขาจะมีคำที่ใช้เรียก 2 คำทำไมกัน
ในความเป็นจริง หากนักเลงจะใช้กำลัง พวกเขาจะมีธรรมเนียมปฏิบัติของเขาที่ยึดถือในใจ คือ กล้าหาญ ใจเด็ด กล้าได้กล้าเสีย แต่ไม่หาเรื่องและระรานใครก่อน ไม่หมาหมู่ ไม่ทำร้ายผู้หญิง ไม่ทำรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และมักใช้กำลังเพื่อ “ปกป้อง” ไม่ใช่ “รังแก” การใช้กำลังอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูก แต่พวกเขารู้ว่าการใช้กำลังปะทะมันปกป้องสิ่งที่ถูกต้องได้ คนพวกนี้จะทนเห็นความไม่เป็นธรรมไม่ค่อยได้ บางทีอาจจะดูสาระแนนะ แต่พวกเขาไม่ปล่อยผ่าน พวกเขาจะให้ความช่วยเหลือ พวกเขากล้าท้าชนกับอำนาจมืดโดยไม่มีความเกรงกลัว
พูดง่าย ๆ ก็คือ การใช้กำลังของนักเลงมันจะมาพร้อมกับการเป็นสุภาพบุรุษ แข็งแกร่งแต่อ่อนโยน ให้เกียรติคน ไม่ทำร้ายใครก่อน และมีสำนึกของการรู้ผิดชอบชั่วดี ส่วนอันธพาลก็จะตรงกันข้าม พวกที่เกะกะระรานสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว พวกที่มีตรรกะบ้ง ๆ ว่าถ่อยแล้วเท่ หยาบคายแล้วดี พวก wanna be จะเป็นนักเลงให้ได้ทั้งที่ตัวเองไม่ใช่ ซึ่งเราจะเห็นได้จากความแตกต่างของคิมดึกพัลที่เข้ามาอยู่ในร่างของซงอีฮอน ที่เขาใช้กำลังจัดการพวกแก๊งบูลลี่ที่เป็นเด็กอันธพาลรังแกเด็กนักเรียนคนอื่น ก็เพื่อปกป้องคนที่โดนรังแก และสั่งสอนคนพวกนี้ที่กัดกินวิญญาณคนอื่น และสร้างแผลใจที่ไม่อาจรักษาได้ให้คนอื่น ซึ่งมันก็เหมือนเป็นฆาตกรที่ฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นหรือไล่ไปตายนั่นแหละ!
บอกเลยว่า High School Return of a Gangster สนุกสมคำร่ำลือจริง ๆ และได้กลายเป็นซีรีส์ที่ทำให้มนุษย์ที่หมดแพชชันกับการดู (ผู้ชายใน) ซีรีส์ไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ได้กลับมากระชุ่มกระชวยอีกครั้ง นับถอยหลังรอวันพุธหน้าแบบใจจดใจจ่อ อารมณ์ของคนติดซีรีส์มันเริ่มกลับมาแล้วทั้งที่เนือย ๆ หน่าย ๆ ไปนาน เริ่มรู้สึกตื่นเต้นเวลารอที่สำคัญ ในจุดหนึ่งมันก็ทำให้นึกถึงชีวิตในสมัยเรียนของตัวเอง ตอนนั้นฉันนั่งเรียนยังไงนะ ฉันทำการบ้านยังไงนะ และที่สำคัญก็คือ ฉันเคยเข้าใจบทเรียนพวกนี้ แถมยังจำมันไปสอบได้ด้วยเหรอ (วะ) เก่งชะมัดยาดเลย 555
การที่ซีรีส์เรื่องนี้ดัดแปลงบทจากนิยายวายฉ่ำ ๆ มาเป็นซีรีส์ที่เน้นเล่าและแก้ปัญหาชีวิตวัยเรียน พ่วงด้วยมิตรภาพใหม่ ๆ ที่จะได้พบจากเพื่อนที่เริ่มต้นความสัมพันธ์ขึ้นมาแบบยุ่งยากชวนปวดหัว ก็ถือว่าเขาประสบความสำเร็จนะ เพราะเราค่อย ๆ เห็นมิตรภาพของเพื่อนคู่นี้ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาแบบแปลก ๆ แต่ก็สวยงามดี รวมถึงเน้นความฮาจากการมีชีวิตใหม่ในร่างเด็กนักเรียนของพ่อนักเลงใหญ่วัยเกือบห้าสิบ ที่มันแตกต่างสุด ๆ กับตอนเป็นนักเลง แถมยังต้องมาเกี่ยวข้องกับเด็ก ๆ ที่ริอ่านเป็นอันธพาลเพื่อปกปิดปมด้อยของตัวเอง ซึ่งจริง ๆ ถ้ามีคนคอยอบรมสั่งสอน หรือมีจิตสำนึกที่จะเลือกทางที่ดีให้กับชีวิตของตัวเองสักนิด เด็กแก๊งอันธพาลพวกนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก 🥊






























