พื้นผิวถนนเมืองไทย ควรใช้ Raptor

วลี “ดุดัน ไม่เกรงใจใคร” โด่งดังจนกลายเป็นกระแสในบ้านเรามาร่วมปีกว่า กับสโลแกนของ Ford Ranger Raptor Next Gen รถกระบะสมรรรถนะสูงจากค่ายฟอร์ด และถือเป็นรถตระกูล Raptor เจเนอเรชันที่ 2 ที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรา อย่างไรก็ดี ผมเองเพิ่งจะมีโอกาสได้สัมผัสและได้ขับแบบจริงจังไปเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมานี้เองครับ

เจ้า Raptor รุ่นที่ผมมีโอกาสได้คลุกคลีอยู่ด้วยเป็นเวลาร่วม 1 สัปดาห์ คือรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 Bi-Turbo 10AT 4A-4WD ที่มีการประกาศปรับราคาปี 2024 ล่าสุดอยู่ที่ 1,799,000 บาท แม้จะไม่ได้เป็น Raptor รุ่นท็อป ตัวเบนซิน V6 3.0 Twin-Turbo แต่บอกเลยว่า มันคือความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเวลาเราขึ้นไปขับรถกระบะ

รวมไปถึงหากใครติดตามรายการ World of Speed ทาง PPTV ตอนล่าสุดเมื่อวันศุกร์ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา “เอส-นราศักดิ์ อิทธิริทพงษ์” นักขับแชมป์ประเทศไทย และ Instructor ผู้ผ่านการทดสอบรถยนต์มาเกือบทุกยี่ห้อยังบอกเลยครับว่า “Raptor เมื่อเราขึ้นรถสตาร์ตเครื่องอาจจะยังรู้สึกว่าเป็นกระบะ แต่พอเข้าเกียร์ขับไปแล้ว ฟิลลิ่งไม่ใช่กระบะอีกต่อไป!”

ผมยังจำได้ว่าหลายคนมีเครื่องหมายคำถามมากมายในช่วงที่ Raptor เจเนอเรชันแรกกำลังจะเปิดตัวใหม่ ๆ กับกระบะที่ราคาทะลุไปแตะหลัก 2 ล้านบาท ทว่าเมื่อมาได้สัมผัสกับตัวเองในการได้ทดลองขับไดโนเสาร์เจเนอเรชันที่ 2 เครื่องดีเซล มันคือของดีสมราคา ที่ทำให้เหนือกว่ากระบะทุกรุ่นในเมืองไทย หรือจะบอกว่าไร้คู่แข่งก็ว่าได้ครับ

อะไรทำให้ผมบอกเช่นนั้น สิ่งแรกเลย คือ รูปโฉมที่ดุดันสมกับสโลแกนของเขา ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็ดูหล่อ แม้กระทั่งเราขึ้นไปขับแล้ว มองรถที่เราขับผ่านกระจกมองข้างทั้ง 2 ฝั่ง ยังรู้สึกได้เลยครับว่าใหญ่จริง (ฮา ๆ) ที่สำคัญ ด้วยความที่ไซซ์ใหญ่กว่า Ford Ranger ปกติ ทำให้ไม่ว่าคุณจะเอา Ranger ไปแต่งให้เป๊ะแค่ไหน ก็ดูออกว่าไม่ใช่ Raptor อยู่ดีครับ

สวนฟิลลิ่งและความรู้สึกในการขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย และเข้าเกียร์ D ขับออกไป ไม่ว่าจะเป็นโหมดขับเคลื่อน 2 ล้อ หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ อาการโยนตัว หรือโคลงเคลงเวลาขับกระบะยกสูงแทบจะไม่มี ส่วนอัตราเร่ง แม้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 Bi-Turbo จะไม่แรงหลังติดเบาะ แต่ด้วยไซซ์รถขนาดใหญ่ หนักเกือบ 2.5 ตัน มันก็เหลือเฟือแล้วครับ

การขับขี่บนทางออนโรด บนพื้นราบมอเตอร์เวย์ หากไม่เหลือบไปมองตัวเลขความเร็วที่มาตรวัด เราอาจจะขับไปเพลิน ๆ แล้วมีใบสั่งส่งมาที่บ้านแบบไม่รู้ตัว เพราะขณะที่วิ่งทางปกติอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อใจชั่วโมง ด้วยช่วงล่างที่ติดตั้งโช้กอัป Fox มาจากโรงงาน แทบจะไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือบ ตัวรถจะนิ่งมาก และเสียงเครื่องก็ไม่คำรามดัง

ที่ผมประทับใจที่สุดในการขับทางไกล ช่วงสีคิ้วไปถึงบุรีรัมย์ ที่กำลังมีการก่อสร้างทางเป็นระยะ รวมถึงทางบางช่วงที่ไม่ได้ก่อสร้าง แต่เหมือนโดนทำลายพื้นผิวถนนแบบจงใจ (ฮา ๆ) เมื่อได้ขับ Ford Raptor ผ่านเส้นทางขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ ระบบกันสะเทือนทำให้เราขับผ่านไปได้โดยที่ทั้งผู้นั่งและคนขับหัวไม่โยก ช่างเป็นรถที่เหมาะกับพื้นผิวถนนบ้านเราจริง ๆ ครับ

สิ่งเดียวที่ต้องยอมรับ คือ อัตราการซดน้ำมันเชื้อเพลิงครับ เพราะตลอดสัปดาห์ที่ใช้ Raptor ดีเซล ตัวเลขเฉลี่ยออกมาอยู่ที่ราว 8-9 กิโลเมตรต่อลิตร และยิ่งเหยียบมากตัวเลขก็จะยิ่งลดลงไป แต่นั่นก็เป็นจุดที่เชื่อว่าคนที่ตัดสินใจซื้อ Raptor ทุกคนรู้ดีและรับได้ครับ เพราะนี่ไม่ใช่กระบะสายซิ่ง แต่เป็นกระบะสมรรถนะสูงที่ไม่มีคู่แข่งในตลาดบ้านเราเวลานี้ครับ