Home Work & Living Living ทำความเข้าใจ “สิทธิเด็ก” เมื่อเสียงเล็ก ๆ มักถูกมองข้าม

ทำความเข้าใจ “สิทธิเด็ก” เมื่อเสียงเล็ก ๆ มักถูกมองข้าม

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวดราม่าชวนช็อกที่เกี่ยวกับ “เด็ก” อยู่หลายประเด็น นอกจากข่าวเด็กใช้ความรุนแรงในโรงเรียน รุ่นพี่ทำร้ายรุ่นน้องนักเรียนด้วยกันเองจนบาดเจ็บต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่เกี่ยวกับ “การละเมิดสิทธิเด็ก” โดยมีเหตุการณ์ 2 กรณีเป็นอย่างน้อยให้เราต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “สิทธิเด็ก” ให้มากขึ้น เพราะจากต้นตอของเรื่องราวที่นำไปสู่การดราม่านั้น ค่อนข้างชัดเจนว่าผู้ปกครองและผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้จักกับ “สิทธิเด็ก” ไม่ให้ความสำคัญและไม่ตระหนักถึง อีกทั้งยังมีตรรกะแปลก ๆ จนทำให้เด็กได้รับผลกระทบเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ

ซึ่งหากจะนิยามคำว่า “เด็ก” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4 ระบุว่า “เด็กหมายถึงบุคคลซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส” สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Right of Child) ซึ่งเป็นข้อตกลงด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับการรับรองมากที่สุดถึง 196 ประเทศทั่วโลก โดยมีประเทศไทยเป็น 1 ในภาคีสมาชิก และมีผลบังคับใช้ในฐานะที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 54 ข้อด้วยกัน

ส่วน “สิทธิเด็ก” คือสิ่งที่เราต้องรู้ว่าเป็นสิทธิสากล (Universal Rights) ที่ระบุว่าเด็กต้องได้การรับรองและคุ้มครอง ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาเด็กทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา ให้เจริญเติบโตรอบด้านอย่างเต็มศักยภาพและไม่เลือกปฏิบัติ โดยเป็นการร่วมมือกันทั่วโลก เพราะเด็กในวันนี้คืออนาคตของโลกในวันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การละเมิดสิทธิเด็กมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทยจนเป็นภาพที่ชินตา หลายครั้งเป็นการละเมิดในครอบครัวของเด็กด้วยซ้ำ หรือเกิดขึ้นในสถานศึกษาของเด็ก นับวันยิ่งมีความรุนแรงและอาศัยการละเมิดในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวง เพราะคนรอบข้างก็ไว้ใจไม่ได้

ถึงอย่างนั้น สังคมไทยก็แทบจะไม่ให้ความสนใจกับปัญหาเหล่านี้เท่าไรนัก ยังคงมีการกระทำที่ละเมิดเด็กทั้งจงใจ ไม่จงใจ รู้เท่าไม่ถึงการ ตรรกะแปลก ๆ ที่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ และอีกมากมาย ซึ่งขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กควรจะได้รับ เป็นผลอันเนื่องมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเด็ก ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติ และได้รับการปกป้องคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

สิทธิเด็ก 4 ประการที่เด็กไม่ค่อยรู้ และผู้ใหญ่มักละเลย

เด็กก็คือเด็ก และเด็กส่วนใหญ่ไม่เคยรู้เลยว่าตนเองได้รับการคุ้มครองสิทธินับตั้งแต่ลืมตาเกิดขึ้นมาแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือเด็กทุกคนเมื่อคลอดจากท้องแม่มา จะมีสิทธิติดตัวที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงสากลที่เรียกว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ได้รับการรับรองมากที่สุดในโลก (กว่า 196 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ลงนามและให้การรับรองสิทธิดังกล่าว ลงนามไว้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2535) อนุสัญญาฉบับนี้ว่าด้วยสิทธิของเด็ก โดยเป็นข้อตกลงที่ให้การยอมรับ มีผลบังคับใช้ หรือให้ถือเป็นกฎหมายที่จะต้องคุ้มครองเด็ก เพราะสิทธิเด็กนับเป็นสิทธิติดตัวโดยสมบูรณ์ที่ไม่อาจถูกละเมิดได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าเด็กทุกคนที่อายุตั้งแต่ 0-18 ปี มีสิทธิติดตัวมาตั้งแต่เกิด อันเป็นสิทธิที่ไม่มีผู้ใดสามารถไปลิดรอน หรือจำกัดการใช้สิทธิอันชอบธรรมของเด็ก หรือละเมิดสิทธิของเด็กได้ ส่วนเด็กเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง สิทธิเด็กคือสิทธิของเด็กที่ได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นสมาชิกในสังคมเฉกเช่นกับผู้ใหญ่ เพื่อให้การคุ้มครอง ส่งเสริม พัฒนา และช่วยเหลือเด็กให้ปลอดภัยจากการถูกกระทำและถูกละเมิดในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเมื่อเด็กยังไม่มีความสามารถในการดูแลตัวเอง ยังต้องพึ่งพาผู้ปกครอง ผู้ปกครองจึงมีหน้าที่พิทักษ์สิทธิเด็กเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองเด็กทุกคน

กฎหมายที่เรียกว่า “สิทธิเด็ก” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ได้กำหนดสิทธิเด็กไว้ 4 ประการ อันเป็นเรื่องพื้นฐานที่ผู้ใหญ่ทุกคนควรตระหนักและให้ความสำคัญ

1. สิทธิที่จะมีชีวิตรอด

สิทธิที่จะมีชีวิตรอด เป็นสิทธิที่เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อแรกเกิด เมื่อเกิดมาแล้ว เด็กจะต้องได้รับการจดทะเบียนเกิดเพื่อเป็นประชากรของประเทศ มีสิทธิที่จะมีชื่อ มีสัญชาติ และได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ผู้ปกครองของตน ไม่ถูกแยกจากครอบครัว (เว้นแต่การแยกเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก ต้องได้รับการพิจารณาเป็นกรณีไป) ส่วนรัฐมีหน้าที่ต้องรับประกันสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งทางด้านสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน อาหารที่ถูกสุขลักษณะตามหลักโภชนาการ มีน้ำดื่มที่สะอาด สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา พร้อมทั้งได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสที่จะเติบโตและพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป

2. สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง

หลังจากที่เด็กมีชีวิตรอด สิ่งต่อมาที่เด็กต้องได้รับ คือการปกป้องคุ้มครองจากความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ คุ้มครองเด็กจากการใช้เด็กแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การใช้แรงงานผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การทำงานที่เสี่ยงอันตราย สิ่งอื่นใดที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือการพัฒนาทางร่างกาย สมอง จิตใจ ศีลธรรม และสังคมของเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการใช้ยาเสพติดหรือสารที่มีพิษต่อจิตประสาทอื่น ๆ และเด็กมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากกระบวนการยุติธรรม โดยถือเอาศักดิ์ศรีและประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งสำคัญ จะต้องไม่มีเด็กถูกลิดดรอนเสรีภาพโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือโดยพลการ

3. สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา

การศึกษาและพัฒนาการที่สมวัย คือเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องจัดให้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งตามกฎหมาย เด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับ 12 ปีอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และที่จริงรัฐควรจะจัดให้การศึกษาภาคบังคับ ให้เด็กทุกคนสามารถเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตและพึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ พัฒนาความสามารถทั้งทางร่างกายและจิตใจ จัดแนะแนวทางการศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพ ในการต่อยอดสู่ทักษะเฉพาะ ที่จะทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ระเบียบวินัยของโรงเรียน ควรต้องกำหนดขึ้นในลักษณะที่สอดคล้องกับศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของเด็ก ไม่ละเมิดสิทธิใด ๆ ของเด็ก

4. สิทธิที่จะมีส่วนร่วม

เพราะเด็กทุกคนเป็นสมาชิกในสังคมเดียวกันกับผู้ใหญ่ ที่ถึงแม้จะยังเด็ก แต่ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมและสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีในสังคม โดยเฉพาะเรื่องที่ส่งผลกระทบ และเรื่องที่เด็กแสดงออกเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ยิ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องฟัง ต่อให้ผู้ใหญ่จะมองว่าการมีส่วนร่วมหรือการแสดงความคิดเห็นบางอย่างเป็นความคิดแบบเด็ก ๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่รู้ประสีประสา หรือยังไม่ค่อยมีวุฒิภาวะ ผู้ใหญ่ก็ไม่มีสิทธิจะเมินเฉย ไม่สนใจ ไม่ฟัง กีดกัน ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือปฏิเสธที่จะฟังเสียงของเด็กได้ มิเช่นนั้นจะขัดแย้งกับสิทธิพึงมีของเด็กในข้อนี้ ทว่าต้องส่งเสริมบทบาทของเด็กในเรื่องการแสดงออกตามสมควรแก่อายุและวุฒิภาวะของเด็ก

เด็กถูกละเมิดสิทธิเด็กอย่างไรได้บ้าง

ข้อมูลจากองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ ระบุถึงลักษณะการละเมิดสิทธิเด็กที่เห็นได้บ่อย มีดังนี้

  • การละเมิดด้านร่างกายและจิตใจ

จากรายงานประจำปี Ending Violence in Childhood ที่จัดทำขึ้นโดย Know Violence in Childhood ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่เคลื่อนไหวเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ระบุว่า เด็กและเยาวชน 1,700 ล้านคน จากจำนวนเด็กและเยาวชนทั่วโลก ตกเป็นเหยื่อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงทุก ๆ ปี รวมถึงการรังแก กลั่นแกล้ง การต่อสู้ การทารุณกรรม และความรุนแรงทางเพศ รวมทั้งการลงโทษทางร่างกายทั้งในบ้านและในสถานศึกษา

สำหรับประเทศไทย พบว่าเด็ก 56 เปอร์เซ็นต์ หรือจำนวนมากกว่าครึ่งของประชากรเด็กที่อายุระหว่าง 1-18 ปี ถูกทำโทษด้วยการทำร้ายร่างกายและการล่วงละเมิดทางเพศ มีข้อมูลจากศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน เปิดเผยว่าในปี พ.ศ. 2556-2562 มีทั้งหมด 1,186 กรณี มีจำนวน 482 กรณีที่บุคคลอื่นกระทำทารุณกับเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมากที่สุด บุคคลอื่นในที่นี้ยังรวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ความรุนแรงต่อเด็ก รองลงมาเป็นกรณีเด็กกระทำกับเด็กด้วยกัน 464 กรณี คนในครอบครัวทำกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของเด็กหรือแม้แต่ญาติผู้ใหญ่ที่ฝากเลี้ยงจำนวน 135 กรณี และมีอีก 105 กรณีที่ครูหรือบุคลากรทางการศึกษากระทำกับเด็ก

ส่วนสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เด็กถูกทารุณกรรม สาเหตุแรก ตัวพ่อแม่เด็ก เช่น พ่อแม่ที่มีอายุน้อยไม่พร้อมมีลูก ทำให้มีปัญหาในครอบครัว สภาพจิตใจไม่ปกติ ทำให้ไม่รักและใส่ใจลูกเท่าที่ควร และสุดท้ายเมื่อมีปัญหาก็หันไปใช้กำลังกับลูก สาเหตุต่อมา คือเกิดจากตัวเด็กเองเช่น เด็กเลี้ยงยากหรือซนก็จะทำให้ผู้ปกครองไม่พอใจลงมือทำร้ายร่างกายเด็ก และสาเหตุสุดท้าย เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่บีบบังคับ เช่น ครอบครัวยากจน ขาดเสาหลักค้ำจุนครอบครัว ทำให้เกิดความเครียดและหันไประบายกับลูก

ซึ่งการใช้ความรุนแรงกับเด็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการในการเจริญเติบโตของเด็ก ทำให้มีพัฒนาการที่ผิดปกติ ขาดสารอาหาร และทำให้เด็กรู้สึกขาดความมั่นคงทางด้านจิตใจ หวาดระแวง ซึมเศร้า และไม่กล้าเข้าสังคม อาจนำไปสู่การใช้สารเสพติด คิดทำร้ายผู้อื่น และเด็กอาจจะคิดฆ่าตัวตายได้ในที่สุด

  • การละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก

เสรีภาพในการแสดงออก เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการที่จะส่งเสริมความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ และถือเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในสังคมประชาธิปไตย เพราะเสรีภาพดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนซึ่งความคิดเห็นอันนำไปสู่การพัฒนาสังคมการเมือง และนำมาซึ่งการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสังคมโดยรวม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่ดี

เสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) หรือเสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) ถือเป็นสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทั้งนี้เสรีภาพในการแสดงออกยังครอบคลุมไปถึงการแสดงออกของเด็ก ที่ระบุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Right of the Child) ข้อที่ 13 ที่ให้รับรองเสรีภาพในการแสดงออกของเด็ก โดยประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2535 โดยให้ความมั่นใจว่าจะดำเนินการเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เข้าถึงสิทธิที่พวกเขาพึงมี ซึ่งรวมถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นโดยได้รับการรับฟัง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน การแสดงออกของเด็กได้ถูกปิดกั้นไว้ประหนึ่งเอากุญแจล็อกปิดปากเด็ก ซึ่งกุญแจที่ว่ามี 2 ประเภท

  1. ค่านิยม กุญแจประเภทนี้มักเป็นประเภทที่ผู้ใหญ่ใช้อ้างในการที่เด็กแสดงออกทางความคิดเห็นหรือแสดงท่าทางที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ ด้วยค่านิยมที่ว่า “เป็นเด็กควรเคารพผู้ใหญ่” หรือ “ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” บริบทการใช้ค่านิยมผิด ๆ ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนได้ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเด็กโดยไม่รู้ตัว อันเป็นการปลูกฝังที่ทำให้เด็กไม่มีความกล้าแสดงออก
  2. อำนาจนิยม กระแสอำนาจนิยมมีมานานและกดทับสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของเด็ก เป็นปัญหาที่ถูกทำให้เป็นความเคยชินที่เด็กต้องเผชิญ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความคิดและการตื่นตัวในการแสดงออกเพื่อการเรียกร้องสิทธิของเด็กและเยาวชน ทำให้เด็กเริ่มมีพื้นที่ให้แสดงออกและสะท้อนอำนาจที่กดทับในสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมมากขึ้น โดยเราจะเห็นปัญหาของอำนาจนิยมที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมของเด็ก คือ
  • อำนาจนิยมในสถาบันครอบครัว ซึ่งมักจะแสดงให้เห็นในรูปแบบของบุญคุณที่ต้องทดแทน การใช้อำนาจของผู้ปกครองที่ไปจำกัดสิทธิ เสรีภาพ และโอกาสที่เด็กควรจะได้รับ เช่น สิทธิที่จะเลือกศึกษาวิชาชีพ ในบางกรณี พ่อแม่มักจะใช้อำนาจในการบังคับลูกให้ศึกษาวิชาชีพตามที่ตนคิดว่าดีและอยากให้ลูกประกอบวิชาชีพนั้น โดยไม่ถามก่อนว่าเต็มใจไหม คำนึงถึงความถนัด พัฒนาการ และความสบายใจในการศึกษาของลูก ซึ่งเป็นการนำไปสู่ภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นต่อเด็ก และอาจนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษาได้
  • อำนาจนิยมในสถานศึกษา ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันทำหน้าที่อย่างน้อยสองอย่าง คือ ให้ความรู้และการขัดเกลาทางสังคม ซึ่งอำนาจนิยมในสถานศึกษามักจะเจอในรูปแบบของการการขัดเกลาทางสังคม เพราะระบบการศึกษาไทยให้น้ำหนักต่อการขัดเกลาทางสังคมมากกว่าความรู้ ซึ่งการขัดเกลาทางสังคมรูปแบบที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการปลูกฝังให้เชื่อฟังผู้มีอำนาจโดยปราศจากการตั้งคำถาม ทำให้เด็กไม่สามารถใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นได้อย่างอย่างเต็มที่
  • อำนาจนิยมในสังคม ปัจจุบัน อำนาจนิยมในสังคมไทยที่เห็นได้ชัดเจน คือ อำนาจนิยมทางชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือตัวรัฐเอง ทั้งนี้ อำนาจนิยมที่เป็นปัญหาในการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกทางสังคมของเด็ก โดยเฉพาะการแสดงออกทางการเมือง มักจะเกิดจากรัฐ โดยที่รัฐใช้กฎหมายเพื่อปิดกั้นการแสดงออกทางการเมือง หลายครั้งมีการสลายการชุมนุม และมีเด็กอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทำให้มีเด็กได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม และการใช้กำลังในการจับกุม อีกทั้งยังมีการใช้คดีที่มีโทษสูง ๆ ต่อเด็กที่แสดงออกทางการเมือง

ข่าวดังที่เกิดขึ้น ละเมิดสิทธิเด็กและทำลายเด็กอย่างไร

จากกรณีข่าวดัง 2 ข่าวที่กำลังเป็นที่สนใจในสื่อสังคมออนไลน์ มีหลายประเด็นด้วยกันที่ทำให้สังคมต้องตกใจ สำหรับข่าวที่เกิดขึ้นที่ที่ศูนย์เด็กเล็กแห่งหนึ่งกับเด็กวัย 4 ขวบ มีกรณีที่คนเป็น “ครู” ไร้จรรยาบรรณ วุฒิภาวะ และจิตวิทยาเด็ก นำเด็กมาแก้ผ้าต่อหน้าสาธารณชนเพื่อเล่นเกมใส่เสื้อผ้าในงานกีฬาสีเพื่อความสนุกสนาน, การที่มีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็น “สิ่งผิดปกติ” ที่เห็นเด็ก ๆ ต้องมาเปลือยกายต่อหน้าธารกำนัล โดยเด็กผู้ชายแก้ผ้าล่อนจ้อน และเด็กผู้หญิงเหลือแค่กางเกงใน แต่คิดว่ามันเป็นเพียงกิจกรรมสนุกสนานที่เด็กได้ทำร่วมกัน เด็กแก้ผ้าไม่น่าเกลียด น่ารักดี ซ้ำยังเห็นด้วยกับครู แล้วต่อว่าผู้ปกครองคนที่เห็นว่าไม่ควรนำเด็ก ๆ มาทำอะไรแบบนี้ แถมยังโพสต์ภาพเด็ก ๆ ลงบนสื่อโซเชียลมีเดีย ที่รู้กันดีว่า “Digital Footprint” จะไม่มีวันถูกลบได้ตลอดไปด้วย

ส่วนอีกข่าว เกิดขึ้นกับเด็กชั้นป.4 ในกิจกรรมสอนปฐมพยาบาล รอบแรกเป็นการสอนทำ CPR แต่กลับเรียกให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาแสดงเป็นคนที่ต้องได้รับการปฐมพยาบาล ทั้งที่ตามธรรมดาเขาจะไม่ใช้คนจริงในการฝึก และที่เลวร้ายกว่านั้น คือการให้เด็กผู้หญิงถอดเสื้อออกแล้วให้เด็กคนอื่นเวียนกันมาฝึกปฏิบัติ (เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กวัยป.4 นั้นเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงที่จะโตเป็นสาว และหลายคนเริ่มมีหน้าอกแล้ว) ซึ่งก็มีทั้งเด็กผู้หญิงด้วยกันและเด็กผู้ชาย การปั๊มหัวใจมีจังหวะที่ไปโดนหน้าอกของเด็กหญิงที่เป็นตัวแสดง อีกทั้งทีมสอนยังมีการสอนให้เขี่ยหัวจุกหน้าอกของเด็กผู้หญิงเพื่อดูการตอบสนองอีกต่างหาก ส่วนในรอบสอง เป็นการปฐมพยาบาลคนเป็นลม แต่รอบนี้มีการถอดกระโปรงและกางเกงในของเด็กผู้หญิงที่เป็นตัวแสดงด้วย แล้วสอนกดตรวจชีพจรบริเวณขาหนีบ

เราสามารถเห็น “ความผิดปกติ” ที่เกิดขึ้นจากข่าวทั้ง 2 ข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนี้หรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการ “ละเมิดสิทธิเด็ก” อย่างแน่นอน ในสิทธิเด็กข้อที่ 2 สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง เพราะสิทธิในข้อนี้กล่าวว่าเด็กจะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจาก “การละเมิดทางเพศ” เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าการสั่งให้เด็กเปลือยกายต่อหน้าธารกำนัล จะทำให้เด็กมีความรู้สึกอาย ไม่สบายใจ เพราะธรรมชาติของเด็กที่อายุประมาณ 3-4 ขวบ จะเริ่มถูกสอนในเรื่องการปกป้องร่างกายตัวเอง เช่น ไม่ถอดเสื้อผ้าให้ใครเห็นโดยเฉพาะคนแปลกหน้า แม้แต่การอาบน้ำให้เด็ก ยังต้องใช้ความระมัดระวัง แต่กรณีที่เกิดขึ้นทั้ง 2 กรณี เป็นการแก้ผ้าเด็กในที่สาธารณะ ส่วนกรณีเด็กป.4 มีการสัมผัสร่างกายในจุดสงวนของเด็กผู้หญิงอีกต่างหาก ถือเป็นการไม่ปกป้องคุ้มครองเด็กอย่างชัดเจน

นอกจากการที่ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องทำผิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ไม่ปกป้อง และปล่อยให้เกิดการละเมิดทางเพศกับเด็กทั้งที่เด็กอยู่ในสถานศึกษาแล้ว ยังเป็นการทำร้ายความรู้สึกและจิตใจของเด็กอีกด้วย การที่เด็กจะต้องเปลือยกายในสถานที่สาธารณะที่มีเพื่อนร่วมชั้น และผู้ใหญ่คนอื่นมากมายที่ไม่ใช่พ่อแม่ของตัวเอง เด็กจะรู้สึกกลัว อับอาย อึดอัด และไม่สบายใจแค่ไหน เด็กเองก็มีความรู้สึกไม่ดีที่ต้องมาให้คนอื่นเห็นร่างกายใต้ร่มผ้าของตัวเองทั้งที่ตัวเองไม่เต็มใจ หรือต้องให้คนอื่นมาสัมผัสร่างกายของตัวเองในจุดสงวน เด็กป.4 นั้นโตพอที่จะรู้แล้วว่าจุดไหนของร่างกายที่ไม่ควรให้คนอื่นมาสัมผัส แต่ด้วยความเป็นเด็กก็ไม่กล้าบอกครูว่าไม่อยากทำ และต้องฝืนทำตามที่ครูสั่ง ไม่ว่าจะอยู่ในบริบทของการแข่งขันกีฬา หรือบริบทของการเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาล มันก็ไม่ควรทั้งนั้น!

และที่ยิ่งแย่เข้าไปอีก คือการที่มีการถ่ายรูปเด็กขณะทำกิจกรรมบนเวที (ตอนที่เปลือยกายแล้วแข่งกันแต่งตัว) โพสต์ลงบนเพจของหน่วยงานที่จัดกิจกรรมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิส่วนตัวของเด็กเช่นกัน เด็กเมื่อโตขึ้น อาจเกิดกรณีที่ภาพเก่า ๆ ในโลกออนไลน์ ที่กลายเป็น Digital Footprint ที่ไม่มีวันลบได้ขึ้นมาล้อเลียน หรือตั้งคำถามต่าง ๆ นานา ให้เป็นบาดแผลในจิตใจซ้ำเข้าไปอีก เหตุการณ์ที่พวกเขาเคยไม่เต็มใจที่จะทำจะถูกฉายซ้ำไม่มีวันจบสิ้น อีก 30-40 ปีข้างหน้า ในวันที่พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พวกเขาย่อมไม่ชอบใจที่จะเห็นภาพของตนเองเปลือยกายอยู่ในโลกออนไลน์ไปตลอดชีวิต แม้แต่วันที่พวกเขาจากโลกนี้ไปแล้ว ภาพก็จะยังคงอยู่

ดังเช่นกรณีของ สเปนเซอร์ เอลเดน (Spencer Elden) ที่เคยยื่นฟ้องร้องต่อวงร็อก “เนอร์วานา” (Nirvana) กรณีที่ทางวงได้เอาภาพเขาขณะเป็นทารกที่เปลือยกายอยู่ในสระว่ายน้ำ เป็นภาพหน้าปกอัลบั้มเนเวอร์มายด์ (Nevermind) เขาระบุว่า “ทุกคนล้วนเคยเห็นอวัยวะเพศของผมกันหมด ผมรู้สึกว่ามันคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผม” ซึ่งเขามีสิทธิที่จะไม่พอใจและไม่ชอบใจ เพราะภาพนั้นจะยังคงอยู่ตลอดไป

หรืออีกกรณีหนึ่งที่อาจถูกมองข้ามไป ก็คือภาพเปลือยของเด็ก ๆ อาจทำให้เด็กอยู่ในอันตรายได้ เพราะในสังคมนี้มีคนโรคจิตที่ชอบการทำอนาจารเด็ก หรือพวกที่เป็นโรคใคร่เด็ก (Pedophilia, Paedophilia) อาจนำภาพเปลือยของเด็กมาใช้ทำอนาจารในการสำเร็จความใคร่ของตัวเอง หรืออาจตามหาตัวเด็กตัวจริงเพื่อพามาทำอนาจารด้วย (ทั้งเด็กชาย เด็กหญิงมีสิทธิ์โดนเหมือนกันหมด) กลายเป็นคดีอาชญากรรมที่น่าเศร้า ที่ผู้ถูกกระทำเป็นเพียงเด็กเท่านั้น เพราะฉะนั้น การถ่ายภาพเด็กแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะภาพเปลือย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่เราทุกคนต้องตระหนักมากขึ้น สักวันพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จึงต้องเคารพในสิทธิของพวกเขาด้วย

ทำไมถึงตีความว่าเป็นการละเมิดทางเพศเด็ก?

ก่อนอื่น เรารู้ก่อนว่าการละเมิดสิทธิเด็กแบ่งออกเป็นกี่ประเภท โดยข้อมูลจากมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้นิยามการละเมิดสิทธิเด็ก ว่าคือการกระทำที่ส่งผลด้านลบแก่เด็กหรือผู้ที่ถูกละเมิด ซึ่งสามารถเกิดจากผู้ใหญ่ใกล้ตัว, สมาชิกในครอบครัว, เพื่อนบ้าน, คนในชุมชน, คนแปลกหน้า, เจ้าหน้าที่รัฐ, เจ้าหน้าที่เอกชน หรือแม้แต่เด็กด้วยกัน โดยแบ่งประเภทของการละเมิดสิทธิเด็กออกเป็น 5 ประเภท

  1. การละเมิดทางด้านร่างกาย (Physical Abuse) หมายถึง การทำร้ายร่างกาย เช่น การทุบ การตบ การสาดน้ำร้อนใส่ หรือการใช้ไฟลวก
  2. การละเมิดทางเพศ (Sexual Abuse) หมายถึง การกระทำที่ไม่เหมาะสมทางเพศกับเด็ก เช่น การสัมผัสอวัยวะต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสมภายใต้ร่มผ้า การบังคับให้เด็กสัมผัสอวัยวะเพศ การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็ก การบังคับหรือล่อลวงเด็กให้มีกิจกรรมทางเพศและการเผยแพร่สื่ออนาจารให้กับเด็ก
  3. การละเมิดทางด้านวาจาและอารมณ์ (Verbal and Emotional Abuse) หมายถึง การใช้คำพูด ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยาม รวมทั้งการนำข้อมูลที่เป็นความลับของเด็กมาเปิดเผย
  4. การละเมิดปล่อยปละละเลย/เพิกเฉย (Neglect) หมายถึง การที่ผู้ปกครองของเด็กหรือผู้ดูแลเด็ก ไม่สนใจหรือไม่กระทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่จัดหาและสนับสนุนสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานให้กับเด็ก เช่น อาหารที่ครบ 5 หมู่ เสื้อผ้าที่สะอาด ที่พักที่ปลอดภัย ยารักษาโรค และการศึกษาที่เหมาะสมต่อพัฒนาการของเด็ก รวมไปถึงการที่เด็กถูกทอดทิ้งในสภาวะเสี่ยง เช่น เด็กถูกปล่อยให้ป่วยโดยไม่ได้รับการรักษาใด ๆ
  5. การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (Violation of Children’s Privacy) หมายถึง การไม่รักษาข้อมูล รักษาความลับของเด็ก โดยการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของเด็กให้กับสาธารณชน หรือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง
    • แชร์หรือเผยแพร่ ข้อมูล รูปกาพ คลิปวิดีโอ และอื่น ๆ ของเด็ก ที่เป็นประเด็นอ่อนไหว (Sensitive Information) รวมถึง ข้อมูลตัวตนของเด็ก เช่น ภูมิหลังของเด็กและครอบครัวดั้งเดิม, ประวัติการรักษาทางการแพทย์ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เป็นต้น
    • กรณีหากมีความจำเป็นต้องนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของเด็ก จะต้องได้รับการยินยอมจากเด็กและผู้ปกครองก่อน

จากข่าวทั้ง 2 กรณี ชัดเจนว่าเด็กวัย 4 ขวบที่ศูนย์เด็กเล็กให้เด็กเปลือยกายแข่งกันแต่งตัว และเด็กหญิงวัยป.4 ในกิจกรรมสอนการปฐมพยาบาล เข้าข่าย 2 กรณีหลัก ๆ อย่างชัดเจน คือ การละเมิดทางเพศ (Sexual Abuse) ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมทางเพศกับเด็ก จนอาจนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Harassment) และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (Violation of Children’s Privacy) ที่ถ่ายภาพเด็กเปลือยกายโพสต์ลงโลกออนไลน์ ซึ่งจะเก็บ Digital Footprint นั้น ๆ ไว้ตลอดไป ลบเท่าไรก็ยังคงค้นหาเจอได้ในสักวัน ซึ่งเมื่อเด็กได้กลับมาดูภาพดังกล่าวเมื่อเขาโตขึ้น และเด็กอาจจะไม่ชอบใจที่มีภาพตนเองเปลือยอยู่ในโลกออนไลน์ และอาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบมากมายเกี่ยวกับภาพนั้นด้วย

ทีนี้มาดูกันว่าลักษณะการละเมิดทางเพศที่เด็กทั้ง 2 กรณีโดนนั้น มันจะกลายเป็นการล่วงละเมิดทางเพศได้อย่างไรบ้าง

  • การล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Harassment) คือการกระทำ/พฤติกรรมที่มีเจตนาไม่ดี แสดงออกถึงนัยยะทางเพศต่อเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน โดยไม่ได้รับการยินยอมจากอีกฝ่าย ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกไม่ดี ไม่ปลอดภัย หรือถูกลดทอนศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวหมายรวมถึงรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
  1. การสัมผัสทางกาย (Physical Conduct) คือ การใช้อวัยวะสัมผัสถูกร่างกายของอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือบังคับให้ผู้อื่นสัมผัสร่างกายตนเอง เช่น การโอบกอด แตะเนื้อต้องตัว ลูบไล้ เป็นต้น
  2. การแสดงออกทางวาจา (Verbal  Conduct) คือ การใช้คำพูดล่วงเกิน ล้อเลียน พูดถึงสัดส่วนร่างกาย รวมถึงมุกตลกเรื่องเพศที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวถึงรู้สึกแย่ ไม่ปลอดภัย
  3. การแสดงออกทางกิริยาท่าทาง สายตา (Visual Conduct) คือ การใช้กริยา ท่าทาง หรือสายตา แสดงออกถึงความรู้สึกทางเพศที่ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกหวาดกลัว ขยะแขยง เช่น การใช้สายตาจ้องมองแทะโลม การทำมือสื่อถึงท่าทางเพศ เป็นต้น
  4. การส่งข้อความอนาจาร (Written Conduct) คือ ข้อความที่ผ่านการเขียน หรือพิมพ์ ในเชิงส่อไปทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการส่งส่วนตัว ผ่านสื่อออนไลน์ รวมถึงการส่งรูปภาพอนาจารให้แก่ผู้อื่น
  • ผลกระทบจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ มีผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการละเมิดนั้นเกิดขึ้นในวัยเด็ก แม้ในตอนที่ถูกกระทำ เด็กอาจจะยังไม่เข้าใจว่าการถูกละเมิดเป็นอย่างไร แต่พวกเขาจะจดจำความรู้สึกนั้นกระทั่งเติบโตขึ้น และเริ่มเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองนั้นคือ การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งก่อให้เกิดบาดแผลในใจตามมา
  1. ผลทางร่างกาย (Physical Effects) อาการบอบช้ำทั้งการถูกกระทำที่รุนแรง รวมถึงสภาพร่างกายที่ย่ำแย่จากภาวะความเครียด
  2. ผลทางจิตใจ (Emotional/Mental Health Effects) ผลกระทบทางจิตใจจะก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว ทั้งภาวะความเครียด ความหวาดกลัว หวาดระแวง ความรู้สึกด้อยค่าในตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการป่วยทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล (PTSD) เป็นต้น

อย่าให้สิ่งผิดปกติอย่างการละเมิดสิทธิเด็กกลายเป็นเรื่องปกติ

เพราะเรายังต้องอยู่ร่วมสังคมกับคนที่ไม่มีจรรยาบรรณ ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีจิตสำนึก ไม่มีจิตวิทยาในการอยู่ร่วมกับคนอื่น หรือคนที่มองว่าเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นเรื่องปกติ เด็กมันก็คือเด็ก มันไม่คิดอะไรหรอก ซึ่งเป็นความคิดที่อันตรายมาก เพราะถึงจะเป็นเด็ก แต่พวกเขามีสิทธิตามกฎหมายติดตัวมา และสักวันหนึ่งพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การทำให้เด็กคนหนึ่งต้องมีปมชีวิตกับเรื่องที่คนบางคนทำอะไรโดยไม่คิดว่ามันสร้างแผลใจให้กับใครสักคน มันไม่ใช่เรื่องตลกเลย

โดยเฉพาะเรื่องของการละเมิดทางเพศ (Sexual Abuse) ที่อาจนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Harassment) ได้ นี่ก็เป็นเรื่องอันตรายมากเช่นกัน ไม่มีใครรู้ว่าวันดีคืนดีจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหญิงชั้นป.4 ที่เคยถอดเสื้อแล้วให้เพื่อนร่วมชั้นที่เป็นเด็กผู้ชายมาสัมผัสถูกหน้าอกในวันที่เรียนวิธี CPR อย่าลืมว่าเด็กวัยป.4 นั้นโตแล้ว เตรียมเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว รู้เรื่องเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์แล้ว จึงนับเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เพราะการล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ได้เกิดขึ้นจากบุคคลแปลกหน้าภายนอกเท่านั้น แต่กระทั่งคนรู้จักใกล้ชิด เพื่อน เพื่อนบ้าน ครู ญาติพี่น้อง หรือแม้แต่คนในครอบครัวเอง ก็อาจเป็นผู้กระทำได้เช่นกัน ดังนั้น การล่วงละเมิด จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะกับใครหรือเพศไหนก็ตาม โดยเฉพาะกับ “เด็ก” ที่ยังไม่สามารถปกป้องตนเองได้

เพราะผู้ปกครองจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าบุตรหลานของตัวเองโดนกระทำอะไรที่โรงเรียนบ้างถ้าพวกเขาไม่เล่าให้ฟัง หรือต่อให้เล่า มันก็จะเป็นกรณีที่ซ้ำรอยกับเหตุการณ์ทั้ง 2 คือเป็นเหตุการณ์ที่ “เกิดขึ้นแล้ว” แก้ไขอะไรไม่ได้เลย เด็กวัย 4 ขวบเคยต้องแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัล (แล้ว) เคยถูกนำภาพเปลือยโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย (แล้ว) เด็กหญิงวัยป.4 เคยถูกเพื่อนร่วมชั้นมากมายสัมผัสหน้าอก (แล้ว) เคยถูกคนที่อ้างว่าเป็นทีมงานสอนสัมผัสร่างกายส่วนต่าง ๆ โดยอ้างว่าเป็นการสาธิต (แล้ว) ดังนั้น มันจะดีกว่าไหม หากเรา “ป้องกัน” ก่อนจะเกิดเรื่อง ด้วยการสอนลูกของเราเอง

การสอนลูกป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นสิ่งที่ควรต้องบอกให้เด็กรู้ เพราะผู้ปกครองอย่างเรา ๆ จะไม่มีทางรู้เลยว่าการละเมิดเด็กจะมาในรูปแบบไหน จากใครได้บ้าง เราจึงควรสอนลูกให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศ และวิธีการป้องกันตนเอง เพื่อช่วยปกป้องลูกจากการถูกคุกคาม มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีสอนเด็กเอาไว้ ดังนี้

1. สอนให้ลูกรู้จักร่างกายของตนเอง

เมื่อลูกเข้าสู่วัย 2-3 ขวบ เด็กจะเริ่มเรียกชื่อได้ และเริ่มรู้จักสงสัยในความแตกต่างของร่างกาย พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักชื่ออวัยวะด้วยคำง่าย ๆ เช่น อวัยวะเพศของผู้ชายเรียก จู๋ ของผู้หญิงเรียก จิ๋ม หรือในส่วนอื่น ๆ อย่าง ก้น, นม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่คำหยาบคายหรือเรื่องน่าอาย แต่เพื่อให้ลูกสามารถสื่อสารได้เข้าใจเมื่อเกิดเหตุการณ์ เด็กถูกละเมิด เกี่ยวกับร่างกาย

โดยพ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จัก “พื้นที่ส่วนตัว” ไม่ปล่อยให้ใครมาสัมผัสร่างกายเราโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น การหอมแก้ม จุ๊บปาก จับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ อวัยวะในร่มผ้า ที่ไม่ควรปล่อยให้ใครมาแตะต้อง ซึ่งเมื่อเด็กเริ่มเจริญวัยก็มีบางจุดเองอย่างบริเวณก้น หน้าอก อวัยวะเพศ ที่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรสัมผัสลูกเช่นกัน (ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับบริบทของครอบครัวและความเหมาะสม)

2. สอนให้ลูกรู้จักสิทธิ แยกแยะสัมผัสที่ควรและไม่ควร

สอนให้ลูกรู้จัก สิทธิเด็ก ที่ตนเองพึงมี เพื่อปกป้องพื้นที่ส่วนตัวและเคารพในสิทธิของผู้อื่น รู้จักแยกแยะระหว่างสัมผัสทั่วไป เช่น ในการเรียนอย่างวิชาพละ การเล่น การทำกิจกรรมร่วมกัน การไปหาหมอ ฯลฯ กับสัมผัสที่ไม่ปลอดภัย เช่น การแตะต้องที่ทำให้รู้สึกอึดอัด การลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวหรืออวัยวะในร่มผ้าโดยไม่จำเป็น ฯลฯ และอย่าลืมสอนลูกป้องกันตนเองจากคนแปลกหน้า

3. ไม่บังคับให้ลูกสัมผัส กอด หรือหอมคนอื่น

แม้จะเป็นการกระทำด้วยความรู้สึกเอ็นดู แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรบังคับให้ลูกกอดหรือหอมคนอื่น รวมถึงการยินยอมให้คนอื่นมากอดหรือหอมโดยที่ลูกไม่เต็มใจ แม้จะเป็นญาติก็ตาม เพราะจะทำให้ลูกสับสนว่าควรปกป้องร่างกายตนเองหรือยินยอมให้คนอื่นสัมผัสกันแน่ หากลูกรู้สึกสบายใจที่จะสัมผัสให้ลูกได้ตัดสินด้วยสิทธิในร่างกายของตนเอง ไม่ใช่การบังคับให้ทำตาม

4. สอนให้ลูกรู้จักปฏิเสธ

สอนให้ลูกรู้จักปฏิเสธเมื่อมีคนมาสัมผัสในพื้นที่ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักใกล้ชิดก็ตาม ให้ลูกปฏิเสธด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ไม่ได้” แล้วหนีออกมา รวมถึงการปฏิเสธที่จะอยู่ในที่ลับตาสองต่อสองกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น ครู หรือญาติพี่น้องก็ตาม

5. สอนให้ลูกบอกพ่อแม่ทันที เมื่อมีคนมาจับหรือโชว์อวัยวะส่วนตัวให้ดู

เมื่อเกิดเหตุการณ์ถูกคุกคามหรือล่วงละเมิดขึ้น สอนให้ลูกบอกกับคุณพ่อคุณแม่ทันที แม้ผู้กระทำจะเป็นญาติหรือบุคคลใกล้ชิดก็ตาม ข้อนี้ค่อนข้างสำคัญ เนื่องจากเด็กมักถูกขู่ว่าไม่ให้บอกพ่อแม่หรือคนอื่น ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องขึ้น เด็กจึงมักไม่กล้าจะบอกกับครอบครัวว่าถูกกระทำ พ่อแม่จึงควรใช้เวลาพูดคุยและสอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษา การดูแลและการป้องกันตนเอง เพื่อให้ลูกกล้าที่จะพูดคุยเปิดเผยกับพ่อแม่ โดยอาจใช้เป็นหนังสือนิทานเพื่อสื่อสารให้ลูกน้อยเห็นภาพ และย้ำเตือนให้กำลังใจว่าพ่อแม่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ ดังนั้น อย่ากลัวที่จะบอกกับพ่อแม่เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย

เพราะเด็กก็คือมนุษย์คนหนึ่งเฉกเช่นผู้ใหญ่ทุกคน อะไรที่เราไม่ชอบและรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยที่โดนขอให้ทำ ก็อย่าไปปฏิบัติต่อเด็กเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของการละเมิดสิทธิเด็ก แต่พึงปฏิบัติต่อเด็กโดยที่คิดว่าพวกเขาคิดได้และรู้สึกเป็น เคารพสิทธิที่พวกเขามี และพึงระลึกไว้เสมอว่าเด็กเหล่านี้จะเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า พวกเขาจะเป็นอนาคตที่ดีให้กับสังคมได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นมาอย่างน่าหดหู่เช่นนี้