
นักปรัชญาด้านการเมืองการปกครองในยุคเรืองปัญญา
ชาร์ลส์-หลุยส์ เดอ เซอกงดาต์, บารง เดอ ลา แบรด เอ เดอ มงเตสกิเยอ คือชื่อเต็มของปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลสำคัญต่อแนวคิดการปกครองจากยุค “Age of Enlightenment” หรือ ยุคเรืองปัญญา ซึ่งมีนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงร่วมสมัย ฌ็อง-ฌัก รูโซ หรือ จอห์น ล็อค ขณะที่ผลงานของ มงเตสกิเยอ นั้นเป็นที่รู้จักกันในเรื่องของทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ (Seperation of Powers) ซึ่งถูกนำมาใช้ในรัฐธรรมนูญเกือบทั่วโลก นอกจากนี้ มงเตสกิเยอ ยังเป็นผู้บัญญัติคำว่า “ระบบอำนาจเด็ดขาด” (Depotism) ไว้ในวิชารัฐศาสตร์อีกด้วย
ทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจของ (Seperation of Powers)
ทฤษฏีการแบ่งแยกอำนาจของ มงเตสกิเยอ นั้นคือการแยกอำนาจปกครองสูง สุดหรืออำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ นั้นเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ไม่ต้องการให้อำนาจอยู่ในมือบุคคลเพียงคนเดียว เพราะบุคคลใดก็ตามซึ่งมีอำนาจอยู่ในมือ มักจะใช้อำนาจเกินเลยอยู่เสมอ อันทำให้ มงเตสกิเยอ ได้บัญญัติคำว่า “ระบบอำนาจเด็ดขาด” หรือ Depotism ขึ้นมา
ทั้งนี้มองเตสกิเออร์เห็นว่าขุนนางควรมีอำนาจออกและยับยั้งกฎหมายร่วมกับสภาจากประชาชน รวมถึงการกำหนดงบประมาณแต่ไม่ควรเข้ามาทำงานด้านอำนาจบริหาร ส่วนกษัตริย์ไม่มีอำนาจออกกฎหมายมีแต่อำนาจยับยั้ง แต่สภาก็ยังตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจบริหารเป็นอย่างไรกล่าวหาและเอาผิดที่ปรึกษาของกษัตริย์และเสนาบดีในฐานะฝ่ายบริหารแทนกษัตริย์ได้
“The Spirits of the Laws” อำนาจเท่านั้นที่จะหยุดยั้งอำนาจได้
ในหนังสือ เจตนารมณ์ของกฎหมาย โดย มงเตสกิเยอ นั้นระบุเอาไว้ว่า อำนาจอธิปไตยที่รัฐได้รับจากประชาชนเพื่อทำการปกครองประเทศนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 อำนาจคือ(1. อำนาจนิติบัญญัติ เป็นอำนาจในการออกกฎหมายมาใช้บังคับแบประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งในที่นี่หมายถึงรัฐสภา (2. อำนาจบริหาร เป็นอำนาจในการจัดให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งได้แก่ ผู้บริหารหรือคณะรัฐบาล (3. อำนาจตุลาการ เป็นอำนาจในการตัดสินใจและการพิพากษาอรรถคดี ซึ่งองค์กรสำคัญที่ใช้อำนาจตุลาการ ได้แก่ ศาล
โดยแนวคิดของมงเตสกิเยอ นั้นมองว่า อำนาจทั้ง 3 อำนาจนี้ควรจะต้องแบ่งแยกออกจากกันเป็นอิสระโดยมีความคิดเห็นว่า “อำนาจเท่านั้นที่จะหยุดยั้งอำนาจได้” เพราะถึงแม้ว่าผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐจะได้มาจากประชาชนโดยการเลือกตั้งก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าคณะผู้ทำการปกครองประเทศจะไม่หลงในอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่มีการแยกอำนาจดังกล่าวออกจากกัน ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้ปกครองประเทศ ซึ่งเป็นคณะบุคคลฝ่ายเดียวใช้อำนาจต่างๆ โดยไม่มีขอบเขต






























