ทุกวันนี้ การปล่อยผู้สูงอายุไว้กับโทรศัพท์มือถือ อันตรายพอ ๆ กับการปล่อยให้เด็กเล่นมือถือตามลำพังนั่นแหละ แม้ว่าจะมีประสบการณ์ชีวิตสูง เจนโลก แต่ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความคุ้นเคยทางโลกออนไลน์น้อยกว่าวัยอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้สมาร์ตโฟนเป็น กดโอนเงินได้ มีบัญชีโซเชียลมีเดีย ทว่าตามโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่ค่อยทัน อีกทั้งยังมีความอ่อนไหว วิตกกังวลในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องของตัวเองและเรื่องของบุตรหลาน จึงมีโอกาสที่จะหลงกลตกเป็นเหยื่อ “แก๊งมิจฉาชีพ” ได้ง่าย ทำให้พวกแก๊งมิจฉาชีพนิยมมุ่งเป้าหมายมาที่กลุ่มผู้สูงอายุเป็นหลัก
ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงวัยส่วนใหญ่จะใช้เวลากับการท่องโลกออนไลน์เพื่อติดตามข่าวสาร พูดคุยกับเพื่อน และซื้อของออนไลน์ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ รายงานว่า คนวัย 50-70 ปี ใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยที่ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน โดยในช่วงอายุ 50-54 ปี ใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันมากสุด ถึง 4-5 ชั่วโมง การมีโทรศัพท์ติดมืออยู่กับการใช้โทรศัพท์มือถือ เพิ่มโอกาสให้ผู้สูงอายุเปิดไปเจอข่าวปลอม การหลอกลวงให้ร่วมลงทุน ร่วมชิงโชค หรืออยากซื้อขายของออนไลน์ ก็อาจจะถูกหลอกขายของได้เหมือนกัน หรือถ้ามีสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็จะรับสายได้แทบทันที เพราะมือถืออยู่กับมือ
ดังนั้น การให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุ ทั้งในเรื่องของภัยจากมิจฉาชีพ เรื่องของการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยในโลกออนไลน์ รวมถึงการเตรียมวิธีการแก้ไขเฉพาะหน้าไว้ล่วงหน้า จะเป็นเกราะที่ช่วยลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีเพียงแค่ 3 ขั้นตอนเท่านั้น ที่จะเป็นวิธีเอาตัวรอดเบื้องต้นจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
1. อย่าเพิ่งรีบเชื่อในทันที
วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ คือการเอ๊ะ! กับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะรับสารใดมาก็ตาม อย่าเพิ่งรีบเชื่อในทันที ตกใจได้แต่ต้องมีเวลาเผื่อไว้ให้กับความสงสัยและตรวจสอบด้วยว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า สงสัยไว้ก่อนไม่ไม่เสียหาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุวัยเกษียณ ที่มีโอกาสจะตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมและมิจฉาชีพได้ง่ายดายมาก ช่วงกลางวันอยู่บ้านว่าง ๆ ก็จะถือโทรศัพท์ติดมืออยู่ตลอด บางทีก็เข้าโซเชียลมีเดียอ่านนั่นนี่ฆ่าเวลา หรือได้รับข่าวที่แชร์มาในกลุ่มไลน์ จึงมีโอกาสที่จะรับสายจากมิจฉาชีพหรือเปิดข้อความลิงก์ปลอมแทบจะทันที บุตรหลานจึงต้องเตือนและกำชับผู้สูงอายุว่าอย่าเพิ่งรีบเชื่อ ให้ตรวจสอบก่อน หรือให้รอเช็กกับบุตรหลาน
2. ตั้งสติเพื่อตรวจสอบข้อมูล
เนื่องจากแก๊งมิจฉาชีพพวกนี้ระบาดมาได้พักใหญ่แล้ว ผู้สูงอายุก็น่าจะเคยได้ผ่าน ๆ ตามาบ้างว่ามีคนโดนตกเป็นเหยื่อมุกนั้นมุกนี้ แต่พอเจอเข้ากับตัวเองมักจะสติแตกด้วยความตกใจ แล้วคล้อยตามมิจฉาชีพได้ง่าย ๆ บุตรหลานจึงต้องคอยย้ำและกำชับบ่อย ๆ ว่าถ้าเจอเหตุการณ์อะไรคล้าย ๆ ในข่าว ต้องตั้งสติให้ดี และพยายามหาทางถ่วงเวลาเพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อน ส่วนใหญ่มิจฉาชีพยังจะใช้มุกเดิม ๆ หากินอยู่ หากรู้สึกเอ๊ะ! ให้ลองเปิด Google เพื่อหาข่าว หรือเช็กข้อมูลพวกชื่อ เลขบัญชี ชื่อสถานที่ ฯลฯ ที่ถูกอ้างขึ้นมาระหว่างการสนทนา ถ้าพบแล้วว่าเป็นมิจฉาชีพก็ให้ตัดสายสนทนาไปเลย ไม่ต้องไปพยายามพูดคุยด้วยต่อ หรือถ้าสงสัยว่าจะโดนหลอกขายของ ให้รอลูกหลานมาดูให้
3. ปรึกษาลูก-หลาน หรือคนที่ไว้ใจได้
มุกหากินของมิจฉาชีพที่จะทำให้ผู้สูงอายุตกใจจนหลงเชื่อได้ง่าย ๆ คือการอ้างลูกหลานของผู้สูงอายุเอง อาจจะทำทีเป็นโทรมาแจ้งว่าต้องการความช่วยเหลือด่วน หรือแอบอ้างเป็นลูกหลาน เป็นอีกครั้งที่บุตรหลานต้องกำชับว่าถ้ามีกรณีแบบนี้ให้โทรเช็กกับบุตรหลานก่อนว่าเป็นเรื่องจริงไหม อย่าเพิ่งผลีผลามตัดสินใจทำอะไรเองคนเดียว ถ้ายังติดต่อลูกหลานไม่ได้ ให้หาคนที่ไว้ใจได้ปรึกษา สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว คุยกันไปคุยกันมาช่วยกันคิด อาจมีสักคนที่รู้สึกเอะใจถึงความไม่ชอบมาพากล หรือบางทีบุตรหลานอาจต้องเตรียมกับญาติผู้ใหญ่ไว้ ถึงวิธีในการยืนยันตัวตนด้วยคำตอบที่รู้กันอยู่แค่ 2 คน เผื่อไว้ในกรณีที่ถูกแอบอ้าง จะได้เช็กก่อนในเบื้องต้นว่าไม่ใช่ ส่วนกรณีอื่นยังพอรอคุยได้





























