หลายปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าผลสำรวจเกี่ยวกับ “ทักษะภาษาอังกฤษของคนไทย” จะออกมาสักกี่ฉบับหรือจากกี่แหล่งข้อมูลก็ตาม มักจะสร้างเรื่องให้ได้ตกใจและหดหู่อยู่ตลอด เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาปรากฏว่าทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยนั้นรั้งท้ายขบวนทั้งในระดับโลก ระดับเอเชีย หรือแม้แต่ในระดับอาเซียนที่มีอยู่เพียง 11 ประเทศเท่านั้น โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทักษะภาษาอังกฤษ “ต่ำมาก” ซึ่งมันก็ชัดเจนว่าทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยกำลังอยู่ในขั้นโคม่า สวนทางกับการเริ่มเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่อนุบาลและชั่วโมงเรียนในโรงเรียนที่มีเรียนทุกสัปดาห์ แต่ทำไมการศึกษาภาษาอังกฤษในโรงเรียนถึงทำให้คนไทยเก่งภาษาอังกฤษไม่ได้ แม้แต่สื่อสารธรรมดาก็ใช้ไม่ได้จริง
ทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่อันดับไหนของโลก
ข้อมูลผลการจัดอันดับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดย EF (Education First) โรงเรียนสอนภาษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีสำนักงานใหญ่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่จะจัดทำรายงาน “ดัชนีความสามารถทางภาษาอังกฤษ” ประจำปีขึ้น โดย EF จะทำการทดสอบประชากรอายุ 18-60 ปี รวม 2.1 ล้านคนจาก 111 ประเทศทั่วโลก และนำคะแนนมาแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษคล่องและมีประสิทธิภาพในระดับสูงมาก, ระดับสูง, ระดับปานกลาง, ระดับต่ำ และระดับต่ำมาก
โดยในปี 2565 ไทยมีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอยู่อันดับที่ 97 จาก 111 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 21 จาก 24 ประเทศในเอเชีย ด้วยคะแนน 423 คะแนน ทำให้ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ต่ำมาก โดยเป็นรองทั้งประเทศเวียดนาม (502 คะแนน) เมียนมา (437 คะแนน) และกัมพูชา (434 คะแนน) และแม้เปรียบเทียบกับปีก่อน ๆ หรืออีกหลาย ๆ ผลการสำรวจ ไทยก็มักจะอยู่ในอันดับท้าย ๆ ที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทักษะระดับต่ำมากเสมอ
หากนับเพียงผลการจัดอันดับของ EF ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในประเทศไทยมีแต่จะต่ำลง หรือถ้าจะว่ากันตามจริง คะแนนของไทยนั้นถูกจัดอยู่ในระดับ “ต่ำ” มาตั้งแต่ EF ออกรายงานฉบับแรกในปี 2554 โดยไทยเคยอยู่ในกลุ่มทักษะต่ำช่วงปี 2560 (อันดับ 53 จาก 80) และปี 2561 (อันดับ 64 จาก 88) ก่อนจะลดลงมาเรื่อย ๆ ในปี 2562 (อันดับ 74 จาก 100) ปี 2563 (อันดับ 89 จาก 100) และปี 2564 (อันดับ 100 จาก 112) ดูเหมือนว่าในปี 2565 อันดับของประเทศไทยจะดีขึ้นเล็กหน่อย แต่ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษก็ยังอยู่ในกลุ่ม “ต่ำมาก” เช่นเดิม
และล่าสุด ข้อมูลผลการจัดอันดับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดย EF เจ้าเดิมก็กลับมาอีกครั้ง ในปี 2566 นี้ EF ได้ทำการทดสอบประชากรอายุ 18-60 ปี จำนวนรวมกว่า 2.2 ล้านคนจาก 113 ประเทศ ด้วยแบบทดสอบ EF SET English แล้วแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มตามผลคะแนน คือ ทักษะสูงมาก (600+ คะแนน), ทักษะสูง (550-599 คะแนน), ทักษะปานกลาง (500-549 คะแนน), ทักษะต่ำ (450-499 คะแนน) และทักษะต่ำมาก (คะแนนไม่ถึง 450)
ในปี 2566 นี้ พบว่าทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยนั้น “แย่ลง” กว่าปีที่ผ่านมาอีก จาก 113 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับ 101 ซึ่งถือว่าแย่ที่สุดในอาเซียน และ “เกือบ” แย่ที่สุดในเอเชีย (และอีกไม่กี่อันดับก็จะแย่ที่สุดในโลกแล้ว) โดยทำคะแนนได้เพียง 416 คะแนน ร่วงลงมาจากปี 2565 ถึง 7 คะแนน
หากเทียบอันดับกันเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 ของภูมิภาคนี้ และมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ (อันดับ 20 โลก) และมาเลเซีย (อันดับ 25 โลก) ซึ่งทั้ง 3 ประเทศนี้จัดอยู่ในกลุ่มทักษะสูงมากและทักษะสูง ส่วนเวียดนาม (อันดับ 58 โลก) และอินโดนีเซีย (อันดับ 79 โลก) จัดอยู่ในกลุ่มทักษะปานกลาง เมียนมาจัดอยู่ในกลุ่มทักษะต่ำ (อันดับ 90 โลก) ส่วนกัมพูชาอยู่ในกลุ่มทักษะต่ำมากเช่นเดียวกับไทย แต่คะแนนและอันดับดีกว่า (อันดับ 98 โลก) ส่วนลาวและบรูไนไม่มีการเก็บข้อมูล
ส่วนข้อมูลจากสำนักสถิติเจ้าดังอย่าง Statista บริษัทสัญชาติเยอรมันที่เชี่ยวชาญด้านข้อมูลตลาดและผู้บริโภค ก็มีสถิติคะแนนภาษาอังกฤษของเด็กนักเรียนไทย โดยสถิติคะแนนภาษาอังกฤษเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในประเทศไทยระหว่างปี 2559 ถึง 2563 (เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565) พบว่าในปี 2563 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนความสามารถทางภาษาอังกฤษเฉลี่ยร้อยละ 43.6 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 34.4 แม้ว่าจะดีขึ้นกว่าทุกปีที่เริ่มเก็บสถิติฉบับนี้มา แต่ก็ยังต่ำกว่าครึ่งอยู่ดี
ส่วนสถิติคะแนนภาษาอังกฤษเฉลี่ยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในประเทศไทยระหว่างปี 2559 ถึง 2564 (เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม 2566) พบว่าในปี 2564 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้คะแนนความสามารถทางภาษาอังกฤษเฉลี่ยเพียงร้อยละ 25.56 เท่านั้น ซึ่งคะแนนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ 2563 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 29.2 และเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดกว่าทุกปีที่เริ่มเก็บสถิติฉบับนี้มาด้วย
ภาษาอังกฤษ สำคัญกับชีวิตเราอย่างไร
ภาษาอังกฤษ เป็น 1 ใน 6 ภาษากลางที่องค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นให้เป็นภาษาที่สามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับคนได้เกือบทั่วโลก ภาษาอังกฤษจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นเครื่องมือสื่อสารท่ามกลางมวลมนุษยชาติ สำหรับประเทศไทย ภาษาอังกฤษถูกยกให้เป็นภาษาที่สองในหลักสูตรการศึกษาของเด็กนักเรียน เพื่อที่จะได้สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ ต่อยอดในการศึกษาต่อต่างประเทศ การประกอบอาชีพต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญกว่านั้น คือการเปิดโลกของการรับข้อมูลข่าวสารจากทั่วโลกได้ดีกว่าคนที่รู้เพียงภาษาเดียว รับรู้ความเคลื่
นอกจากนี้ ยังมีข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดที่สุดของผู้ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ หลายต่อหลายคนกล่าวว่าพวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดายมากขึ้น เพียงแค่มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับที่สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ไปที่ไหนก็ไม่ลำบาก อ่านออก ฟังรู้เรื่อง สนทนาได้ หางานทำในประเทศก็มีโอกาสที่ดีกว่า เพราะการใช้ภาษาอังกฤษได้ทำให้มีแต้มต่อสูงมากในการสมัครเข้าทำงานในบริษัทใหญ่ ๆ มีโอกาสที่จะได้ไปต่อมากกว่าคนที่ไม่ได้ภาษา และยังมีโอกาสเรียกค่าตอบแทนได้มากขึ้นด้วย
ดังที่จะเห็นว่าประกาศรับสมัครงานของหลาย ๆ บริษัท มักจะระบุชัดเจนถึงคุณสมบัติของผู้สมัคร ว่าต้องใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับดีมาก โดยบางองค์กรจะขอคะแนนผลทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษด้วย บางองค์กรอาจจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแต่มีใช้บ้างประปราย ก็จะมีหมายเหตุว่าหากใช้ภาษาอังกฤษได้ก็จะพิจารณาเป็นพิเศษ
ทำไมคนไทยจึงใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ทั้งที่เรียนมาแต่เด็ก
อย่างที่บอกไปแล้วว่าการศึกษาของประเทศไทย ยกให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในหลักสูตรการศึกษา เด็กทุกคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนจะถูกสอน A-Z ตั้งแต่ชั้นอนุบาล แต่ทำไมเด็กไทยเกินครึ่งถึงใช้ภาษาอังกฤษได้แค่งู ๆ ปลา ๆ และอีกจำนวนมากไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลยทั้งที่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เรียนภาษาอังกฤษกันหนักกว่าเจ้าของภาษาด้วยซ้ำไป ก็ยังใช้ภาษาอังกฤษกันไม่ได้อยู่ดี นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การศึกษาของไทยเป็นระบบท่องจำ
แทบทุกวิชาในโรงเรียนไทย นักเรียนจะถูกสอนให้จดตามสิ่งที่ครูเขียนบนกระดาน จากนั้นก็ท่องจำให้ได้เพื่อนำไปสอบ เมื่อเรียนภาษาอังกฤษ ไวยากรณ์และคำศัพท์จะถูกเขียนไว้บนกระดาน (ด้วยภาษาไทย) ให้เด็กคัดลอกลงสมุดและจดจำ แทบไม่มีการพูดคุยด้วยภาษาอังกฤษในชั้นเรียน ไม่มีการตั้งคำถามอะไรกับครูผู้สอน และไม่มีการแสดงความคิดเห็นใด ๆ
ไม่เน้นสอนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ห้องเรียนในโรงเรียนไทย แทบจะไม่มีการสอนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณให้กับเด็ก ซึ่งการคิดอย่างมีวิจารณญาณก็คือ ความสามารถในการตั้งคำถามต่อข้อมูลที่ได้รับมาว่าถูกต้องหรือน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เด็กไทยจำนวนมากถูกสอนให้เชื่อฟังทุกอย่างที่ถูกสอนโดยห้ามตั้งคำถาม ห้ามนอกกรอบ ห้ามท้วงติง ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ครูจะมีอำนาจเด็ดขาดที่สุดในห้องเรียน เด็กไทยจึงขาดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณไปมากพอสมควร
การตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของบางเรื่องแล้วครูตอบไม่ได้ เด็กจะเป็นคนผิดที่ทำให้ครูเสียหน้า การท้วงติงในสิ่งที่ครูสอนผิด เด็กจะถูกเข้าใจว่าเป็นพวกปีนเกลียว ทำเป็นรู้ดีกว่าครู การวิพากษ์วิจารณ์การสอนของครูที่เด็กเรียนด้วยแล้วไม่เข้าใจ กลายเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวต่อผู้ใหญ่ ไม่มีสัมมาคารวะ เรียนไม่รู้เรื่องเองแล้วโทษครูผู้สอน ส่วนการคิดนอกกรอบก็จะกลายเป็นเด็กหัวขบถเจ้าปัญหาที่แหกคอกจากสิ่งที่ “เขา” ทำกันมาได้ทุกรุ่น จึงทำให้เด็กจำนวนมากกลัวที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองในห้องเรียน เพราะไม่อยากมีปัญหา ถ้าถูกดุมาก็หมดความมั่นใจ บอกสวัสดีแล้วจดตามจนจบคาบ ไม่เคยได้คิดวิเคราะห์อะไร ไม่เคยได้ปุจฉา-วิสัชนากับครูผู้สอน ครูว่ายังไงก็ว่าตามนั้น
กับการเรียนภาษาอังกฤษที่เด็กจำเป็นต้องคิดอย่างมีวิจารณญาณเพื่อเข้าใจโครงสร้างภาษาที่ซับซ้อน เด็กไม่เคยถูกกระตุ้นให้ได้ถามว่าทำไมข้อนี้ถึงใช้ศัพท์รูปนี้ ไวยากรณ์นี้ต้องใช้กับสถานการณ์ไหน ทำไมอันนี้ต้องใช้แบบนี้ใช้แบบนั้นไม่ได้ มีหน้าที่จดตามก็จดไป หมดคาบก็สวัสดี ที่สำคัญ ครูไทยจำนวนหนึ่งยังบั่นทอนและทำลายความมั่นใจของเด็กนักเรียนด้วยการตราหน้าว่าเด็กเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อเด็กมีคำถามกับสิ่งที่สอน หรือตอบผิด ส่งผลให้เด็กไม่มีความมั่นใจในตนเองเมื่อพูดภาษาอังกฤษ เมื่อตอบผิดก็จะถูกครูตำหนิต่อหน้าเพื่อนในห้องหรือถูกล้อเลียน ไม่เคยได้รับคำชื่นชมที่พยายาม หรือให้กำลังใจว่าให้พยายามต่อไป
การศึกษาไทยเน้นให้จำไวยากรณ์ก่อน
ส่วนใหญ่ของนักเรียนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียน จะเน้นไปที่การเรียนไวยากรณ์ของภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งหมายความว่าเด็กนักเรียนไทยส่วนใหญ่จะเก่งไวยากรณ์เพื่อนำไปใช้สอบ แต่เด็กเหล่านี้แทบไม่มีโอกาสได้ฝึกฟัง ฝึกพูด ทั้งที่ธรรมชาติในการเรียนภาษา (แบบภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่) เด็กควรต้องเริ่มฝึกที่การฟังคำศัพท์ก่อนจากนั้นก็พูดตาม แบบที่เด็ก ๆ สามารถฟังภาษาไทยออก พูดภาษาไทยได้ก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ทั้งที่ยังไม่รู้ไวยากรณ์ของภาษาไทยเลยด้วยซ้ำไป เพราะการสนทนาในชีวิตประจำวัน โดยทั่วไปก็จะใช้คำศัพท์พื้นฐานเท่านั้น แต่เด็กกลับข้ามไปเรียนการอ่านก่อน ให้ท่องจำ เขียน (จดตาม) แล้วค่อยฝึกพูดฝึกฟังตอนหลัง เลยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
ครูไทยบางส่วนไม่แม่นภาษาอังกฤษมากพอ
เพราะครูไทยหลายคนก็เรียนมาแบบเดียวกันกับที่กำลังสอนเด็กนี่แหละ การสอนแบบที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ครูอัตราจ้างบางคนไม่ได้จบครูเฉพาะทาง หรือการจบหลักสูตรออกมาเป็นครูก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีคะแนนการทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษด้วย จึงมีกรณีแบบที่เราเห็นดราม่าในโซเชียลมีเดียอบู่บ่อย ๆ ว่าครูสอนผิด ๆ ถูก ๆ หรือตรวจการบ้านให้เด็กผิด ครูสอนภาษาอังกฤษบางคนพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดี ตอนสอนก็สอนเป็นภาษาไทย แม้ว่าครูจะทำงานหนักเพื่อสอนนักเรียน แต่มีครูเพียงไม่กี่คนที่มีทักษะการสอนภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง เมื่อครูเหล่านี้มาสอนนักเรียน จึงถ่ายทอดความรู้ภาษาอังกฤษแบบเดียวกันกับที่เคยเรียนมาเหมือนกัน
ครูเจ้าของภาษาไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม
ไม่นานมานี้ เคยมีดราม่าทางโซเชียล ประเด็นที่ว่ามีโรงเรียนหลายแห่งที่จ้างครูต่างชาติที่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมมาเป็นครูสอนภาษา และหมายรวมถึงครูต่างชาติเหล่านั้นอาจทำงานอย่างผิดกฎหมายในประเทศไทยด้วย เพราะมีเพียงวีซ่าท่องเที่ยวและไม่มีใบอนุญาตในการทำงาน ครูเจ้าของภาษาที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการสอนหนังสือจึงมีไม่มากนัก โดยครูสอนภาษาที่พบได้อาจจะเป็นชาวต่างชาติที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาโดยตรง (ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่) อาจเป็นครูที่สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจริงแต่ไม่ใช่วุฒิการศึกษาที่สอนหนังสือได้ อาจไม่มีวุฒิการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเลย หรือที่แย่กว่านั้น คือใช้วุฒิการศึกษาปลอมเพื่อรับงานสอน
หลักสูตรและนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ
หลายประเด็น เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ครูผู้สอน เด็กนักเรียน หรือโรงเรียนจะมาปรับแก้กันเอง เพราะมันเป็นปัญหาในระดับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มีหน้าที่วางนโยบายต่าง ๆ เรื่องของหลักสูตรการเรียนการสอน กฎเกณฑ์การสอบ และข้อกำหนดในการจ้างครูผู้สอน จนกว่าจะมีนโยบายต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การเรียนการสอนของครูและเด็ก รวมถึงการกำหนดมาตรฐานสำหรับครูสอนภาษาอังกฤษที่คล้ายคลึงกับมาตรฐานของตะวันตก เรื่องของเงินเดือนครูที่จะดึงดูดครูต่างชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้รับงานสอน เด็กไทยถึงจะมีโอกาสได้รับการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น
จะทำอย่างไรให้ภาษาอังกฤษของตัวเองดีขึ้น
ในเมื่อภาษาอังกฤษสำคัญและจำเป็นต่อการเป็นพลเมืองโลกยุคโลกาภิวัตน์ ไมว่าจะในแง่ของการพัฒนาตนเอง หรือในระดับประเทศ ที่มาตรฐานทักษะทางภาษาอังกฤษของประเทศไทยนั้นต่ำมาก ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะส่งผลกระทบต่อความสามารถของประเทศในการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศด้วย เพราะแรงงานไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับแรงงานต่างชาติในวงการและในระดับเดียวกันได้ เมื่อทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษมีน้อยกว่า จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาตนเองให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้ได้
ต้องรู้เหตุผลว่าจะเรียนไปทำไม
เป็นการกำหนดเป้าหมาย และเหตุผลที่ชัดเจนว่าเรียนไปเพื่ออะไร จะได้โฟกัสความสนใจ และไม่ออกนอกลู่นอกทาง อย่างน้อยที่สุด การเรียนภาษาอังกฤษ “เพื่อพัฒนาตัวเอง” จะไม่มีวันสูญเปล่าแน่นอน และทำให้มีโอกาสมากกว่าคนที่ไม่รู้ เพราะยังไงก็ได้ใช้ประโยชน์ ถ้าอาชีพหลักที่ทำอยู่ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่เรายังสามารถรับงานเสริมเป็นงานแปลได้ แปลหนังสือ แปลหนัง แปลซีรีส์ แปลเพลง เป็นต้น หรือถ้าคิดจะเปลี่ยนงาน เพื่อเพิ่มโอกาสได้งานทำ ลองไปสอบวัดระดับภาษาอังกฤษให้ได้คะแนนสวย ๆ มาใส่ในเรซูเม่ แค่นี้ก็โดดเด่นมากกว่าคนที่ไม่มีคะแนนแล้ว
ขยันและอดทน
“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ยังเป็นคำที่ใช้ได้เสมอ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ โดยไม่พยายาม การเรียนภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ต้องขยันท่องศัพท์ ฝึกฟัง ฝึกออกเสียง ฝึกพูด ฝึกเขียน ฝึกอ่านให้ได้ทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย ส่วนเรื่องของวิธีการเรียน บางวิธีใช้ได้กับบางคน วิธีเดียวกันอาจจะได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน ต้อง ทดลองไปเรื่อย ๆ ว่าการเรียนด้วยวิธีไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกับตัวเอง จึงค่อยเลือกวิธีนั้น
ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ที่เราใช้กันทุกวัน หากไม่ใช่คนที่ใช้ภาษาอังกฤษคล่องแคล่วเชี่ยวชาญเป็นทุนเดิม การไม่ฝึกฝน การไม่เคยได้ใช้จริง ไม่พยายามรักษาความต่อเนื่อง ความสม่ำเสมอในการเรียน โอกาสที่จะลืมก็มีอยู่สูง และยังทำให้เราหมดกำลังใจในการเรียนไปได้ด้วย ด้วยอุตส่าห์พยายามเรียนมาแต่ไม่ได้ใช้เลยก็ลืมหมด เรียนมากี่ทีก็ลืม จึงต้องพยายามฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคลังศัพท์ ฝึกแต่งประโยค ฝึกใช้ประโยคทั้งตามไวยากรณ์และบริบทที่เจ้าของภาษาใช้กันจริง ฝึกออกเสียงให้สำเนียงเป๊ะ ฝึกฟังจากเพลง ดูซีรีส์ ฝึกเขียน ฝึกพูดสนทนาโต้ตอบ ฝึกอ่านข่าวภาษานั้น ๆ ฝึกทุกวัน อย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง โดยรักษาความถี่และความสม่ำเสมอ
ต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะได้ใช้ภาษาจริง ๆ
นอกจากท่องศัพท์ หัดอ่าน ฝึกฟัง ฝึกพูด จนคล่องแล้ว ควรต้องได้ใช้จริงด้วย จึงควรพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษจริง ๆ เพื่อให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล การฝึกใช้จริงจะเพิ่มความกดดันที่ต้องฟังเขาให้ออก คุยกับเขาให้รู้เรื่อง ถ้าเราแจ้งวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าต้องการฝึกภาษา ส่วนใหญ่คนต่างชาติจะพร้อมช่วยเหลือ ถ้าเลี่ยงได้ให้เลี่ยงคนไทยด้วยกัน เพราะสถานการณ์ไม่กดดันมากพอ คำไหนนึกไม่ออกเราอาจหลุดใช้ภาษาไทยไปเลย โดยไม่ขวนขวายจะเปิดศัพท์มาใช้ ที่สำคัญ การพูดคุยกับเจ้าของภาษาโดยตรง เขาสามารถบอกเราได้ว่าเราใช้ภาษาได้ถูกกับบริบทหรือไม่ เพราะทุกภาษามักมีคำแสลง หรือบริบทในการใช้คำที่ไม่ตรงกับความหมายจริง






























