
จากกรณีที่นักศึกษาหญิงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาเรียกร้อง “สิทธิอันชอบธรรม” หลังถูกรุ่นพี่ร่วมคณะนิติศาสตร์ “ล่วงละเมิดทางเพศ” ในวันที่ทั้งสองฝ่ายต่างมึนเมาด้วยกันทั้งคู่ ทำให้ในโลกออนไลน์มีประเด็นถกเถียงตามมาในหลากหลายมุมมอง
โดยมุมที่เห็นใจและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มองว่าการกระทำของนักศึกษาหญิงคนนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และควรได้รับกำลังใจ เพราะกล้าออกมาเผชิญกับความจริง และต่อสู้เพื่อความถูกต้อง
ส่วนมุมที่เห็นต่าง กลับตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดเธอจึงพาตัวเองไปอยู่ในจุดเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศเช่นนั้น และเป็นเรื่องสมควรแล้วหรือไม่ที่จะดื่มสุราจนไม่สามารถครองสติหรือดูแลตัวเองได้
ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและหาข้อเท็จจริงทันทีหลังได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหาย ก่อนจะมีคำสั่งลงโทษนักศึกษาชายที่ก่อเหตุ โดยพักการเสนอขออนุมัติปริญญาบัตร 1 ภาคการศึกษา ซึ่งผู้ก่อเหตุยอมรับผิดจึงไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ
ส่วนเหตุผลที่ผู้เสียหายออกมาโพสต์เรื่องนี้ให้สังคมได้รับทราบนั้น เธอระบุว่าต้องการเป็นตัวอย่างให้เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศกล้าออกมาพูดในสิ่งที่ตัวเองถูกกระทำ เพราะคนที่เสียหายมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการเอาผิดกับคนที่กระทำผิด และคิดว่าตนเองตัดสินใจถูกแล้วที่ส่งเรื่องให้ทางมหาวิทยาลัยสอบสวนและลงโทษทางวินัย เพราะถ้าวันนั้นเลือกที่จะเงียบ วันนี้ก็คงต้องนั่งเสียใจที่ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง
“น่าเสียดายที่ผู้เสียหายหลายคนเลือกที่จะไม่พูด ไม่เอาเรื่อง และปล่อยให้เรื่องเงียบไป เพียงเพราะว่าอาย และไม่อยากพูดถึงมันอีก ทั้งที่คนทำผิดต่างหากที่ต้องเป็นคนที่รู้สึกอาย”
ส่วนประเด็นที่ถูกมองว่า ผู้เสียหายนำตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดเสี่ยง ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊หรือเซ็กซี่จนทำให้ผู้ชายเกิดอารมณ์ทางเพศนั้น นักศึกษาที่เสียหาย ระบุว่า “ไม่ว่าผู้โดนกระทำ จะตกอยู่ในสภาวะใด จะแต่งกายอย่างไร คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งเกี่ยวกับเนื้อตัวของผู้นั้นถ้าไม่ได้รับความยินยอม”
ทั้งนี้ ในบ้านเราเคยมีการเก็บสถิติและพบว่า การล่วงละเมิดทางเพศเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่เด็กและสตรีถูกกระทำรุนแรง และส่วนใหญ่ผู้ก่อเหตุมักเป็นบุคคลที่รู้จัก ไว้ใจ และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันด้วย
ขณะที่บทลงโทษสำหรับคดีข่มขืนกระทำชำเรา ตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000 บาทถึง 40,000 บาทนั้น ก็ยังไม่รุนแรงพอให้ผู้ต้องหาหลาบจำ และบ่อยครั้งมักจะก่อคดีซ้ำเมื่อพ้นโทษออกมา
นอกจากนี้ ผู้ก่อเหตุก็ยังไม่สำนึกผิดและมักอ้างว่าผู้หญิงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ระงับอารมณ์ทางเพศไม่อยู่จนต้องหาทางระบายออกด้วย สุดท้ายเลยกลายเป็นปัญหาสังคมที่แก้ไม่ตกและวนลูปอย่างนี้เรื่อยไปไม่มีวันจบ!





























