Home Work & Living Work ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนผ่าน e-Self Service ได้แล้ว

ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนผ่าน e-Self Service ได้แล้ว


ไม่ต้องยุ่งยากอีกต่อไปสำหรับผู้ประกันตน ในการขอรับประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคมสี่กรณี อันได้แก่ กรณีชราภาพ ว่างงาน สงเคราะห์บุคร และคลอดบุตร ผู้ประกันตนสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนด้วยตนเองผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Self Service)

โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

  1. เข้าสู่ระบบเว็บไซต์หลักของสำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th และเลือกเมนู “เข้าสู่ระบบผู้ประกันตน/สมัครสมาชิก”
  2. ที่หน้าจอ “ระบบผู้ประกันตน” กรอกรหัสผู้ใช้งาน (เลขบัตรประจำตัวประชาชน) และรหัสผ่าน จากนั้นคลิกปุ่ม “เข้าสู่ระบบ” **กรณีไม่เคยเป็นสมาชิกของระบบผู้ประกันตน กรุณาสมัครสมาชิกก่อน โดยคลิก “สมัครสมาชิก”
  3. หลังจากเข้าสู่ระบบผู้ประกันตนได้เรียบร้อยแล้ว เลือกเมนู “ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนด้วยตนเอง (e-Self Service)”
  4. ระบบจะพาท่านเข้าสู่หน้าจอของระบบยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนด้วยตนเอง (e-Self Service) โดยท่านสามารถดูข้อมูลผู้ประกันตนของท่านเอง ข้อมูลการส่งเงินสมทบ ประวัติการขอรับสิทธิประโยชน์ สถานะการทำธุรกรรม และสามารถเลือกยื่นขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีที่ท่านมีสิทธิทั้ง 4 รายการได้ ดังนี้ กรณีชราภาพ ว่างงาน สงเคราะห์บุคร และคลอดบุตร

1. กรณีคลอดบุตร

  • สิทธิประโยชน์
  1. เบิกค่าฝากครรภ์ เท่าที่จ่ายจริงจำนวน 5 ครั้ง วงเงินรวมไม่เกิน 1,500 บาท
  2. เบิกค่าคลอดบุตร เหมาจ่ายวงเงิน 15,000 บาท ต่อครั้ง (เบิกได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง)
  3. เบิกเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร เบิกได้ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างเฉลี่ย (สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน) เป็นระยะเวลา 90 วัน (รวมวันหยุดราชการ) (ใช้สิทธิได้เฉพาะบุตรคนที่ 1 และ 2 เท่านั้น)

*กรณีสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ สามารถเลือกใช้สิทธิได้เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

2. กรณีสงเคราะห์บุตร

  • สิทธิประโยชน์

ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 800 บาท โดยต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ สามารถขอใช้สิทธิได้ไม่เกิน 3 คน

3. กรณีว่างงาน

  • สิทธิประโยชน์
  1. กรณีที่ถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วันต่อปีปฏิทิน
  2. กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามระยะเวลา จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน
  3. กรณีถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 200 วันต่อปีปฏิทิน
  4. กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 45 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน

*ค่าจ้าง* หมายถึง ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่นำส่งสำนักงานประกันสังคมไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกิน 15,000 บาท

4.1 กรณีชราภาพ

  • สิทธิประโยชน์

ถ้าจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ถ้าจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน (15 ปี) จะได้รับการปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพขึ้นอีกร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน

กรณีผู้รับบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน (5 ปี) ให้จ่ายบำเหน็จแก่ทายาทจำนวน 10 เท่า ของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับก่อนถึงแก่ความตาย

4.2 กรณีบำนาญชราภาพ (จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต)

เงื่อนไขการใช้สิทธิจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (ไม่ต้องจ่าย 180 เดือนติดต่อกัน) มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

  • สิทธิประโยชน์

ถ้าจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ถ้าจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน (15 ปี) จะได้รับการปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพขึ้นอีกร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน

กรณีผู้รับบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน (5 ปี) ให้จ่ายบำเหน็จแก่ทายาทจำนวน 10 เท่า ของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับก่อนถึงแก่ความตาย