ประเด็นทางเศรษฐกิจที่ใคร ๆ ต่างก็ให้ความสนใจในช่วงนี้ หลัก ๆ แล้วคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ “เงินเฟ้อ” และ “เศรษฐกิจถดถอย” ที่ประชาชนตาดำ ๆ อย่างเราได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า สินค้าอุปโภคบริโภคพาเหรดกันขึ้นราคาไปราว ๆ ร้อยละ 10 แม้จะเป็นเงินเพียง 5-10 บาท แต่ด้วยข้าวของที่แพงขึ้นทุกอย่างจึงทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้นหลายบาท ในขณะที่รายได้คนทำงานยังเท่าเดิม บางคนลดลง และบางคนตกงาน ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นมาก็ไม่ได้มากขนาดที่จะซื้อข้าวแกงให้ได้สักจาน อีกทั้งเวลานี้ธุรกิจต่าง ๆ ต่างก็กำลังพยายามประคับประคองตัวเองให้อยู่รอดให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตินี้ไป เพื่อที่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคระบาดที่ทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่งไปเกือบ 3 ปี
สำหรับอัตรเงินเฟ้อในไทยในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเดือนสิงหาคมอยู่ที่ร้อยละ 7.86 ขยายตัวขึ้นมาจากเดือนกรกฎาคมซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 7.61 ส่วนสถานการณ์ล่าสุด สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าได้ประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อไทยในช่วงที่เหลือของปี 2565 โดยคาดว่าเงินเฟ้อของไทยได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเดือนสิงหาคม (ร้อยละ 7.86) และจากนี้ไปอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง ทำให้เงินเฟ้อช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 ไม่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก และยังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยปีนี้จะเพิ่มไม่เกินร้อยละ 6.5 ซึ่งถือว่าอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 5.5-6.5
อย่างไรก็ดี หากมีโอกาสตามข่าวเศรษฐกิจเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นรายงานข่าวเกี่ยวกับ “การขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 0.75 ให้เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที นอกจากนี้ หากได้อ่านข่าวต่างประเทศ ก็จะพบว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ก็ใช้นโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยที่สหรัฐฯ เพื่อสกัดเงินเฟ้อเช่นกัน
ทั้งนี้ หลายคนที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็อาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย แล้วการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบอะไรต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราบ้าง และถ้ายังพอจะจำกันได้ ความรู้วิชาเศรษฐศาสตร์สมัยเรียนมัธยมก็คุ้น ๆ ว่าวิธีการแก้เงินเฟ้อคือการปรับขึ้นดอกเบี้ยโดยธนาคารกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินการทางด้านการเงินของประเทศ ว่าแต่ ทำไมธนาคารกลางจึงใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต้านเงินเฟ้อ
ว่ากันด้วยเรื่องของเงินเฟ้อ
เงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ “ของแพงขึ้น” มีผลทำให้มูลค่าของเงินลดลง จากเงิน 100 บาท ที่เคยซื้อข้าวผัดจานละ 25 บาท ได้ 4 จานเมื่อ 10 ปีก่อน ปัจจุบันอาจซื้อได้ไม่ถึง 3 จาน ณ ร้านเดิม เพราะทุกวันนี้แม่ค้าขายข้าวผัดจานละ 35 บาท ด้วยต้นทุนของการทำข้าวผัด 1 จานมันสูงขึ้น แม่ค้าจึงจำเป็นต้องขึ้นราคาไม่เช่นนั้นแม่ค้าก็จะอยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าข้าว ค่าเนื้อสัตว์ ค่าผัก ค่าเครื่องปรุงต่าง ๆ ค่าแก๊สหุงต้ม ค่าภาชนะที่ใส่ และค่าแรงของแม่ค้า ของทุกอย่างต้นทุนจะสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
ปกติแล้ว เงินเฟ้อถือว่ามีผลทางบวกและเป็นเรื่องปกติ หากเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ราว ๆ ร้อยละ 3 และไม่ได้เฟ้อรุนแรงไปมากกว่านี้ เนื่องจากจะทำให้คนรู้สึกมีเงินเยอะขึ้น ช่วยสร้างแรงจูงใจคนใช้จ่ายและลงทุน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อทำให้เงินที่เก็บไว้มีมูลค่าน้อยลงเรื่อย ๆ การเพิ่มการใช้จ่ายและลงทุนถือเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ คนซื้อก็จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คนขายก็อยากจะเพิ่มการผลิตเพื่อนำไปขายมากขึ้น ขายของได้มากขึ้นกำไรก็เพิ่มขึ้น จึงกล้าลงทุนขยายกิจการ มีการจ้างงานสร้างอาชีพมากขึ้น พอคนมีงานทำก็จะมีเงินใช้จ่ายได้มาก หมุนเวียนกลับมาที่ค้าขายได้กำไรมากขึ้น จึงเห็นได้ว่าการที่ระบบเศรษฐกิจมีเงินเฟ้อจะทำให้เศรษฐกิจขยายและเติบโตได้
เห็นได้ชัดหลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยค่อย ๆ ดีขึ้น ก็ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาเช่นกัน เช่น การที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมาเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน เริ่มมีการกลับมาลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ส่วนการจับจ่ายใช้สอย ก็เกิดจากการที่คนเริ่มเห็นแนวโน้มข้าวของแพงในอนาคตอันใกล้ จึงตัดสินใจซื้อทันที ไม่รอซื้อในอนาคตด้วยกลัวว่ามันจะแพงไปมากกว่านี้ แต่เมื่อคนจับจ่ายใช้สอยกันคล่องมือเกินไป ก็ทำให้มีปริมาณเงินในระบบมากขึ้นตามไปด้วย
ทว่าหากเงินเฟ้อสูงขึ้นมากเกินไป จนเกินไปก็จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า “Hyper Inflation” เป็นภาวะที่ข้าวของแพงขึ้นมาก ๆ อย่างรวดเร็ว ก็จะได้ผลตรงกันข้าม คนซื้อของได้น้อยลงจากเงินที่มีอยู่เท่าเดิม คนค้าขายขายของได้น้อยลงเพราะคนเริ่มไม่มีเงินไม่พอที่จะซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อย คนซื้อของได้น้อยลง ทำให้ผู้ผลิตขายของได้น้อยลงตามไปด้วย ขายได้น้อยรายได้ไม่เข้า ท้ายที่สุดอาจต้องลดขนาดกิจการและไล่คนออกในที่สุด ถึงจุดนี้ก็จะกระทบกับฐานะและความเป็นอยู่ของประชาชน จนต้องมีการควบคุมก่อนที่จะเฟ้อหนักไปมากกว่านี้
ปกติแล้วสาเหตุของการเกิดเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น มีที่มาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ
1. ประชาชนมีความต้องการซื้อสินค้าและบริการที่สูงขึ้น (Demand-Pull Inflation) แต่สินค้าและบริการที่มีอยู่ในตลาดมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ของมีน้อยแต่ความต้องการมีมาก การปรับราคาสินค้าขึ้นจึงเป็นไปตามกฎของอุปสงค์-อุปทาน
2. ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น (Cost-Push Inflation) ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นตนเองจะขาดทุนจนอยู่ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้น สถานการณ์ปัจจุบันเห็นได้ชัดจากราคาน้ำมันสูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบต่าง ๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น (กฎอุปสงค์-อุปทานเหมือนเดิม) จึงต้องขึ้นราคาขาย
เมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป ทำให้เกิดปัญหาค่าครองชีพสูงตาม อันเนื่องมาจากเงินเดือนเท่าเดิมแต่อำนาจการซื้อของคนลดลง การที่ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน และก็ดูจะไม่มีท่าทีจะลดลงในเร็ว ๆ นี้ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้จึงต้องแก้ปัญหาด้วย “นโยบายทางการเงิน” อย่างที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังทำ ซึ่งก็คือ “นโยบายขึ้นดอกเบี้ย” เช่นเดียวกับที่ธนาคารกลางของไทย หรือก็คือธนาคารแห่งประเทศไทยก็กำลังทำเช่นเดียวกัน ล่าสุดคือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปอยู่ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี
ทำไมต้องขึ้นดอกเบี้ย
จากการที่ภาวะเงินอ่อน ๆ จะทำให้ผู้คนใช้จ่ายและลงทุนกันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในระบบเศรษฐกิจมีปริมาณเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนมาก แต่เงินในกระเป๋าของประชาชนยิ่งน้อยลงเพราะหมดไปกับการซื้อสินค้าที่แพงขึ้น ในช่วงที่เงินเฟ้อหนัก ๆ นโยบายขึ้นดอกเบี้ยจึงช่วยสกัดเงินเฟ้อในแง่ของการลดปริมาณเงินที่หมุนเงียนอยู่ในตลาดลง
เพราะการขึ้นดอกเบี้ยจะจูงใจให้คนหันมาเก็บออมเงิน โดยพยายามนำเงินที่ใช้จ่ายมาฝากกับธนาคาร (หวังได้ดอกเบี้ยสูง) รวมถึงทำให้คนขอสินเชื่อกันน้อยลง (เพราะดอกเบี้ยแพง) เนื่องจากปกติเงินใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมักจะถูกนำมาใช้รูปแบบของสินเชื่อหรือการปล่อยเงินกู้จากธนาคาร การที่ธนาคารต้องการจะปล่อยเงินกู้ ธนาคารจะต้องสร้างเงินใหม่เพื่อนำไปใช้ปล่อยสินเชื่อ ดังนั้น เมื่อมีการปล่อยกู้เงินเป็นจำนวนมาก เงินในระบบก็จะมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเงินเฟ้อนั่นเอง
การขึ้นดอกเบี้ย จึงเป็นการดึงดูดเงินในกระเป๋าผู้บริโภคให้นำไปฝากไว้กับธนาคาร และลดการขอสินเชื่อ การกู้ยืมไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ปริมาณเงินในระบบลดลง ลดการใช้จ่ายและการลงทุน เพราะของแพงเกินไป คนเริ่มจ่ายไม่ไหว รวมถึงต้นทุนที่จะนำมาลงทุนเพิ่มนั้นสูงขึ้น (กู้เงินมาดอกเบี้ยแพง) จึงชะลอการลงทุน และไม่กล้าที่จะขึ้นราคาสินค้ามากไปกว่านี้ เพราะถ้าราคาสูงมาก ก็อาจจะไม่มีใคร (มีเงิน) ซื้อสินค้า โดยเมื่อปรับขึ้นดอกเบี้ยถึงในระดับที่เหมาะสม โดยอ้างอิงจากสถานการณ์ ก็จะทำให้เสถียรภาพของเศรษฐกิจก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ถึงอย่างนั้น การปรับดอกเบี้ยแต่ละครั้งก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะเห็นผลในการชะลอเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ดี การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อนั้นอาจได้ผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และต้องค่อย ๆ ปรับไปตามสถานการณ์ เพราะในที่สุดแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ ไม่ประเมินสถานการณ์อาจก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีก ด้วยค่าครองชีพของประชาชนสูงอยู่แล้วยังต้องพยายามเจียดเอาเงินมาเก็บออมให้ได้ รวมถึงเพิ่มภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนสายผ่อนที่ต้องจ่ายสูงขึ้นไปอีก จึงอาจเกิดเป็นหนี้เสีย ถึงอย่างนั้นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเวลานี้ก็ถือเป็นการลดความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นไปกว่านี้ในขณะที่สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความชัดเจนขึ้น ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยจึงเป็นมาตรการที่จะเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินในช่วงที่เงินเฟ้อสูงได้






























