การพลาดท่าปราชัยต่อนาโปลี ถึง 1-4 ในการประเดิมฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ของลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้ ถือเป็นฝันร้ายของเหล่า “เดอะค็อป” ก็ว่าได้ หลังจากออกสตาร์ทแบบฝืด ๆ ในพรีเมียร์ลีกแล้วยังมาโดนยำใหญ่แบบนี้อีก ไม่ให้กลุ้มแล้วจะให้แฟน ๆ ทำยังไง แล้วยิ่งสุดสัปดาห์ต้องเลื่อนแข่งออกไป เนื่องจากการสวรรคตของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทุกอย่างก็เลยยังดูอึมครึม
เจอร์เก้น คล็อปป์ ในฐานะผู้นำทัพจะทำอย่างไรต่อไป ในเมื่อทุกคนรวมทั้งตัวเขาเองก็ยอมรับแล้วว่า “หงส์แดง” ชุดนี้ไม่เหมือนเดิม ไม่สามารถรักษาฟอร์มเก่งเอาไว้ได้อีกต่อไป เหตุคือการเปลี่ยนแปลงเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาด้วยการเสียซาดิโอ มาเน่ไป และความโชคร้ายจากอาการบาดเจ็บของเหล่าขุนพลอย่างอิบราฮิม่า โคนาเต้, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ติอาโก้ อัลคันทาร่า รวมทั้งการโดนแบน 3 นัดแบบไร้เดียงสาของดาร์วิน นูนเญซ
ถือเป็นการเปิดฤดูกาลแบบจังหวะไม่ดี แถมโชคชะตาก็ไม่เป็นใจให้เสียด้วย!!!
ถ้ามองอีกมุมนี่คือบทพิสูจน์ความเป็นยอดกุนซือของคล็อปป์ ว่าจะพาทีมกลับมาอย่างไร และเขาจะเริ่มต้นแก้ปัญหาตรงไหนก่อน?
เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตตำนานสโมสร ออกมาวิจารณ์ว่าระบบการตั้งรับแบบไฮไลน์ของทีมนั้นมันสูง มันเสี่ยงเกินไป ทำให้ทีมพลาดเสียประตูบ่อย
แกรม ซูเนสส์ มองไปอีกทางคือบอกว่านักเตะในทีมบางคนหมดไฟ ไม่ทุ่มเทเท่าที่ควร!
ผมอยากจะบอกว่าถ้าลูกยิงของนูนเญซไม่ถูกจอร์แดน พิคฟอร์ด ใช้ปลายมือเซฟแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แล้วลิเวอร์พูล คว้าชัยจากเมอร์ซี่ไซด์มาได้ก่อนเจอนาโปลี โมเมนตั้มก็คงไม่แย่แบบนี้ แต่สุดท้ายแล้ว “ฟุตบอล” ไม่มีคำว่า “ถ้า” ชัยชนะกับไม่ชนะ มันห่างกันนิดเดียวเท่านั้น คงไปนั่งเสียดายอดีตไม่ได้
ปัญหาที่จุดแรกคือตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ถ้า คล็อปป์ ไม่พยายามให้โอกาสโกเมซมากเกินไป กลับมาใช้มาติป เหมือนเดิม พอโคนาเต้ หายเจ็บคงคืนความเหนียวแน่นกลับมาได้ตามศักยภาพเดิม ไม่มีอะไรเสียหาย และเห็นด้วยกับ “คิงคาร์ร่า” ว่าจะวางแผนดันกองหลังสูงรีบเพรสกดดันคู่ต่อสู้ไปไหน บางครั้งเสี่ยงมากเกินไป ฟุตบอลเล่นกันตั้ง 90 นาทีรอจังหวะหน่อยก็ได้มั้ง
จุดที่สองคือกองหน้าดาร์วิน นูนเญซ คือศูนย์หน้าขนานแท้ ไม่ใช้ “ฟอลส์ไนน์” แบบฟีร์มีโน่ คงต้องให้เวลาดิอ๊าซกับซาล่าห์ ในการปรับวิธีการเล่นบ้าง รวมทั้งให้เวลานูนเญซในการปรับตัว ไอ้หนุ่มคนนี้มีคุณสมบัติทุกอย่างครบสำหรับการเป็นยอดกองหน้า ขาดแต่ “สติ” อย่างเดียวเท่านั้น ถ้าคุมอารมณ์และสมาธิได้เมื่อไหร่ฟอร์มน่ากลัวแน่ ๆ
จุดสุดท้ายคือมิดฟิลด์ นี่คือโจทย์ยากที่สุด เพราะกองกลางในสไตล์ของคล็อปป์ นั้นมีพื้นที่ต้องวิ่งมาก และใช้สภาพร่างกายอย่างหนัก เนื่องจากกองหน้าทั้ง 3 คนต้องขึ้นไปเพรสซิ่งสูง สมัยมีไวนัลดุมอยู่ และเฮนโด้ยังหนุ่มยังฟิตก็โอเค แต่ตอนนี้ทั้งมิลเนอร์, ติอาโก้, เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิต้า กรอบเป็นข้าวเกรียบว่าว เล่นแล้วเจ็บ เล่นแล้วพัก ต้านแรงเสียดทานอยู่ไม่ได้นาน เพราะร่างกายต้องแบกหนักเกินไปนั่นเอง ไม่ช้าก็เร็วกุนซือเยอรมันต้องหาตัวใหม่เข้ามาช่วย
ครั้นจะใช้ฮาร์วี่ย์ เอลเลียต กับฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ ยังเป็นห่วงสภาพร่างกายและความบางของทั้งคู่ ไม่น่าแปลกใจที่มีข่าวว่า ลิเวอร์พูล ยังรอเซ็นสัญญากับจู๊ด เบลลิ่งแฮม มาจากดอร์ทมุนด์ เพราะไอ้เด็กคนนี้ปอดเหล็ก วิ่งไม่มีหมดตามสไตล์ “จินี่” เปี๊ยบ รวมทั้งข่าวกับคอนราด ไลเมอร์ ของแอร์เบ ไลป์ซิก ซึ่งก็เป็นผู้เล่นในรูปแบบเดียวกัน
แต่กว่าจะได้ จู๊ด หรือคนอื่นเข้ามาตอนนี้ต้องภาวนาให้ “เฮนโด้” ยอดกัปตันของเรากลับมาฟิตปั๋งประทังไปก่อน รวมทั้ง “รองเจมส์” และ ติอาโก้ บวกกับดาวเตะที่ยืมมาอย่าง อาร์ตูร์ เมโลว์ ซึ่งขอให้ปรับตัวได้เร็ว ๆ คล็อปป์ จะได้มีตัวเลือกเพิ่ม ผลงานจะกลับมาดีหรือไม่ดี ผมมองว่า “คีย์แอเรีย” อยู่ที่แผงห้องเครื่องนี่เอง จับตาดูเอาเถิด
ส่วนนัดต่อไป ลิเวอร์พูล มีคิวไปเยือน เชลซี ในศึกซูเปอร์ซันเดย์เสียด้วย “เจ้าบ้าน” เป็นบอลเปลี่ยนโค้ช เพิ่งจะเอา เกรแฮม พ็อตเตอร์ มาคุมทีม รับรองว่าทุกสายตาจะต้องจับจ้องไปที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่างไม่ต้องสงสัย
“หงส์” จะฟื้นไข้หรือเข้าไอซียูเลย เดี๋ยวรู้กันวันนั้น.






























