ถ้าพูดถึงการออมเงิน มนุษย์เงินเดือนคงต่างส่ายหัว เพราะแค่บริหารเงินให้ชนเดือนยังยาก ชีวิตนี้มีแต่ร้อนเงิน เอ๊ย! เงินร้อนตลอดเลย ได้เงินมาแล้วก็มีเรื่องให้ใช้จ่ายออกไปในระยะเวลาที่แสนสั้น
“เงินร้อนและเงินเย็น” ทั้ง 2 คำนี้คงเป็นคำที่หลาย ๆ คน อาจเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่หากถามความหมายจริง ๆ อาจมีหลายคนไม่รู้ และจำแนกประเภทไม่ได้ว่าเงินทั้ง 2 ประเภทนี้แตกต่างกันอย่างไร และเราควรใช้เงินแบบไหนมาลงทุน วันนี้ Tonkit360 มีเคล็ดลับก่อนการลงทุนมาบอกว่าเราควรใช้เงินแบบไหนเพื่อการลงทุนในระยะยาว
เงินร้อน เงินเย็น คือเงินอะไร
“เงินร้อน” ก็ตามชื่อเลย Hot Money ได้มาจ่ายไป เช่น เงินที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าผ่อน-เช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือ เงินออมที่ต้องเอาไปใช้จ่ายเพื่อการประกันชีวิตในทุก ๆ ปี เป็นต้น
“เงินเย็น” คือเงินที่วางไว้เฉย ๆ ไม่ได้มีแพลนว่าจะใช้ เงินที่เราแยกออกมาจากใช้ชีวิตประจำวัน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องเงินนั้นเราก็ใช้ชีวิตของเราได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งชื่อจริง ๆ ของเงินเย็นก็คือ “เงินออมเพื่อการลงทุน”
“เงินร้อน” เพื่อการออมบางอย่าง
เงินที่เราจำเป็นต้องใช้จ่ายในอนาคตอันใกล้ เช่น ค่าประกันต่าง ๆ เงินสำรองฉุกเฉิน มักใช้เงินร้อนในการออม เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ต้องจ่ายสิ่งนี้ สิ่งนั้น หรือต้องเอาออกมาใช้เมื่อยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ถ้าเป็นเงินออม ที่เหลือจากการแบ่งแล้วว่า ไม่ต้องออมเพื่อจ่าย ค่านั่น ค่านี่ ถือว่าเป็นเงินเย็น ที่ถูกฟรีซเก็บไว้เฉย ๆ โดยที่ไม่มีเป้าหมายจะทำอะไร
แล้วเราจะสร้าง “เงินเย็น” ขึ้นมาได้อย่างไร
“เงินเย็น” ต้องเป็นเงินที่แยกออกมาจากเงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และต้องแยกออกจากเงินที่ต้องเก็บเป็นเงินสำรองเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งการสร้างเงินเย็นสามารถทำทีละขั้นดังนี้
“เริ่มเก็บเงินสำรองฉุกเฉินก่อน” เงินสำรองฉุกเฉิน ชื่อมันก็บอกแล้วว่าเก็บไว้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ ตกงาน เป็นต้น เพื่อที่เวลาเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง ๆ เราจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนหรือต้องไปหยิบยืมเงินของคนอื่น ส่วนการอยากซื้อกระเป๋าใหม่ อยากได้มือถือใหม่อันนั้นไม่นับว่าเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน ย้ำว่าการเก็บเงินสำรองเป็นการฝึกวินัยที่ดี ลองคิดดูว่าถ้าเรายังเก็บเงินสำรองไม่ได้แล้วรีบเอาเงินไปลงทุนเลยก็อาจเกิดความผิดพลาดซึ่งเกิดจากการรีบตัดสินใจในการลงทุนได้
“เก็บเงินเย็นแบบค่อยเป็นค่อยไป” หลังจากเก็บเงินสำรองจนครบจำนวนแล้ว ทำให้เรามีวินัยในการเก็บเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น การเก็บเงินเพื่อการลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องยากของเราอีกต่อไปแล้ว “เงินเย็น” ก็สามารถแบ่งเก็บตามจำนวนที่เราตั้งเป้าไว้ได้เลย ทยอยเก็บ สะสมไปเรื่อย ๆ จนได้เงินก้อนโต เพื่อนำไปลงทุนได้ตามต้องการ
เงินแบบไหนควรนำมาลงทุนมากกว่ากัน
สำหรับการลงทุนเพื่อไปต่อยอดเงินนั้น ควรใช้เงินเย็นมาลงทุนมากกว่า ห้ามใช้เงินร้อนเด็ดขาด เพราะเงินเย็นนั้นจะได้เปรียบในเรื่องของระยะยาว เนื่องจากเราไม่มีแผนว่าจะใช้เงินส่วนนี้ในการทำอะไรทั้งสิ้น ทำให้เราสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นในอนาคต สำหรับใครที่อยากลงทุน ก็ขอให้ใจเย็น ๆ เคลียร์หนี้ เคลียร์สินให้หมดก่อน ค่อยตัดสินใจลงทุน หรือถ้ามีหนี้จริง ก็แบ่งเงินร้อนไว้ส่วนหนึ่ง เงินเย็นไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อจะได้สามารถชำระหนี้ได้ครบถ้วน พร้อมทำการลงทุนต่อยอดเงินไปพร้อม ๆ กันได้เลย
“ออมเงินเย็น” เพื่อการลงทุนในระยะยาว
- ออมเป็นสัดส่วน การจัดสรรเรื่องเงิน แบ่งเงินออกมาเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน ส่วนแรก เงินออมเพื่อใช้จ่าย ส่วนที่สอง เงินออมเพื่อฉุกเฉิน และส่วนที่สาม เงินออมเพื่อการลงทุน เงินในส่วนนี้ ควรเป็นเงินออมที่สร้างผลตอบแทนที่ดี และไม่มีความจำเป็นต้องดึงเงินส่วนนี้ออกมาใช้ เหมาะแก่การเป็นเงินเย็นที่นำไปลงทุนต่อยอดกำไรได้ในระยะยาว
- ออมทอง สามารถสะสมจากเงินจำนวนน้อย เมื่อเก็บเงินจนครบ ก็สามารถเก็บทองคำไว้เป็นสินทรัพย์ได้ โดยระบบออมทองจะเฉลี่ยเงินที่ซื้อกับราคาทอง ณ ช่วงที่จะซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทออมทอง จะมีโปรแกรมคำนวณไว้ให้ จะได้ดูราคาทองได้แบบเรียลไทม์เลย ในการออมทองอาจเลือกช่วงที่ราคาทองคำถูกมาก ๆ เพื่อให้ได้กำไรในช่วงที่ราคาทองปรับราคาที่สูงขึ้น
- ออมผ่านกองทุนรวม กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องสูง เช่น กองทุนพันธบัตรระยะสั้น กองทุนรวมตลาดเงิน ฯลฯ โดยเลือกจากกองทุนรวมที่มีนโยบายรักษาเงินต้น ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ หรือเลือกกองทุนรวมที่มีเงินปันผล ซึ่งคุณจะได้รับทั้งเงินออมและมีเงินปันผลไว้ใช้จ่าย ส่วนอีกหนึ่งผลประโยชน์จากกองทุนรวม คือ กำไรที่ได้จากการขายกองทุนไม่ต้องเสียภาษี ยกเว้นเงินปันผลที่ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย ถือเป็นรูปแบบการออมที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนมาก ๆ
- ออมด้วยหุ้นกู้บริษัทเอกชน หุ้นกู้เป็นรูปแบบหนึ่งของตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน เป็นการลงทุนด้วยการให้บริษัทเอกชนกู้ยืมเงินในระยะยาว และผู้ให้กู้จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยกู้ยืมตามจำนวนหุ้นกู้ที่ระบุไว้ในสัญญา สามารถซื้อขายผ่านตัวแทนของบริษัทได้
- ออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยกู้ยืมตามที่พันธบัตรรัฐบาลระบุไว้ คล้ายกับหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน เพียงแต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า
- ออมผ่านประกันเงินออม (ประกันชีวิต) ถือเป็นการฝากเงินในระยะยาว และคุณสามารถนำค่าเบี้ยประกันไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนการออมเงินระยะยาวและได้รับผลตอบแทนก้อนโต
“การลงทุน” ย่อมมีความเสี่ยงตามมา ก่อนลงทุนจึงต้องวางแผนการเงิน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อให้การลงทุนตอบโจทย์เป้าหมายที่วางไว้ และเกิดประโยชน์สูงสุด






























