Home Work & Living Living ไทยพร้อมหรือยัง “ถอดหน้ากากในที่โล่ง” ถ้าระบาดเพิ่มใครรับผิดชอบ

ไทยพร้อมหรือยัง “ถอดหน้ากากในที่โล่ง” ถ้าระบาดเพิ่มใครรับผิดชอบ

คนไทยได้เตรียมตัวเฮกันได้ไม่นาน หลังมีประเด็น “ถอดหน้ากากอนามัย” ซึ่งทาง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ที่จะถึงนี้ โดยทาง สธ. ระบุว่าเตรียมนำร่อง 31 จังหวัด ให้ผ่อนคลายสามารถถอด “หน้ากากอนามัย” ได้ แต่ฝันนั้นก็ต้องมาดับลงเมื่อโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาเปิดเผยว่า นายกฯ สั่งย้ำในที่ประชุมว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายถอดหน้ากากอนามัย ประเทศไทยยังต้องให้ความสำคัญและจำเป็นต้องใส่ 

พร้อมสั่งการแจ้งเตือนไปยังประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญในการสวมหน้ากากอนามัย ว่ายังเป็นพฤติกรรมด้านสาธารณสุขที่ยังมีความสำคัญและจำเป็นอยู่ ยืนยันว่าขณะนี้รัฐบาลไม่มีนโยบายการถอดหน้ากากอนามัย

หลายคนคุ้นชินกับการสวมหน้ากากก่อนออกจากบ้านไปแล้ว ถ้าไม่ใส่จะรู้สึกขาดอะไรไปสักอย่าง แต่บางคนก็รู้สึกอึดอัด อยากถอดหน้ากากออก โดยเฉพาะช่วงนี้ที่อากาศร้อนอบอ้าว หลังยอดผู้ติดเชื้อระลอกโอมิครอนลดลง หลายประเทศในฝั่งเอเชียเริ่มผ่อนคลายมาตรการ หนึ่งในนั้นคือการยกเลิกบังคับสวมหน้ากากภายนอกอาคาร ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ กัมพูชา มาเลเซีย และล่าสุดคือเกาหลีใต้

เราสวมหน้ากากอนามัยเพื่ออะไร

อย่างที่เรารู้ดีว่าโควิดแพร่ระบาดผ่านทางละอองสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ หน้ากากช่วยป้องกันไม่ให้เราสูดหายใจเอาละอองสารคัดหลั่งเหล่านี้เข้าไป ในกรณีผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อก่อนเริ่มมีอาการ 1-2 วัน ดังนั้น ถึงแม้ไม่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ก็ควรสวมหน้ากากเพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

มาตรการผ่อนคลายในต่างประเทศ

ประเทศฝั่งตะวันตกเริ่มถอดหน้ากากมาสักระยะหนึ่งแล้ว อย่างที่เราทราบกันดี สหราชอาณาจักรยกเลิกบังคับสวมหน้ากากตามกฎหมาย แต่ยังแนะนำให้สวมหน้ากากในสถานที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เมื่อปลายกุมภาพันธ์ 2022 สหรัฐอเมริกาแนะนำประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่ำ ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากาก และอีกหลายประเทศในฝั่งเอเชียเช่น สิงคโปร์ กัมพูชา มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ก็มีประกาศยกเลิกการสวมหน้ากากเช่นกัน

การยกเลิกบังคับการสวมหน้ากากพื้นที่โล่งในหลายประเทศ แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่โล่งหรือภายนอกอาคารนั้นเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้ว หากติดเชื้อก็จะไม่มีอาการรุนแรง การสวมหน้ากากเมื่ออยู่ภายนอกอาคาร เช่น ทางเท้า หรือสวนสาธารณะ ก็อาจไม่จำเป็น

ไทยพร้อมหรือยัง “ถอดหน้ากากในที่โล่ง”

หลังจากที่หลายประเทศเริ่มถอดหน้ากากได้ ส่งผลให้ประเทศไทยอยากเริ่มสัมผัสบรรยากาศเช่นนั้นบ้าง โดยหลังจากที่ได้มีประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น หรือโรคทั่วไปที่คล้ายไข้หวัดธรรมดาไปแล้วนั้น เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้คนไทยมากเลยทีเดียว เพราะหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุด แบบที่เราไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ จนทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มสูงกว่าเดิม หากเป็นเช่นนี้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

คนไทยพร้อมรับมือและกล้าถอดหน้ากากอนามัยจริงหรือ ก็คงมีคำถามมากมายเกิดขึ้นมา หากเราย้อนสังเกตพฤติกรรมการสวมหน้ากากของคนไทยที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เราประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 รุนแรงทำให้คนไทยหลายคนตระหนักถึงปัญหาสุขภาพมากขึ้น การสวมใส่หน้ากากโดยธรรมชาติของคนไทยที่เรียกว่าเป็นข้อดีที่ทำให้ยอดการติดเชื้อของเราไม่สูงเทียบเท่ากับประเทศอื่น ประชาชนมีความรอบคอบและระมัดระวังตัวเองเป็นอย่างมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ตราบใดที่ยอดการติดเชื้อในประเทศยังไม่เป็นศูนย์ ก็หมายความว่าโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอ คนติดแล้วก็สามารถติดซ้ำได้เรื่อย ๆ แม้หน้ากากอนามัยจะไม่สามารถปกป้องตัวเราจากเชื้อไวรัส เชื้อโรค หรือฝุ่นละอองได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การสวมหน้ากากอนามัยจะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัสได้ ช่วยป้องกันตัวคุณจากอณูสารคัดหลั่งเล็ก ๆ นี้ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์

ถ้าการระบาดโควิดเพิ่มขึ้นจะทำอย่างไร?

ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังเห็นในทุกวันถึงแม้ว่าวันนี้ยอดผู้ติดเชื้อจะลดลงบ้างแล้วก็ตาม อาจจะสร้าง “ความเชื่อมั่น” แต่ “ไม่เชื่อใจ” ว่าหากมีการระบาดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ในแบบที่เราเคยประสบปัญหามา การรักษาที่ล่าช้า เตียงไม่พอต่อผู้ป่วยจำนวนมาก การรักษาที่ไม่ทั่วถึง ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ยากจะจัดการและแก้ไขได้ เพราะมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาจากภาครัฐ

ประชาชนผู้ติดเชื้อนอกระบบ ต้องกักตัวและดูแลตัวเอง กินยาตามอาการเท่าที่ตัวเองจะสามารถหามาได้ ได้รับการรักษาจากหน่วยงานอาสาอีกเป็นจำนวนมาก นี่คือภาพสะท้อนที่ทำให้เราเห็นเพราะหากประเทศไทยมีการจัดการที่ดีเราคงไม่เห็นยอดผู้เสียชีวิตรายวันแบบนี้ แต่การที่มีแนวทางการถอดหน้ากากอนามัยได้ อาจเป็นสัญญาณที่ดีเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังที่มนุษยชาติจะสามารถเอาชนะเชื้อไวรัสนี้ได้ หลังจากต้องก่อสงครามโรคระบาดกันมาเกือบ 3 ปี ต่อไปนี้อาจถึงคราวที่มนุษย์จะถูกปลดแอกแล้วก็ได้

“โควิด-19” เชื้อมันยังไม่ไปไหน “ติดเชื้อ” ไม่ได้จบที่หาย แต่ติดแล้วป่วยได้ ตายได้ ที่สำคัญคือเกิดภาวะผิดปกติระยะยาว Long COVID ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต สมรรถนะการใช้ชีวิตและการทำงาน รวมถึงเป็นภาระค่าใช้จ่ายทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และประเทศ ดังนั้นการไม่ติดเชื้อย่อมดีที่สุด ยังไม่ใช่เวลาที่จะถอดหน้ากาก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ควรป้องกันตัวให้เป็นกิจวัตร

เราก็ได้แต่หวังว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดนั้นจะลดลงและกลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุด เพื่อที่เราจะได้กลับมาใช้ชีวิตกันได้อย่างปกติเหมือนประเทศอื่น ๆ ที่ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นจนกลับมาใช้ชีวิตกันได้อย่างไม่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอีกต่อไป ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยัง?