ท่ามกลางกระแสสตรีมมิ่งที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน มีรายงานข่าวชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจเมื่อช่วงหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมาค่ะ อาจไม่ใช่ข่าวใหญ่ที่จะเรียกกระแสในบ้านเราได้ แต่สำหรับคนที่ทำงานในสายมีเดียอย่างผู้เขียนต้องหยุดอ่านเสียหน่อย เพราะข่าวที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะทำให้คนที่กำลังอยู่ในสงครามสตรีมมิ่งต้องหันกลับมาสำรวจตัวเองกันเสียหน่อย
รายงานข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องของ แอปพลิเคชัน CNN+ อันเป็นแอปฯ สตรีมมิ่งของสื่อสารมวลชนเจ้ายักษ์ของสหรัฐอเมริกา ที่คนรู้จักกันไปทั่วโลก พาดหัวข่าวของเดลี่เมล อ่านแล้วก็ให้ตกใจค่ะ เพราะมาตัวเป้งเลยว่า CNN+ เผชิญกับความเสี่ยงหลัง ปล่อยบริการสตรีมมิ่งอย่างเป็นทางการแล้วได้ยอดสมาชิกแค่ 10,000 ราย ซึ่งสวนกับเป้าสมาชิกที่ตั้งไว้ 2 ล้านรายในปีแรก
ทั้งนี้ CNN+ เพิ่งปล่อยแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยตลอดสองสัปดาห์ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการนั้น มีผู้สมัครสมาชิกที่ต้องเสียค่าสมาชิกรายปีเพียงแค่ 10,000 ราย และด้วยตัวเลขดังกล่าวทำให้ทางยานแม่ CNN ที่แอตแลนตา ต้องตัดงบประมาณสำหรับการพัฒนา CNN+ จากเดิมที่ตั้งไว้ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามแผนสี่ปี
จากยอดสมาชิกดังกล่าวที่มีแต่จะแผ่วลง ทำให้จำนวนสมาชิกที่ตั้งเป้าไว้ 2 ล้านแรกในปีแรกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้ค่าสมาชิกแบบรายเดือนของ CNN+ นั้นอยู่ที่ 5.99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 190 บาทต่อเดือน ต่อปีอยู่ที่ 59.99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,919 บาทต่อปี ซึ่งในอนาคตอันใกล้นั้น CNN+ กำลังจะรวมคอนเทนต์กับทาง Discovery ซึ่งฝ่ายบริหารของ CNN ก็ได้แต่หวังว่าจะมียอดสมาชิกเพิ่มขึ้น
เป็นข่าวที่อ่านแล้วก็ทำให้เกิดความรู้สึก เอ๊ะ! เพราะ CNN+ ถ้าเอาตามแบรนด์แล้วแข็งแรงมาก เป้าเดิมที่ตั้งไว้ให้มีคนสมัครสมาชิก 10,000 รายต่อวัน กลายมาเป็นสองสัปดาห์ได้แค่ 10,000 ราย แถมราคาสมาชิกก็ไม่ได้แพงมากน่าจะทำให้ผู้บริหาร CNN กุมขมับไม่ใช่น้อย
เอาเข้าจริงโลกปัจจุบันที่มีวิถีในการรับสื่อ รับฟังข่าวสาร หรือความบันเทิงที่เปลี่ยนมาเป็นการรับชมผ่านระบบสตรีมมิ่ง ซึ่งแบบที่คนทั้งโลกคุ้นเคยมากที่สุดน่าจะเป็นยูทูบ และทุกวันนี้ทำให้ยูทูบเบอร์กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากกว่าดารานักแสดงไปแล้ว หากแต่การดูยูทูบที่มีจำนวนทราฟิกมหาศาลต่อวันนั้นเป็นการชมฟรี และต้องทำโฆษณาเข้าไปสอดแทรก ยูทูบแบบพรีเมียมเองก็ยังได้ยอดสมาชิกไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
เมื่อหันกลับมาดู CNN+ เชื่อว่า คอนเทนต์ที่เป็นเรือธงคงหนีไม่พ้นเรื่องข่าวหรือสารคดีเชิงข่าว รวมไปถึงบทวิเคราะห์จากแหล่งข่าวเจ๋ง ๆ ที่ CNN ยานแม่ มีคอนเนกชันมากมาย แต่พอถึงจุดที่ต้องจ่ายเงินค่าสมาชิก ผู้คนกลับลังเล เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะกดสมัครสมาชิก พวกเขาจะรู้สึกว่า “สมัครสตรีมมิ่งข่าว เอาเข้าจริงหาดูจากที่ไหนในอินเทอร์เน็ตก็ได้” หรือถ้าเป็นสารคดีเชิงข่าวหรือบทวิเคราะห์ ความรู้สึกของขาประจำที่ไม่สมัครสมาชิกน่าจะมาในแนว “เดี๋ยวรอดูแบบไม่เสียเงินตามเว็บไซต์แล้วมีโฆษณาคั่นก็ได้”
นี่ล่ะค่ะเป็นกันเสียอย่างนี้ เอาเข้าจริงแล้วสมัครแอปฯ สตรีมมิ่งของสำนักข่าวเจ้าใหญ่ ราคาก็ไม่ได้แรงไปกว่าในอดีตที่แต่ละบ้านรับหนังสือพิมพ์ หรือเป็นสมาชิกเคเบิลทีวี หากแต่ความรู้สึกของผู้คนในปัจจุบันกลายเป็นว่า “มีมหาสมุทรของข่าวสารให้แหวกว่ายอยู่เป็นจำนวนมาก” และมีอีกหลายคนก็เชื่อยูทูบเบอร์ ที่เอาข่าวมาสรุปแบบผิด ๆ ถูก ๆ มากกว่าจะเชื่อนักวิชาการหรือการรายงานข่าวจากสำนักข่าวหลัก
อาจจะมีผู้รับข่าวสารบางกลุ่มที่ยังต้องการข่าว “ที่มีความน่าเชื่อถือ” และบทวิเคราะห์ที่มาจากหลักการที่ไม่ใช่การคาดเดาอยู่อีกจำนวนหนึ่ง แต่คนจำนวนนี้อาจเป็นเค้กที่ชิ้นไม่ใหญ่พอจะแบ่งกันได้หลายเจ้าเหมือนกับสตรีมมิ่งสายภาพยนตร์และซีรีส์ ซึ่งทำให้คนทำแอปฯ สตรีมิ่งของสถานีข่าวคงต้องหาคอนเทนต์เรือธงที่ทำให้ผู้คนอยากติดตาม เพราะเอาเข้าจริงแล้ว สารคดีเชิงข่าวที่เป็นซีรีส์ยังเป็นสิ่งที่เรียกความสนใจจากผู้ชมได้เสมอ (ถ้าคุณเลือกเรื่องที่จะทำให้เข้ากับกระแสของยุคสมัย)
เอาเป็นว่าหยิบยกเอากรณีของ CNN+ ขึ้นมา ก็หวังว่าจะช่วยเสริมข้อมูลให้กับสตรีมมิ่งทุกเจ้าในเมืองไทยนะคะ เพราะเอาเข้าจริง พอเห็นข่าวนี้แล้วให้ “หัวจะปวด” เพราะวงการมีเดียทุกวันนี้ต้องปรับตัวกันแบบรายวันเลยทีเดียว
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























