Home Inspiration My Dear มีเดีย ของดีราคาถูกไม่เคยมีอยู่บนโลกใบนี้

ของดีราคาถูกไม่เคยมีอยู่บนโลกใบนี้

สองสามวันก่อนที่จะลงมือเขียนคอลัมน์นี้ ได้เห็นข้อความบนหน้าไทม์ไลน์ที่ทำให้สะดุดใจอยู่สองข้อความ ข้อความแรกระบุประมาณว่า “มีรุ่นพี่ทำธุรกิจแล้วใช้วิธีเอาราคาถูกเข้าว่า มีคนที่หวังดีเตือนว่าจะไม่รอดเอา เพราะถึงจะตัดราคาคนอื่นได้ แต่สุดท้ายแล้วงานไม่ได้มาตรฐานต้องแก้ไขใหม่อยู่ดี”

ส่วนอีกข้อความไม่ได้พูดถึงราคา แต่หากพูดถึงการจ้างงานระบุประมาณว่า “ลูกค้าบางทีชอบไปใช้งานราคาถูก สุดท้ายก็ต้องเอากลับมาให้แก้ไข สรุปแล้วจ่ายแพงกว่าราคาที่เราเสนอไปตอนแรกเสียอีก”

ทั้งสองข้อความพูดถึงเรื่องราคาและเป็นเรื่องของ “ราคาถูก” ทั้งคู่เลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเศรษฐกิจหรือสันดานคนที่ชอบเอาเปรียบต่างคิดบนพื้นฐานเดียวกันว่า ราคาถูกประหยัดงบ แต่ไม่ได้สนใจผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้น ในแวดวงโปรดักชั่น การทำสื่อก็หนีไม่พ้นเหมือนกันค่ะ มีน้อง ๆ ที่สนิทกันมาเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ว่า เดี๋ยวนี้มีเด็กรุ่นใหม่ทำราคาตัดกันน่าดู เป็นราคาที่ “พี่โอ๋” เห็นแล้วต้องตกใจ เพราะมันตัดจนขนาดที่หลายคนสงสัยว่ามันจะทำกันไปได้ยังไง

ในฐานะที่ทำงานเบื้องหลังมานาน พอจะทราบราคาอยู่บ้าง บางครั้งก็เกิดคำถามว่ากับคนที่ทำราคาถูกว่า จะเอาที่ไหนเหลือเป็นกำไร แล้วจะอยู่รอดต่อไปอย่างไรในอนาคต เพราะธุรกิจที่ทำแล้วยอมตัดราคาคนอื่นเพื่อให้ได้งานเยอะ ๆ หรือให้ได้ยอดขายนั้นส่วนใหญ่แล้วขาดทุน ไม่ได้ขาดทุนด้วยตัวเลข แต่ก็เป็นขาดทุนที่แรงคนทำ ที่เราจะเรียกกันว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย”

หรือเจ้าใหญ่บางรายที่นิสัยไม่น่ารัก ใช้วิธีการหลอกล่อว่าจะมีงานให้อีก แต่ของานนี้ราคาถูก แน่นอนว่ามีคนทำให้เพราะอยากได้งานจากเจ้าใหญ่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็นั่นแหละ คุณก็จะถูกกดราคาอยู่ร่ำไป ตรรกะง่าย ๆ ถ้าครั้งนี้ด้วยงบประมาณเท่านี้คุณทำได้ ครั้งต่อไปก็ราคาเท่านี้แหละ

ที่เล่ามานี้เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น เพราะเรื่องจริงเกี่ยวกับการต่อรองราคาไม่ว่าจะแวดวงไหนล้วนเจ็บปวด อย่างผู้เขียนเองที่เคยถูกคนในแวดวงบางคนพูดถึงว่า “บริษัทฯ นี้ราคาเขาสูง” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ราคาที่ให้นั้นสมราคาเพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพ ไม่ต้องกลับมาแก้ไขใหม่ เหนืออื่นใดถ้าทำงานแล้วไม่ได้กำไร อนาคตของบริษัทจะอยู่กันอย่างไร

เรื่องราวของของดีสมราคานั้นทำให้ผู้เขียนในฐานะลูกแม่ค้าคนหนึ่งนึกถึงเหตุการณ์ที่ร้านของแม่ เมื่อครั้งมีแม่บ้านคนหนึ่งมาขอฝากขนมขาย เป็นขนมโมจิ แบบนครสวรรค์ จำได้ว่าแม่บ้านท่านนั้นเดินเข้ามาขอฝากขนมขายกับแม่ด้วยท่าทีเขินอาย ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเธอไม่เคยค้าขายมาก่อน และความที่แม่ชอบช่วยคนอยู่แล้วก็ยินดีให้วางขายได้ โดยไม่คิดเงินและยังช่วยเชียร์ขนมโมจิของแม่บ้านท่านนั้นกับลูกค้าที่ร้าน

แน่นอนว่าขนมแบบโฮมเมดย่อมอร่อยกว่าขนมจากโรงงาน แม้ราคาจะสูงไปนิดแต่คุณภาพก็สมราคา (ที่ผู้เขียนกล้าการันตี เพราะได้กินตั้งแต่วันแรกที่คุณแม่บ้านมาวางเลยทีเดียว) ขนมโมจิ ขายดีและหมดในเวลาอันรวดเร็ว แม่เลยบอกคุณแม่บ้านท่านนั้นให้ลองเพิ่มจำนวน แต่กำชับให้รักษาคุณภาพให้เท่าเดิม แน่นอนว่าในระยะเวลาไม่นานขนมโมจิ ของคุณแม่บ้านท่านนั้นขายได้หมดทุกครั้ง

แต่พอผ่านไปได้ประมาณสามสี่เดือน ปรากฏว่าคุณภาพขนมไม่เท่าเดิม ขนาดเริ่มเล็กลง แม่ของผู้เขียนได้บอกกับคุณแม่บ้านผู้ทำขนม แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ใส่ใจ แม้ว่าระยะหลังจะมีขนมเหลือให้เก็บกลับก็ตาม จนสุดท้ายเมื่อเธอมาบอกแม่ว่าจะปรับราคาขนม แม่จึงบอกกับแม่บ้านท่านนั้นไปว่าถ้าต้องขายในราคาสูงขึ้นและคุณภาพขนมก็ไม่เท่าเดิม คงให้ฝากวางไม่ได้อีกแล้ว

เรื่องในครั้งนั้น เป็นการสอนแบบทางอ้อมของแม่ที่เป็นแม่ค้า ได้ทำให้ผู้เขียนเห็นว่าถ้าเราทำของดีสมราคาใคร ๆ ก็อยากได้สินค้าหรือบริการจากเรา แต่ถ้าเราสักแต่ทำและเอาแต่ราคาถูกเข้าว่า นอกจากลูกค้าจะไม่กลับมาหาเราแล้ว ลูกค้าใหม่ก็จะไม่มีตามไปด้วย เพราะคุณภาพของสินค้าหรือบริการมันไม่ได้

เมื่อทำการค้าหรือประกอบธุรกิจ ขอให้อยู่บนโลกของความเป็นจริง อย่าดูถูกอาชีพของตนเองด้วยวิธีการตั้งราคาให้ถูกเข้าไว้เพื่อให้ได้งานหรือให้ขายสินค้าหรือบริการ เพราะถึงคุณจะได้งานหรือขายได้จริง แต่คุณก็จะอยู่ได้ไม่นานเช่นกัน ลองพิจารณากันดูนะคะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ