ผมนั่งดูเกมการถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาอย่างสนุกสนานและตื่นเต้น ก็คงเช่นเดียวกับแฟน ๆ ทุกคนซึ่งเฝ้าหน้าจอรอชมบิ๊กแมตช์แห่งวงการลูกหนังเมืองผู้ดีใน ค.ศ. นี้ อย่างไม่ผิดหวัง
เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม “หงส์แดง” ตัดสินใจเลือกจอมเก๋าอย่าง เจมส์ มิลเนอร์ วัย 35 ไปยืนแบ็กขวา แล้วให้เด็กสร้างอย่าง เคอร์ติส โจนส์ ลงมายืนมิดฟิลด์ ซึ่งก็ถือว่าเขาโชว์ผลงานในเกมใหญ่ได้ดีพอตัว เป็นคนใส่พานให้ โม ซาลาห์ กระชากหลบ 4 เข้าไปทำประตูสุดสวยด้วย
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเราต้องให้เครดิตคนที่ยืนประคองอยู่ข้าง ๆ อย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ด้วย ในวันที่ฟาบินโญ่ ไม่ได้พีค แถมมีเด็กวัยรุ่นลงมาเล่นแบบนี้ ถือเป็นเกมที่กัปตัน เฮนโด้ ต้องรับภาระหนักจริง ๆ
คิดไปคิดมาแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ในการที่ยอดกัปตันผู้นี้สามารถยืนยงคงกระพันอยู่ในทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล มายาวนานกว่า 10 ปี นับจากวันที่ “คิง เคนนี่” ซื้อตัวเขามาจาก ซันเดอร์แลนด์ ด้วยราคา 16 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2011 ด้วยวัยเพียงแค่ 21
ณ เวลานั้นมีแต่คนวิพากษ์วิจารณ์ว่านักเตะที่วิ่งกระโดกกระเดกแบบนี้ แถมรูปร่างก็ผอมบาง ไม่น่าจะแจ้งเกิดในถิ่นแอนฟิลด์ได้ แม้ก่อนหน้านั้น เขาจะเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชนมาแล้วก็ตาม แต่สุดท้าย เคนนี่ ดัลกลิช มองไม่ผิด
ไม่น่าเชื่อว่าจนถึงเวลานี้เขายังยืนหยัดเป็นหัวใจสำคัญในทีม แถมสวมปลอกแขนเป็นผู้นำทั้งในและนอกสนาม คอยดูแลทุกข์สุขให้รุ่นน้องและเพื่อนร่วมทีมทุกคนด้วยความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนัง จน คล็อปป์ เจ้านายต้องออกมาเตือนว่า ให้มีเวลาส่วนตัวและผ่อนคลายจากเรื่องของลูกหนังใบกลม ๆ นี้บ้าง จะได้ไม่เครียดมากจนเกินไป
ถึงตอนนี้ เฮนโด้ ซึ่งเริ่มสวมปลอกแขนให้หงส์ตั้งแต่ปี 2015 กลายเป็นกัปตันผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งสวมปลอกแขนให้ “หงส์แดง” มาแล้วกว่า 200 นัด ใกล้จะแซงสถิติของ ซามี่ ฮูเปีย อดีตปราการหลังในยุคของ เชราร์ อุลลิเย่ร์ ที่ทำหน้าที่นี้ 204 เกม
แน่นอนว่าเหนือไปกว่านั้นยังมีตำนานอย่าง อเล็กซ์ ไรส์เบ็ค (267), โดนัลด์ แม็คกินลี่ย์ (293), เอ็มลีน ฮิวจ์ส ยอดปราการหลังแห่งยุค 70 (335), รอน ยีตส์ (416) และที่สุดแห่งที่สุดก็คือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ซึ่งสวมปลอกแขนไปถึง 472 นัด
ด้วยวัย 31 ปีและต่อสัญญาใหม่กับสโมสรไปเรียบร้อย 4 ปี จนถึงสิ้นฤดูกาล 2024-2025
น่าจะทำให้เขาสามารถเพิ่มสถิติการสวมปลอกแขนไปได้อีกหลายปี ถ้าดูความฟิตของ มิลเนอร์ แล้ว เฮนโด้ ก็ไม่น่าจะผิดกันเท่าไหร่ ถ้าไม่โชคร้ายพบกับอาการบาดเจ็บหนัก ๆ เข้า
ตำแหน่งของเฮนเดอร์สัน ในปัจจุบันนั้นคือ มิดฟิลด์แบบบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ ทำงานหนักและวิ่งพล่านไปทั่ว แต่หากจำเป็นเขาก็สามารถกลับมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับในสไตล์หมายเลข “6” ซึ่ง ฟาบินโญ่ ยืนอยู่ได้เช่นเดียวกัน หากอายุมากขึ้น
ด้วยความสำเร็จที่เขาเคยคว้ามาได้ตลอดทศวรรษกับ ลิเวอร์พูล นั่นคือ ถ้วยลีกคัพเมื่อปี 2012, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019, ถ้วยซูเปอร์คัพ และสโมสรโลกปี 2019 รวมทั้งพรีเมียร์ลีก 2020 ผมมองว่าสมควรที่ทุกคนจะต้องยกย่องยอดนักเตะผู้นี้ ให้สมกับความทุ่มเทแบบปิดทองหลังพระมาโดยตลอดอาชีพการค้าแข้งของเขาในถิ่นแอนฟิลด์.






























