หากได้ติดตามข่าวสารเรื่องความคืบหน้าการฉีดวัคซีนให้กับคนไทยอย่างใกล้ชิด จะพบว่าช่วงเวลาการได้รับวัคซีนที่สั่งซื้อจากต่างประเทศนั้นไม่ค่อยแน่นอน มีการประกาศเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง ทั้งยังมีข่าวจากต่างประเทศที่เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของคนที่ฉีดวัคซีนไปแล้วอยู่เป็นระยะ ทำให้หลายคนยังหวั่นใจว่าท้ายที่สุดแล้ว ความคืบหน้าเรื่องวัคซีนในไทยจะเป็นอย่างไร
แต่ล่าสุดก็มีข่าวที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังสำหรับคนไทย โดยเป็นวัคซีนสัญชาติไทยที่ผลิตใช้เองโดยองค์การเภสัชกรรม ขณะนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมากแล้ว
วัคซีนสัญชาติไทยนี้ ผลิตขึ้นโดยองค์การเภสัชกรรม (GPO) ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรต่างประเทศ ได้แก่ ทีมวิจัยของสถาบัน PATH สหรัฐอเมริกา โดยความคืบหน้าของวัคซีนตัวนี้ เตรียมที่จะศึกษาวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ระยะที่ 1 ซึ่งจะเริ่มในเดือนมีนาคมที่จะถึง หลังจากที่ผ่านการทดสอบในสัตว์ทดลองแล้ว ผลพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี และมีความปลอดภัย
ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับอาสาสมัครจำนวน 210 คน เพื่อการทดสอบทั้ง 3 ระยะ ซึ่งถ้าหากวัคซีนโดยองค์การเภสัชกรรมประสบผลสำเร็จในการศึกษาวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ทั้ง 3 ระยะ ได้ผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค COVID-19 ได้ จะทำให้ประเทศไทยมีวัคซีนสัญชาติไทยไว้ใช้เอง

วัคซีนที่องค์การเภสัชกรรมกำลังศึกษาวิจัยอยู่นี้ ใช้เทคโนโลยีไข่ไก่ฟักในการผลิต ชนิดเชื้อตาย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยโรงงานขององค์การเภสัชกรรมที่จังหวัดสระบุรี มีเทคโนโลยีไข่ไก่ฟักที่ใช้ผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว จึงพร้อมปรับใช้ผลิตวัคซีนป้องกัน COVID-19 ได้ทันที
หากเป็นไปตามที่คาด ในปี พ.ศ.2565 องค์การเภสัชกรรมจะสามารถเริ่มการยื่นขอรับทะเบียนตำรับกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คู่ขนานไปกับการศึกษาวิจัยในระยะที่ 3 และจะสามารถผลิตวัคซีนเพื่อใช้ในประเทศได้ภายหลังการได้รับทะเบียนตำรับ เดินหน้าผลิตวัคซีนในระดับอุตสาหกรรมโรงงาน โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 25-30 ล้านโดสต่อปี นี่จะเป็นโรงงานสำหรับผลิตวัคซีน COVID-19 แห่งที่ 2 ต่อจากสยามไบโอไซเอนซ์
ผลิตด้วยเทคโนโลยีเดียวกันกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่
เรื่องความปลอดภัยและผลของวัคซีนนั้น ด้วยมีเทคโนโลยีการผลิตแบบเดียวกันกับการผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ องค์การอนามัยโลก เคยมีรายงานว่าปริมาณวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ทั่วโลกในปี 2019 นั้น มีจำนวนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นวัคซีนที่ผลิตโดยเทคโนโลยีการใช้ไข่ไก่ฟัก
ทำให้วัคซีนที่ได้จะมีความปลอดภัยสูง มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพที่ดีเช่นเดียวกับการผลิตด้วยเทคโนโลยีอื่น เป็นไปตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก รวมทั้งต้นทุนการผลิตต่ำ เพิ่มการเข้าถึงวัคซีนของประชาชนในประเทศรายได้ปานกลางถึงรายได้ต่ำ และมีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อนมาก สามารถผลิตได้ปริมาณมากในระยะเวลาสั้น

กระบวนการผลิตคร่าว ๆ เริ่มต้นจากทางทีมวิจัยของสถาบัน PATH ได้ส่งหัวเชื้อไวรัสตั้งต้นที่พัฒนาโดยโรงเรียนแพทย์ที่ Mount Sinai ในนิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยเท็กซัส มาให้องค์การเภสัชกรรม เพื่อใช้ในการผลิตวัคซีน หัวเชื้อไวรัสตั้งต้นดังกล่าวเกิดจากการตัดแต่งพันธุกรรมไวรัสนิวคาสเซิล มีโปรตีนส่วนหนามของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 อยู่ที่ผิว ซึ่งไวรัสที่ตัดแต่งพันธุกรรมนี้ไม่ก่อให้เกิดโรค และสามารถเพิ่มจำนวนได้ในไข่ไก่ฟักเหมือนกันกับไวรัสไข้หวัดใหญ่
หลังจากนั้นองค์การเภสัชกรรมได้ส่งวัคซีนไปทดสอบความเป็นพิษในหนูแรท ที่ประเทศอินเดีย พบว่าวัคซีนมีความปลอดภัย จากนั้นได้ทดสอบประสิทธิภาพในหนูแฮมสเตอร์ ที่สหรัฐอเมริกา ผลเบื้องต้นพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามของไวรัสโคโรนาได้ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ และการทดสอบทางคลินิกในมนุษย์
คนไทยจึงมั่นใจได้ว่าวัคซีนขององค์การเภสัชกรรมมีความปลอดภัย ด้วยเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาและใช้ในการผลิตวัคซีนมาอย่างยาวนาน มีบทความทางวิชาการที่ยืนยันถึงความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และคุณภาพของวัคซีนที่ได้ ผลิตได้ปริมาณมากในระยะเวลาสั้น ต้นทุนต่ำ และง่ายต่อการเก็บรักษาและการขนส่ง
ความคืบหน้าวัคซีนจากต่างประเทศ
ส่วนความคืบหน้าของวัคซีนที่ไทยสั่งซื้อจากต่างประเทศนั้น ขณะนี้ไทยได้มีการสั่งซื้อแล้วรวม 63 ล้านโดส โดยจะได้รับวัคซีนลอตแรกจากซิโนแวค ประเทศจีน ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จำนวน 2 แสนโดส ในเดือนมีนาคม 8 แสนโดส และในเดือนเมษายนอีก 1 ล้านโดส โดย ณ เวลานี้ องค์การเภสัชกรรมเตรียมยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนวัคซีนต้าน COVID-19 จากซิโนแวคในกรณีฉุกเฉิน กับคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว
หลังจากนั้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม จะเป็นวัคซีนจากแอสตราเซเนกา จำนวน 26 ล้านโดส และที่จองเพิ่มอีก 35 ล้านโดส ตามลำดับ
ดังนั้น คาดว่าคนไทยจะได้รับวัคซีนเข็มแรกอย่างเร็วที่สุดคือปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ถึงต้นเดือนมีนาคม มีแผนจะดำเนินการในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดก่อน ให้กับคน 5 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มที่ 1 บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน
- กลุ่มที่ 2 ประชาชนที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งที่อยู่ในระหว่างเคมีบำบัด รังสีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด โรคเบาหวาน โรคอ้วน น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
- กลุ่มที่ 3 ประชาชนที่มีอายุ 60 ขึ้นไป
- กลุ่มที่ 4 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค COVID-19 ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย
- กลุ่มที่ 5 ประชาชนทั่วไปและแรงงานในพื้นที่ระบาดของ COVID-19
ข้อมูลจาก องค์การเภสัชกรรม






























