Home Trending Story Trend ในประเทศ ตัวอย่างการรับมือ “COVID-19” ระลอก 2 จากต่างประเทศ

ตัวอย่างการรับมือ “COVID-19” ระลอก 2 จากต่างประเทศ

ภาพจาก freepik.com

ขณะนี้ในหลายประเทศ สถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย และมีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะหลายประเทศในแถบเอเชียรวมถึงไทย ภาครัฐจึงค่อย ๆ ผ่อนปรนมาตรการป้องกันและควบคุมโรคลง เพื่อให้การดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ และเพื่อให้กิจการและเศรษฐกิจกลับมาเดินได้อีกครั้ง ส่วนทางฝั่งอเมริกาและยุโรป หลายประเทศสถานการณ์ยังถือว่ารุนแรง

เมื่อมีมาตรการผ่อนคลาย ความกังวลว่า COVID-19 จะกลับมาระบาดระลอก 2 ก็มีมากขึ้น และก็เป็นอย่างที่หลายคนกังวล หลายประเทศที่ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่ภายในประเทศมาหลายวัน กลับมียอดผู้ติดเชื้อใหม่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างประเทศที่เข้าสู่การระบาดระลอก 2 แล้วในช่วงที่ผ่านมา ก็คือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน

จะเห็นว่าทั้ง 3 ประเทศสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างไวในการระบาดรอบแรกแต่ก็กลับมาระบาดซ้ำ อย่างเกาหลีใต้ ซึ่งมีแผนยุทธศาสตร์ในการรับมือที่มีประสิทธิภาพ ทั้งระบบการตรวจเชื้อที่ทั่วถึง และสามารถตามรอยผู้ติดเชื้อได้ดี ก็ยังพบการระบาดครั้งใหม่ ที่ปักกิ่ง ประเทศจีนจากที่ปิดเมืองนานหลายเดือนจนไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่มาเกือบ 2 เดือนก็กลับมาระบาดซ้ำหลังลดระดับการควบคุมโรคไม่ถึง 1 สัปดาห์ ส่วนญี่ปุ่นที่คลายล็อกไปแล้วก็ต้องกลับมาล็อกดาวน์ใหม่เพราะ COVID-19 กลับมาระบาดซ้ำ

ปัจจัยเสี่ยงในการระบาดระลอก 2

การระบาดใหม่ในระลอก 2 มีปัจจัยหลายอย่างที่มีแนวโน้มจะทำให้การระบาดรอบ 2 รุนแรงกว่ารอบแรก เนื่องจาก

  • เชื้อยังไม่หมดไปจากโลก 100 เปอร์เซ็นต์ และยังทำนายแหล่งแพร่เชื้อแห่งใหม่ไม่ได้
  • ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าคนที่เคยเป็น COVID-19 และรักษาหายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันโรคได้นานเท่าไร
  • มีคนป่วยแต่ไม่แสดงอาการ และยังไม่ได้รับการตรวจเป็นจำนวนเท่าไร เพราะคนกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อได้
  • ไวรัสจะเปลี่ยนวิธีแพร่ระบาดหรือไม่หากมีการเปลี่ยนฤดูหรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป
  • วัคซีนที่ยังไม่พร้อมใช้งานจริง
  • ภาครัฐเตรียมมาตรการรับมือพร้อมแล้วหรือไม่
  • ที่น่ากังวลที่สุดก็คือ ถ้าไวรัสกลายพันธุ์ ความรุนแรงของโรคก็จะมากขึ้น

การรับมือการระบาดระลอก 2 ในต่างประเทศ

การระบาดระลอก 2 ที่จีนที่เพิ่งกลับมาระบาดเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจีนก็สั่งปิดตลาดที่เป็นแหล่งพบเชื้อและล็อกดาวน์บางพื้นที่ในละแวกนั้นทันที อย่างโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กบริเวณใกล้เคียงที่กำลังจะเปิดตามปกติก็ต้องเลื่อนวันเปิดออกไป ห้ามประชาชนเดินทางออกนอกเมือง และปูพรมตรวจเชื้อผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งแพร่เชื้อทันทีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็อยู่ระหว่างเฝ้าระวังและควบคุมสถานการณ์

ที่เกาหลีใต้ หลังจากไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่มาหลายสัปดาห์ก็มาพบแหล่กระจายเชื้อแห่งใหม่ที่สถานบันเทิงย่านอีแทนวอน หลังจากนั้นรัฐบาลก็สั่งปิดสถานบันเทิงทั่วกรุงโซล และรีบตามรอยผู้ที่เข้าข่ายเสี่ยงในทันที ซึ่งก็พบผู้ติดเชื้ออยู่ราว ๆ 300 ราย นอกจากนี้เกาหลีใต้ยังเปิดคลินิกกว่า 1,000 แห่ง มีการเตรียมพร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อรับมือการระบาดระลอกใหม่ และยังคงส่งเสริมมาตรการป้องกันโรคแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่รัฐบาลประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว กิจการต่าง ๆ โรงเรียนก็กลับมาเปิดได้ กลับต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและปิดเมืองกันอีกครั้ง เพราะพบการระบาดในระลอก 2 ส่วนสาเหตุของการกลับมาระบาดซ้ำ คาดว่ามาจากการที่รัฐบาลท้องถิ่นประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ด้วยการคลายมาตรการล็อกดาวน์เร็วเกินไป

ออสเตรเลีย หลังจากที่เริ่มคุมสถานการณ์ได้อย่างน่าพอใจเมื่อประมาณปลายเดือน พ.ค. กลับเริ่มพบผู้ป่วยใหม่ในประเทศรายแรกอีกครั้งในช่วงที่มีการชุมนุมประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวสี ในวันที่ 13 มิ.ย. พบผู้ติดเชื้อรายแรกซึ่งไม่เคยไปร่วมการชุมนุมประท้วง จึงคาดว่าเป็นการติดเชื้อภายในชุมชน แต่หลังจากนั้นก็พบผู้ร่วมชุมนุมติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ ทั้งที่สวมหน้ากากอนามัยระหว่างการชุมนุม สำนักข่าว ABC รายงานข่าวในวันที่ 17 มิ.ย. ว่ารัฐบาลออสเตรเลียมีแนวโน้มจะปิดพรมแดนประเทศต่อไปถึงปี 2564 โดยเชื่อว่าการปิดพรมแดนเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19

เยอรมนี ที่เพิ่งประกาศผ่อนคลายมาตรการและเปิดพรมแดนไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ กลับพบว่าคนงานของโรงงานฆ่าสัตว์ของบริษัท เทินนีส์ กรุ๊ป (Toennies Group) ในรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลินกว่า 650 คนติด COVID-19 ทางการท้องถิ่นจึงสั่งปิดโรงงาน โรงเรียนและศูนย์รับเลี้ยงเด็กชั่วคราวทันที และอยู่ระหว่างควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้ขยายวงไปกว้างนี้

อย่างไรก็ตาม หลายชาติต่างชื่นชมไต้หวัน ว่าแผนรับมือ COVID-19 ของไต้หวันนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เนื่องจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและรัฐบาลไต้หวันได้เตรียมการรับมือ COVID-19 มาตั้งแต่ปลายปี 2562 ในช่วงที่การแพร่ระบาดยังไม่เป็นวงกว้าง ด้วยประสบการณ์การระบาดของโรคซาร์สในอดีตเป็นบาดแผลลึกมาโดยตลอด ทำให้ไต้หวันตื่นตัวอยู่เสมอเกี่ยวกับมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค โดยเฉพาะการสั่งระงับการส่งออกหน้ากากอนามัยเพื่อสำรองใช้ในพื้นที่ ซึ่งเป็นที่แรกในโลกที่ใช้มาตรการนี้

นอกจากนี้ ในช่วงที่ในเอเชียกำลังระบาดรุนแรง ด้วยการตัดสินใจที่รวดเร็วและรอบคอบ ไต้หวันสั่งปิดพรมแดนทันทีและยังไม่เปิดพรมแดนมาจนถึงทุกวันนี้ แต่มีมาตรการผ่อนคลายให้กับคนในพื้นที่ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมการระบาดได้จริง ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนของไต้หวันก็ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเป็นอย่างดี จนกลายเป็นเหมือนวัฒนธรรมป้องกันโรคไปโดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไต้หวันก็ได้เตรียมพิจารณาผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางของชาวต่างชาติแล้ว โดยมีการประเมินความเสี่ยงประเทศและเขตเศรษฐกิจที่ไต้หวันจะรับข้ามพรมแดน เริ่ม 22 มิ.ย. นี้ โดยพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ปาเลา ฟิจิ บรูไน เวียดนาม มองโกเลีย ภูฏาน ไทย มาเก๊า และฮ่องกง ส่วนประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อปานกลาง ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งรัฐบาลไต้หวันก็ยังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินการณ์และตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเติมในอนาคต

จะเห็นได้ว่า การประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ และการตัดสินใจที่รวดเร็ว ยังเป็นมาตรการรับมือการระบาดของ COVID-19 ที่ได้ผลเป็นอย่างดี ทั้งการปิดสถานที่ ปิดเมือง จำกัดการเดินทางของคน ปูพรมตรวจเชื้อ การผ่อนคลายเป็นระยะเพื่อประเมินสถานการณ์ มาตรการและนโยบายด้านอนามัยและสาธารณสุข รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้และตื่นตัวอยู่เสมอ โดยเราต้องไม่ลืมว่าต่อให้ภาครัฐมีมาตรการที่ดีแค่ไหน แต่จะไม่มีทางสำเร็จได้ถ้าไม่มีคนปฏิบัติตาม

ในไทยเองก็ยังประมาทไม่ได้ เราควรถอดบทเรียนการระบาดระลอก 2 ของประเทศอื่น ๆ และนำแผนการรับมือการแพร่ระบาดที่มีประสิทธิภาพมาปรับใช้ เพราะจะดีที่สุด ถ้าไม่มีการระบาดระลอก 2 ในประเทศไทย ซึ่งเท่ากับว่าเราจะกลับมาใช้ชีวิตกันปกติสุขได้ในเร็ววัน