Home Trending Story Trend ในประเทศ กรณีศึกษา COVID-19 ระลอก 2 ในเอเชีย เกิดขึ้นได้อย่างไร?

กรณีศึกษา COVID-19 ระลอก 2 ในเอเชีย เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ภาพจาก Pixabay

ในช่วงที่หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพื่อให้การดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และให้กิจการและเศรษฐกิจกลับมาเดินได้อีกครั้ง ทำให้มีความกังวลถึงการระบาดในระลอก 2 จะเกิดขึ้น หลังจากพบว่าเมื่อผ่อนคลายมาตรการมาได้ช่วงหนึ่ง จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็ค่อย ๆ มีให้เห็น และในบางประเทศก็เพิ่มสูงอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่วัน

การระบาดในประเทศจีน

ที่ประเทศจีน เริ่มมีข่าวการระบาดระลอก 2 เป็นข่าวใหญ่ล่าสุด เกิดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจีน ภายในวันเดียว มีคนเกือบ 50 คนที่มีผลการคัดกรองเชื้อเป็นบวก ที่สำคัญเป็นแบบยังไม่แสดงอาการ

ปักกิ่งพบผู้ติดเชื้อรายแรกในวันที่ 11 มิ.ย. 63 หลังจากที่ปักกิ่งไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อภายในพื้นที่มานานกว่า 55 วัน และเพิ่งประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมและป้องกันโรคลดลงเหลือระดับ 3 ไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งบุคคลผู้นี้ไม่มีประวัติเดินทางไปนอกเมืองหรือติดต่อกับใครนอกกรุงปักกิ่งเลยในรอบ 14 วัน

จากนั้นจีนก็ทยอยพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ลามไปถึงพื้นที่นอกปักกิ่งด้วย ทำให้ขณะนี้มียอดผู้ป่วยรายใหม่แบบมีอาการในจีน (จีนจะไม่รายงานจำนวนผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการในรายการผู้ติดเชื้อ) ทั้งผู้ป่วยในประเทศและผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ (ยืนยันภายในเที่ยงคืนของวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา) อยู่ที่ 106 ราย ในระยะเวลาเพียง 5 วัน

สำหรับร่องรอยของเชื้อไวรัสนั้นสันนิษฐานว่าอาจมีที่มาจากเขียงหั่นปลาของร้านอาหารทะเล ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่ตลาด Xinfadi ที่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการระบาดครั้งใหม่ในปักกิ่ง

โดยปลาที่ว่าถูกระบุว่าเป็นปลาแซลมอนที่นำเข้ามาจากนอร์เวย์ ทำให้ร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าทยอยปลดปลาแซลมอนออกจากชั้นวาง รวมถึงงดเสิร์ฟและงดบริโภคอาหารดิบ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ส่วนทางรัฐบาลจีนเองก็ประกาศล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ของปักกิ่งบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่ตลาด Xinfadi และที่ตลาด Yuquandong เขตไห่เตี้ยน ซึ่งพบเชื้อในคนที่ทำงานในตลาดแห่งนั้น 1 ราย ตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ โดยเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับ 1 ในผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อที่ ตลาด Xinfadi

ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีจำนวนคนไม่ต่ำกว่า 10,000 คนที่มีความเกี่ยวข้องหรืออยู่ในบริเวณรอบ ๆ ตลาด Xinfadi ซึ่งหากพบผู้ที่ติดเชื้อเพียงแค่ 1 ใน 10 เชื้อก็แพร่ไปได้ไกลแล้ว อย่างไรก็ตาม พบผู้ติดเชื้อรายใหม่นอกพื้นที่ปักกิ่งในอย่างน้อย 3 มณฑล ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการระบาดในปักกิ่ง

เนื่องจากเป็นการพบผู้ติดเชื้อใหม่หลังจากที่ไม่มีรายงานมาเกือบ 2 เดือน นักวิจัยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของจีน จึงพยายามวิเคราะห์ตัวอย่างร่องรอยที่เก็บมาได้ โดยพบว่า “ลำดับยีนของ COVID-19 ที่พบในปักกิ่งช่วงนี้ เหมือนกับผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และเชื้อที่ระบาดในยุโรป”

การระบาดในประเทศญี่ปุ่น

ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่เมืองหลวงอย่างกรุงโตเกียว หลังจากที่สามารถคุมการระบาดมาได้ดีต่อเนื่องมากกว่า 1 เดือน แต่กลับพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันที่ 14 มิ.ย. 63 จำนวนถึง 47 คน ภายในเวลาเพียง 1 วัน ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดในรอบ 40 วัน

สิ่งที่น่าสนใจในการระบาดรอบนี้ในกรุงโตเกียวคือ ผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวน 18 คน (จาก 47 คน) มีความเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงย่ายชินจุกุ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับการระบาดใหม่ในช่วงที่ผ่านมาของเกาหลีใต้ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงย่านอีแทวอนของกรุงโซล

การระบาดในเกาหลีใต้

ส่วนการระบาดระลอกใหม่ในเกาหลีใต้ เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว (12 พ.ค. 63) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ ว่ามีความเชื่อมโยงสถานบันเทิงย่านอีแทวอนถึง 94 คน โดยผู้มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องมีไม่ต่ำกว่า 5,000 คน แม้จะมีการติดตามตัวให้เข้ารับการตรวจจากเจ้าหน้าที่ และรัฐบาลเกาหลีใต้ก็สั่งปิดสถานบันเทิงดังกล่าวไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะติดตามมาได้ครบทุกคน

สถานการณ์ภาพรวมในเกาหลีใต้ก็ยังมีตัวเลขในหลักสิบ จากรายงานของเกาหลีใต้ล่าสุด 17 มิ.ย. 63 เวลา 12.00 น. (ตามเวลาของเกาหลีใต้ ซึ่งเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ยืนยันแล้ว 43 ราย

ข้อสังเกตของการติดเชื้อรายใหม่ใน 3 ประเทศ

การระบาดระลอก 2 ทั้งในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน พบว่าศูนย์กลางการระบาดใหม่ล้วนเป็นแหล่งที่มีความแออัด ทั้งสถานบันเทิงและตลาดสด เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ระบาดเข้าขั้นวิกฤติในช่วงเดือน มี.ค. มาจากสนามมวยและสถานบันเทิง ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก

อีกสิ่งหนึ่งจะประมาทไม่ได้คือ การนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศ เพราะแม้ว่าสถานการณ์ของประเทศในแถบเอเชียจะเริ่มดีขึ้น แต่ในฝั่งอเมริกาและยุโรปยังเข้าขั้นวิกฤติ อีกทั้งขณะนี้เกือบทุกประเทศก็ยังไม่เปิดน่านฟ้าในเชิงพาณิชย์ จึงต้องระมัดระวังอย่างเข้มงวดหากมีการเปิดประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถดำเนินได้ต่อ ซึ่งก็คงจะเริ่มเปิดประเทศกันในอีกไม่ช้านี้

สำหรับในประเทศไทย ก็มีทั้งแพทย์และนักวิชาการหลายคนค่อนข้างมั่นใจว่า COVID-19 จะกลับมาระบาดรอบ 2 อย่างแน่นอน เนื่องจากมีมาตรการผ่อนปรนมาจนถึงระยะ 4 แล้ว และกลุ่มกิจการที่มีความเสี่ยงสูงก็กำลังจะเปิดในอีกไม่ช้า อีกทั้งวินัยในการป้องกันตนเองและการรับผิดชอบต่อส่วนรวมก็เริ่มหย่อนยาน จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะระบาดได้ในรอบ 2

ดังนั้น เราควรจะใช้บทเรียนจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน มาเป็นแนวทางป้องกันการระบาดระลอก 2 ในไทย แต่หากเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องพยายามให้การระบาดในรอบใหม่มีความรุนแรงน้อยที่สุด สิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องรอนโยบายใด ๆ คือการป้องกันตนเองให้ดีที่สุด และควรคำนึงไว้เสมอว่าเชื้อ COVID-19 ยังไม่หมดไป 100 เปอร์เซ็นต์ ทั่วโลกยังมีรายงานการติดเชื้ออยู่ในเกณฑ์สูง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตื่นตัวในการควบคุมและป้องกันโรคอยู่เสมอ โดยใช้บทเรียนจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน