
มีบทกวีบทหนึ่งของ Walt Whitman ที่ชื่อว่า O Captain! My Captain! มีเนื้อหาเกี่ยวกับกัปตัน ที่พาเรือฝ่ามรสุมจนถึงฝั่ง ความสามารถของกัปตันทำให้ลูกเรือรอดชีวิต แต่ผู้เป็นกัปตันนั้นต้องจากไป บทกวีบทนี้ Walt Whitman แต่งขึ้นในปี 1865 เพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของประธานาธิบดีอัมบราฮัม ลินคอล์น ที่ถูกลอบสังหารในปีเดียวกัน
ผู้เขียนได้ยินบทกวีบทนี้ครั้งแรกผ่านภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า Dead Poet Society ที่ออกฉายในโรงภาพยนตร์ช่วงปี 1989 เวลานั้นยังไม่มีอินเทอร์เนต โลกยังหมุนช้า และการหาบทกวีบทนี้ของ Walt Whitman ก็ต้องไปตามหาในห้องสมุด
เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนเองอยู่ในชั้นมัธยมปลาย ความชื่นชอบที่มาจากภาพยนตร์ ทำให้บทกวีน่าอ่านมากยิ่งขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดทำให้เห็นว่า ความเป็นผู้นำนั้นต้องเสียสละเพื่อให้คนที่อยู่ในปกครองอยู่รอด แม้ว่าเขาต้องสละชีวิตก็ตาม
ถ้าว่ากันตามคำกล่าว “วิกฤตวัดภาวะความเป็นผู้นำ” กัปตันเดินเรือ ที่ Walt Whitman อุปมาว่าเป็น ลินคอล์น นั้น ประสบความสำเร็จในการนำพาเรือให้รอดพ้นจากมรสุมของการแบ่งแยกประเทศออกเป็นสองส่วนได้อย่างดีเยี่ยม หากแต่ความสำเร็จดังกล่าวนั้น ต้องแลกด้วยชีวิตของกัปตัน หรือลินคอล์นเอง
O Captain! my Captain! our fearful trip is done,
The ship has weather’d every rack, the prize we sought is won,
The port is near, the bells I hear, the people all exulting,
While follow eyes the steady keel, the vessel grim and daring;
But O heart! heart! heart!
O the bleeding drops of red,
Where on the deck my Captain lies,
Fallen cold and dead…….
ทำไมถึงหยิบเอาบทกวีบทนี้ขึ้นมาคุยกับคุณผู้อ่าน เพราะก่อนหน้าจะลงมือเขียนคอลัมน์ในสัปดาห์นี้ ผู้เขียนเองสัมผัสได้ถึงความตระหนกกับสถานการณ์ภายในประเทศของพี่น้องร่วมชาติ ทั้งการระบาดของเชื้อไวรัส สภาพเศรษฐกิจที่สั่นคลอนไปทุกภาคส่วน เรื่องราวคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ไปจนถึงความไม่พอใจที่ปัจจุบันแสดงออกกันอย่างชัดเจนผ่านทางโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ผู้นำก็พยายามจะกอบกู้สถานการณ์ แต่กว่าจะขยับเขยื้อนอะไรได้นั้นเต็มไปด้วยความล่าช้า ไม่กล้าตัดสินใจ และใช้คนไม่ถูกกับงาน
ขณะเดียวกัน คนที่่ต้องรับผิดชอบในงานที่จะต้องทำก็ไม่ได้มีความรู้จริง และ เลือกที่จะเชื่อคนที่รู้ไม่จริงเข้าไปอีก จนทำให้เกิดความสับสนอลหม่านในการจัดการ มันเป็นสังคมที่เราหา “กัปตัน” ที่แท้จริงไม่เจอ
ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือความจริงที่รู้สึกได้ว่า สังคมเราไม่มีผู้นำที่พร้อมจะเสียสละอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะในระดับประเทศหรือในระดับกระทรวง ต่างคนต่างทำเพื่อผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับ ขณะที่ปากก็บอกว่าเข้ามาทำงานเพื่อประชาชน (บางทีเราก็เบื่อนะที่ใช้เราเป็นข้ออ้างในทุกเรื่อง) การหยิบเอาบทกวีของ Walt Whitman มาพูดถึงไม่ได้หมายความว่าอยากเห็นผู้นำที่ยอมสู้จนตัวตาย
แต่อยากเห็นผู้นำที่กล้าตัดสินใจ และใช้คนที่ทำงานเป็นเข้ามาแก้ไขปัญหาในยามที่บ้านเมืองกำลังวิกฤตอย่างหนัก ลงโทษคนที่กระทำผิดอย่างจริงจัง เพื่อให้เสียงร้องของประชาชนนั้นเบาลง เพื่อให้คนทำงานได้ทำงานอย่างจริงจัง เพื่อให้ปัญหาได้คลี่คลายไปที่ละจุด และเหนืออื่นใดกัปตันก็จะได้เป็นกัปตันที่แท้จริง มิใช่เป็นเพียงหุ่นเชิดของใคร หรือนักการเมืองกลุ่มใด แต่ถ้ากัปตันยังทำตัวปลิวไปตามลม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจตรงกันข้ามกับบทกวีของ Walt Whitman ที่กัปตันรอด แต่ลูกเรือบางส่วนอาจต้องสละชีพแทนกัปตันก็เป็นได้!
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























