Home Trending Story Trend ในประเทศ คำตอบของเศรษฐกิจขาลงที่คุณต้องอ่าน

คำตอบของเศรษฐกิจขาลงที่คุณต้องอ่าน

ทุกวันนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนบอกว่า เศรษฐกิจไม่ดี แม่ค้าพ่อค้าตามตลาดก็บอกว่ายอดขายตกลง มีข่าวปิดกิจการปลดคนรายวัน ยิ่งวงการที่กำลังถูก Disruptive (ถูกทำลายจากระบอบเดิม) อย่างวงการโทรทัศน์ยิ่งเหี่ยวเฉาลดคนกันรายวัน หลายคนบอกว่าวันนี้มีงานทำก็นับว่าโชคดีแล้ว ต้องเกาะงานให้แน่น ส่วนเหล่าผู้ประกอบรายย่อยหรือ SME ทั้งหลายต่างก็ต้องกัดฟันอดทน หวังว่าจะมีฟ้าที่สดใสรออยู่ข้างหน้า

สถานการณ์แบบนี้หลายคนเกิดคำถามว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เมื่อย้อนกลับไปช่วงหลังจากวิกฤติปี 2540 เศรษฐกิจประเทศกำลังฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีแม้จะสถานการณ์ทางการเมืองเข้ามาวุ่นวายไม่รู้จบ แต่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทั้งส่งออก การท่องเที่ยว หรือ แม้แต่ภาคธุรกิจรายย่อยก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีช่วง 5 ปีหลังสุดที่ทุกอย่างดูซึมลง และ ซึมอย่างต่อเนื่องจนดูเหมือนจะเป็นปีที่เลวร้ายลงไปเรื่อยๆทุกปี ถ้าอย่างนั้นเรามาดูสาเหตุเป็นข้อๆกัน

1. เศรษฐกิจโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

ช่วง10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป และ สหรัฐอเมริกานั้นถึงจุดตกต่ำอย่างแท้จริงในกลุ่มประเทศอียู นั้นเหตุก่อการร้าย รวมไปถึงค่าเงินยูโรส่งผลอย่างยิ่งต่อประเทศสมาชิก ขณะที่สหรัฐอเมริกาเองก็ขาดดุลการค้ากับจีนเป็นจำนวนมากทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสงครามการค้ากับจีนด้วยการตั้งกำแพงภาษีขึ้นมา

แล้วมันส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไรละ ในเมื่อเป็นเรื่องไกลตัวเราทั้งนั้น คำตอบคือทุกเรื่องบนโลกใบนี้ล้วนส่งกระทบต่อตัวเราทั้งนั้น เมื่อยุโรปและสหรัฐฯ ถึงจุดที่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก็หมายถึงนักลงทุนที่ลดจำนวนลง การลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลง การส่งออกลดลง (การส่งออกในที่นี้หมายรวมถึงสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม)

นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพจากยุโรปลดลง ส่งผลต่อประเทศอย่างเราที่อาศัยการส่งออกไปยังต่างประเทศ และ ธุรกิจท่องเที่ยว จีงไม่น่าแปลกใจที่ภาคธุรกิจที่ส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ จะหยุดชะงัก ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวในประเทศก็ขาดนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากยุโรป

2. ธุรกิจแบบ Monopoly ทำลายธุรกิจรายย่อย

ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามผลักดัน Big Project ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปรากฎว่าบริษัทที่คว้า Big Project ไปได้นั้นล้วนแต่เป็นกลุ่มทุนที่มีอยู่ไม่กี่กลุ่มในเมืองไทย เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้กลุ่มทุนเหล่านั้นสามารถควบคุมราคาสินค้า หรือ ราคาการเหมาช่วงต่อจากตนเองได้ ขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมการจ่ายเงินได้ด้วย

อาทิ : โครงการระดับพันล้านถูกประมูลได้โดยบริษัท A จากนั้น บริษัท A ก็จะจ้างเหมาช่วงต่อไปที่ บริษัท B, C, D ด้วยราคาที่บริษัท A เป็นฝ่ายกำหนดแน่นอนว่าเป็นเงินจำนวนไม่มากแต่บริษัทรายย่อยจำต้องรับงานเพราะไม่สามารถไปประมูลสู้ได้ เมื่อรับมาบริษัท A ก็จะจ่ายเงินไม่ตรงตามข้อสัญญาทำให้ บริษัทเล็กๆต้องสำรองเงินตนเอง หรือ กู้ธนาคารมาจ่ายเงินให้กับคนงานของตนเอง และกว่าที่จะได้เงินมาจากบริษัท A บริษัทเล็กๆที่ต้องกู้เงินมาสำรองจ่าย ก็ต้องเจอกับดอกเบี้ย จนทุนหายกำไรหด

เมื่อเป็นแบบนี้บ่อยขึ้น บริษัทหรือผู้ประกอบการรายย่อยที่เรียกว่า SME ก็จะตายไปเรื่อยๆในขณะที่ภาครัฐไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย ขณะที่บริษัทที่เป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ ก็จะถูกอุ้มโดยภาครัฐโดยให้เหตุผลว่า Too Big Too Fail

3. ชนชั้นกลางติดกับดักสังคมบริโภคนิยม

ถ้าย้อนกลับไปที่คนในเจเนอเรชั่น ที่ถูกเรียกว่า baby boomer การซื้อบ้านหนึ่งหลัง ซื้อรถหนึ่งคัน หรือ แม้กระทั่งสินค้าอุปโภคบริโภคฟุ่มเฟื่อย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดึงเงินออกมาจากกระเป๋าคนรุ่นนี้ แต่ในปัจจุบันการบริโภคของคนชั้นกลางเปลี่ยนไป จ่ายเงินได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นหลายคนซื้อบ้านโดยไม่มีเงินดาวน์ และ ยังได้เงินเพิ่มจากการกู้บ้านร้อยเปอร์เซนต์เป็นร้อยยี่สิบเปอร์เซนต์​ ขณะที่การซื้อรถยนต์นั้นยิ่งง่ายกว่า ถึงขนาดมีการซื้อแบบบอลลูน ที่หลายคนยอมจ่ายแต่ดอกเบี้ยให้กับ ลิซซิ่งรถยนต์ เพื่อให้ได้ขับรถหรู

ยังไม่รวมถึงการใช้ชีวิตผ่านบัตรเครดิต จนแบกหนี้สินถึงขนาดกลายเป็นหนี้ NPL เมื่อพื้นฐานการใช้ชีวิตในปัจจุบันของคนชั้นกลางเดินเข้าสู่กับดักการบริโภค ต้องอยู่บ้านเดี่ยวหลังละ 5-6 ล้านต้องใช้รถยุโรป ต้องไปเที่ยวต่างประเทศ ล้วนแต่เป็นการใช้เงินในอนาคต เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือน บิลค่าใช้จ่ายก็รออยู่เป็นแพ จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วังวน ด้วยการชำระขั้นต่ำที่เหมือนกับการเผาบ้านตัวเองไปช้าๆ

ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร คำตอบคือ ส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศอย่างยิ่ง เพราะคนชั้นกลางคือคนจำนวน 40 เปอร์เซนต์ของประเทศนี้รองมาจากเกษตรกร เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนก็ได้แต่จ่ายหนี้ ไม่มีเงินไปจับจ่ายอย่างอื่น เงินเดือนออกวันที่ 30 วันที่หนึ่งกระเป๋าก็แฟบแล้ว แบบนี้จะไปเดินห้าง เดินตลาดได้อย่างไร

4. สินค้าภาคการเกษตรตกต่ำ

เมื่อชนชั้นกลางกระเป๋าแฟบ เกษตรกรยิ่งแฟบกว่า เพราะพวกเขาต้องอาศัยรายได้จากผลิตผลทางการเกษตร หลังจากโดนกลุ่มทุนรุมเอาเปรียบจากสินค้าเพื่อการเกษตร จากเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ด้วยการบอกว่าเข้ามาช่วยเหลือให้ใช้ไปก่อน และจะมารับซื้อผลผลิตเอง เมื่อถึงเวลาผลผลิตเก็บเกี่ยว ราคาที่กลุ่มทุนมารับซื้อก็เป็น ราคาที่ถูกกำหนดอย่างไม่เป็นธรรม แต่เกษตรกรก็ต้องยอมขาย เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเมล็ดพันธุ์

เงินที่เหลือจากการขายผลิตผลมีอยู่จำนวนไม่เท่าไร แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ ยังยากสุดท้ายเกษตรกรต้องเอาที่ไปจำนอง เพื่อมาลงทุนต่อ แล้วก็เจอกลุ่มทุนใหญ่ กำหนดราคาสินค้าเกษตร ชีวิตก็วนเวียนยากจนซ้ำซากไม่รู้จบ แบบนี้จะเอาเงินที่ไหนไปใช้เพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นมาได้

5. โลกธุรกิจกำลังถูก Disrupt โดย AI

เอาเข้าจริงแล้ว โลกทุกวันนี้กำลังเปลี่ยนไปธุรกิจดังเดิมทั้งหลายกำลังถูก Disrupt หรือทำลายล้างระบบเก่า เข้าสู่ระบบใหม่ ที่ชัดเจนอย่าง บริการแท๊กซี่ ที่คนนิยมใช้ Grab Car มากกว่าแท๊กซี่ ระบบเก่าเป็นการ Disrupt เจ้าของอู่แท๊กซี่ จากแอพพลิเคชั่นที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของแท๊กซี่เลยสักคัน หรือแม้แต่โรงแรมในปัจจุบัน ที่โรงแรมใหญ่ๆต้องปิดตัวลงไปเพราะการมาของ AI อย่าง Air bnb ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของโรงแรม แต่ก็มีห้องพักให้เลือกมากมายผ่านแอพลิเคชั่นของตนเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่เราเคยเห็นอยู่เดิมก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้ผู้บริโภคซื้อของออนไลน์กันมากขึ้น ธุรกิจขนส่งแข่งกันเป็นว่าเล่น ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้า ที่ตั้งร้านอยู่ในที่เดิมไม่ปรับตัวธุรกิจก็ต้องเงียบเหงาเป็นธรรมดา และนั่นทำให้เห็นว่าใช่ทุกคน หรือ ทุกธุรกิจจะตายไปทั้งหมด มันเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่าน หากผู้ประกอบการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงไปได้ต่อ