ถ้าจะบอกว่า การที่แรปเปอร์ ออกมาร่าย “ไรม์” สะท้อนสังคม การเมืองว่า เป็นเรื่องทำร้ายประเทศ ก็ออกจะเป็นความคิดเห็นที่มองมุมเดียวจนเกินไป เพราะเอาเข้าจริงแล้วเพลงแร็พนั้น ก็เหมือนการร่ายกลอนสดที่อิงอยู่กับเนื้อหาที่สะท้อนสังคม และการเมืองอยู่แล้ว ยิ่งในต่างประเทศนั้น แรปเปอร์ที่เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม สามารถทำเพลงได้โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเข้าไปวุ่นวาย เพราะสุดท้ายแล้ว การรับฟังก็จะอยู่ในกลุ่มที่ชื่นชอบเพลงในลักษณะนี้ และถ้างานไม่ดีคนฟังก็จะตัดสินกันเอง
ถึงตรงนี้ ต้องย้ำว่า เป็นเรื่องปกติ ที่แรปเปอร์ สายแอคทิวิสต์ จะปล่อยงานที่มี ไรม์ (Rhyme) สะท้อนเรื่องราวที่พวกเขาเห็นจากสื่อ หรือเรื่องเล่าในสังคม ออกมาเป็นท่วงทำนองที่สอดคล้องกัน อย่างในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2017 เป็นช่วงเวลาที่ เหล่านักร้องเพลงแร็พและฮิปฮอปทั้งหลาย ต่างปล่อยงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผู้นำประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คนในสังคมไม่พอใจกับนโยบายของผู้นำประเทศอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เป็นการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ ซึ่งในจำนวนนี้ มีศิลปินชื่อดังถึง 7 ราย ที่ปล่อยซิงเกิ้ล ซึ่งมีเนื้อหาแสดงความไม่พอใจออกมา

อย่าง Jay Z ที่ปล่อยงาน ซึ่งแสดงความรู้สึกต่อต้านการเหยียดสีผิวออกมาในอัลบั้ม “4:44” กับแทรคที่มีชื่อว่า “The Story of O.J.” เช่นเดียวกันกับ Eminem กับอัลบั้ม Revival ในแทรค Untouchable ซึ่งเป็นเพลงที่ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม The Black Lives Matter ขณะเดียวกัน ในเนื้อเพลงยังได้กล่าวถึง การปราบปรามที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับกลุ่มคนผิวสี


เคนดริก ลามาร์ คือ ศิลปินอีกหนึ่งคน ที่ปล่อยเพลงซึ่งเกี่ยวข้องกับสังคมและการเมือง ในช่วงปี 2017 กับเพลงที่มีชื่อว่า The Heart Part 4 ที่มีเนื้อหาพูดถึงการดำเนินงานทางการเมืองของทรัมป์ และเสียดสีระบบการเลือกตั้ง ในปี 2016 ที่ทำให้ ทรัมป์ นั้นชนะการเลือกตั้ง มากันที่ศิลปินหญิง อย่าง Rapsody ที่ปล่อยเพลง Power ที่ร้องร่วมกับ ลามาร์ กับเนื้อหาได้สะท้อนสังคมปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา และความเพิกเฉยของรัฐบาลต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ศิลปินรายที่ 5 ที่ปล่อยเพลง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองของสหรัฐฯ ในช่วงปี 2017 อย่าง Joey Badass กับเพลง Land of the Free ที่เนื้อเพลงนั้นเสียดสี และเผยให้เห็นถึงยุคสมัยที่คนผิวสีแทบจะไม่มีที่ยืนในสหรัฐฯ เช่นเดียวกันกับศิลปินแร็พ อีกสองรายอย่าง J.Cole และ Vic Measa ที่ต่างก็มีงานออกมา ในช่วงปี 2017 กับเพลง “Neighbors” และ “We Could Be Free” ตามลำดับ ซึ่งล้วนเป็นงานที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม การเมือง และความเป็นอยู่ของคนอเมริกัน ในยุคสมัยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ทั้งนี้ งานของศิลปินทั้ง 7 ราย ก็สามารถเผยแพร่และปล่อยให้ดาวน์โหลดได้ตามปกติ บางอัลบั้มนั้นได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่เสียด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติมากที่ แรปเปอร์ สักคนจะส่งท่อน “ไรม์” เด็ด ๆ ที่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม แม้ว่า เนื้อหาบางช่วงบางตอนอาจจะกระทบใจใครบางคน จนทนฟังไม่ได้ไปบ้าง แต่บทเพลง ก็คือ การสะท้อนความคิดเห็นของคนในสังคม เราคงไม่สามารถเลือกฟังในสิ่งที่เราอยากฟังได้อย่างเดียว การรับฟังความคิดเห็น ซึ่งสะท้อนออกมาจากมุมมองของศิลปิน ก็น่าจะดีกว่าปิดหู ปิดตา ไม่ให้คนรับฟัง เพราะอะไรที่ยิ่งปิดคนก็ยิ่งอยากเปิด อะไรที่ยิ่งห้ามคนก็ยิ่งอยากรู้ “หรือคุณว่าไม่จริง”






























