
ระหว่างที่หนังแอ็คชั่นสุดบันเทิงอย่าง Pacific Rim: Uprising กับ Ready Player One เดินหน้าถล่มโรงหนังทั่วฟ้าเมืองไทย (รวมถึง Rampage หนังแอ็คชั่นฟอร์มดีของพี่ เดอะ ร็อค ที่เข้าฉายสัปดาห์นี้พอดี) ก็มีหนังฟอร์มเล็กที่สร้างชื่อสวนกระแสท่ามกลางหนังแอ็คชั่นบล็อคบัสเตอร์เหล่านั้นขึ้นมาได้ นั่นคือหนังดราม่าสยองขวัญที่ชื่อ A QUIET PLACE ซึ่งมาพร้อมไอเดียการเล่นกับความเงียบได้ระทึกใจ
A QUIET PLACE เล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ลำพังในย่านชนบทแห่งหนึ่ง มีพ่อ-แม่ และลูกอีก 3 คน มีลูกสาวคนโตเป็นผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งคงไม่แปลกอะไรหากที่ๆพวกเขาอาศัยนั้นกำลังถูกสัตว์ประหลาดคุมถิ่นอยู่ (คุมแบบที่ว่าคนในย่านนั้นโดนเชือดกันหมดแล้ว) พวกมันจะพุ่งมาฆ่าเหยื่อทันทีหากใครทำเสียงดังขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว จะหนีก็ไม่ได้ ขอความช่วยเหลือก็ไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ครอบครัวนี้ต้องอยู่กันแบบเงียบๆ คุยอะไรก็ต้องกระซิบกระซาบ ไม่ก็ทำภาษามือ และวางแผนเอาตัวรอดให้พ้นวันต่อวัน

ดูจากหน้าหนังและตัวอย่างทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังที่เล่นกับความเงียบอย่าง Don’t Breathe หนังทริลเลอร์เขย่าขวัญเรื่องดังที่หลายคนน่าจะเคยดูกันไปแล้ว อีกเรื่องคือ The Tribe หนังอิสระจากยูเครนที่ใช้ความเงียบเล่าเรื่องความรุนแรงในสังคมผ่านตัวละครที่เป็นใบ้ (ซึ่งดูแล้วโคตรอึดอัดเพราะมันไม่พูดกันเลยสักคน) กระนั้น A QUIET PLACE ก็มีทิศทางการนำเสนอแบบของตัวเอง ไม่ซ้ำและดูบันเทิง
ถึงออกตัวว่าใช้ “ความเงียบ” เป็นบรรยากาศปกล้อม แต่สิ่งที่อยู่คู่หนังสยองขวัญทุกยุคทุกสมัยอย่างเสียงเอฟเฟค “ตุ้งแช่” และ “จังหวะระทึกขวัญ” ยังถูกจัดใส่มาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กระนั้นเองผู้เขียนรู้สึกว่าไอ้เสียงตุ้งแช่ในหนังเนี่ย มันใช้ได้ผลชะงัดและไม่น่ารำคาญเท่าหนังเรื่องอื่นๆ กล่าวคือตัวละครในหนังแทบไม่ส่งเสียงอะไรกันเลย แต่พอภาพตัดมาเจอสัตว์ประหลาดจู่โจมเข้าให้ ก็ทำให้เรารู้สึกสะดุ้งถึงขั้นกัดฟันแรงทีเดียว
และแน่นอนว่าต่อให้ไอเดียดี แต่ถ้านักแสดงเอาไม่อยู่ก็จบกัน เอมิลี บลันต์ มาพร้อมกับบทคุณแม่ลูกสามที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองลูกๆให้พ้นจากมือสัตว์ประหลาด ร่วมกับ จอห์น คราซินสกี ผู้รับคุณพ่อ ซึ่งควบตำแหน่งผู้กำกับ-เขียนบทเรื่องนี้ด้วย (และสามีในชีวิตจริงของ เอมิลี นี่มันอุตสาหกรรมครอบครัวนี่หว่า) รายของ เอมิลี เรื่องนี้ไม่ได้โชว์อภินิหารทางการแสดงมาก แต่ก็ประคองหนังทั้งเรื่องได้ตลอด ขณะที่เด็กๆทั้ง 3 คน ต่างบุคลิก ต่างคาแร็คเตอร์ เช่นลูกสาวคนโตที่เป็นใบ้และมาพร้อมปมที่คิดว่าพ่อไม่รักเธอ, ลูกชายคนรองที่นิสัยขี้กลัว และลูกชายคนเล็กสุดดื้อ ซึ่งทั้งหมดนี้ดูแล้วไม่ค่อยอยากเอาใจช่วยเท่าไหร่ แต่เมื่อถึงฉากไคลแมกซ์ที่ทุกคนปรับความเข้าใจกันได้ก็ถือว่าจบสวย

หนังมีจุดบกพร่องบางอย่างที่ดูแล้วชวนตั้งคำถามเช่นการเล่าเรื่องช่วงกลางที่อัดดราม่าครอบครัวเข้ามาจนดูย้วยๆไปนิด สื่อสารได้ไม่ดีพอ หรือการที่ภรรยาอุ้มท้องลูกอีกคน จนเกิดอาการไม่เข้าใจตุ้มว่าด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้พวกแกยังมีอารมณ์จะมีลูกกันอีกเหรอ? (แม้จะมีเหตุผลรองรับที่เล่าตรงนี้ไม่ได้ แต่ก็เข้าใจยากอยู่ดี) กระนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งหนังสยองขวัญยุคใหม่ที่มีคุณภาพ และพิสูจน์ให้เห็นว่าต่อให้โลกนี้มีหนังสยอง+ระทึกขวัญเยอะแยะแค่ไหน แต่ถ้ามันมาพร้อมไอเดียน่าสนใจ ไม่ซ้ำทางเดิมแบบพวก GET OUT, Don’t Breathe มันก็สามารถเรียกคนดูได้เสมอ
และนอกจากเรื่องความรักของ พ่อ-แม่ หนังยังทิ้ง “สาร” เล็กๆให้เรากลับไปคิดถึงการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันเช่นกันว่า เวลาที่เราได้รับความเดือดร้อนหรือถูกคุกคามจากผู้มีอำนาจ เราจะเลือกอยู่เงียบๆเพื่อเอาตัวรอด อยู่กันไปแบบชาชิน ทนกับการถูกเอาเปรียบ หรือสู้เพื่อทวงคืนอิสรภาพกลับมา เหมือนอย่างที่ครอบครัวนี้แสดงให้เราดูกันแล้วในตอนจบว่าพวกเขา “เลือก” อะไร
แล้วเราล่ะ…เมื่อถึงเวลาถูกกระทำ เราจะเลือกแบบไหน






























