Home Uncategorized เมื่อ “การเสียภาษี” เป็นหน้าที่อันพึงกระทำของ “นักกีฬาอาชีพ”

เมื่อ “การเสียภาษี” เป็นหน้าที่อันพึงกระทำของ “นักกีฬาอาชีพ”

ภาพจาก Pixabay

หากพูดถึงอาชีพที่มีรายได้ดี นอกจากวงการบันเทิงแล้ว วงการกีฬาอาชีพในบ้านเราก็ถือว่ามีรายได้ดีชนิดที่ตั้งตัวได้เช่นกัน โดยเฉพาะการเป็น “นักฟุตบอลอาชีพ” ในระดับสโมสร  เพราะในปัจจุบัน กีฬาฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก  และได้รับความนิยมอย่างมากจนมีแฟนบอลเหนียวแน่นในทุกสโมสร

ประเด็นเรื่อง “ภาษีเงินได้” ของนักฟุตบอลอาชีพ จึงเป็นสิ่งที่กรมสรรพากร กำลังจับตาเป็นพิเศษ  เพราะต้องการให้นักกีฬาที่ยึดอาชีพนี้ เสียภาษีอย่างถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น โดยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา  ทางกรมสรรพากรจัดเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้กับสโมสรฟุตบอลอาชีพทุกระดับ เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ปกติแล้ว ในทุกอาชีพจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่แล้ว ซึ่งหมายถึง จำนวนเงินที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน หักออกจากเงินได้ก่อนจ่ายให้แก่ผู้รับทุกคราว โดยจะได้รับ “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” ไว้เป็นหลักฐาน

“นักกีฬาอาชีพ” อยู่ในข่าย “นักแสดงสาธารณะ”  

“นักกีฬาอาชีพ” ถูกจัดอยู่ในข่าย “นักแสดงสาธารณะ”  มานานแล้ว นับตั้งแต่มีคำสั่งกรมสรรพกรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

ความหมายของคำว่า “นักแสดงสาธารณะ”  หมายถึง  นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุและโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ  ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่คณะ หรือ แข่งขันเป็นทีม

“เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ” หมายถึง เงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทนจากการประกอบอาชีพนักแสดงสาธารณะ รวมถึงรางวัลและประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการแสดง หรือการแข่งขัน เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่แสดงหรือแข่งขัน จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน

นักกีฬาอาชีพจ่ายภาษีตามมาตรา 40(8)

เมื่อนักกีฬาอาชีพ เข้าลักษณะเป็นนักแสดงสาธารณะ  จึงถือเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่ค่าจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

โดยเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) หมายถึง เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

ขณะที่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) หมายถึง เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน มาตรา 40 (1) ถึง มาตรา 40 (7)

ทั้งนี้ นายสุเทพ พงษ์พิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากร ได้ให้ความรู้ไว้ในเว็บไซต์ taxguruthai.com ว่า ค่าจ้างที่จ่ายให้แก่นักฟุดบอลไปนั้น บริษัทฯ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามแบบ ภ.ง.ด.3  ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้

(ก) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 5.0

(ข) กรณีนักแสดงสาธารณะมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้คำนวณหักภาษีไว้ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

มีสิทธิ์เลือกจ่าย “หักตามจำเป็น” หรือ “หักแบบเหมา”

โดยการจ่ายภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาของนักแสดงสาธารณะ ให้คำนวณหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความ ในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ดังนี้

(1) หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร หรือ

(2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ดังนี้

(ก) สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 60

(ข) สำหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 40 การหักค่าใช้จ่ายตาม (ก) และ (ข) รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท

แต่หากบริษัทออกค่าเช่าบ้าน ค่าเช่ารถ และค่าภาษีให้ โดยไม่ได้ระบุในสัญญา จะถือเป็นผลประโยชน์เพิ่มของนักกีฬา

ดังนั้น การเก็บภาษีนักกีฬาให้ถูกต้องตามประเภท จึงเป็นสิทธิอันชอบธรรม เพื่อให้นักกีฬาอาชีพเสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย  ไม่ใช่การ “รีดเลือดกับปู”  อย่างที่บางคนตั้งข้อสังเกตแต่อย่างใด

โดยนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ยืนยันชัดเจนว่า “ไม่ได้มีเจตนาไปไล่บี้เก็บภาษี แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องและความเป็นธรรม ที่จะต้องจัดเก็บภาษีแก่ผู้มีรายได้อย่างเท่าเทียมกัน เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในโลก”  

ข้อมูล :  กรมสรรพากร, www.businesssoft.com, www.taxguruthai.com