สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ในต่างประเทศข่าวหนึ่งที่พื้นที่ข่าวในเมืองไทยให้ไม่มากนัก เป็นเรื่องราวของนักวิจัยที่ชื่อว่า เจค็อบ ค็อกซัน ซึ่งเคยทำงานให้กับทั้ง OpenAI และ Anthropic ได้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อประท้วงบริษัททั้งสองบริษัทที่แข่งขันกันพัฒนา AI โดยไม่มีความรับผิดชอบ
เจค็อบ ค็อกซัน นักวิจัยที่มีอายุเพียง 27 ปี จบจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มีประสบการณ์การทำงานกับบริษัท AI ระดับโลกทั้งสองแห่ง โดยเริ่มที่ OpenAI เจ้าของ ChatGPT ซึ่งเจค็อบเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาหลักของโมเดล GPT-4o หลังจากทำได้สามปี เขาได้ย้ายไปอยู่กับ Anthropic ที่พัฒนา AI ที่ชื่อว่า Claude แต่ทำงานได้เพียงไม่กี่เดือน เจค็อบได้ขอลาออกจากบริษัทเพื่อประท้วงการพัฒนา AI โดยขาดความรับผิดชอบ
เรื่องราวของ เจค็อบ ได้รับความสนใจหลังจากที่เขาลาออก และได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์อย่าง เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์เดิม) โดยระบุว่าการทำงานวิจัยด้าน Pre-training ให้กับทั้ง OpenAI และ ChatGPT เขาพบว่าทั้งสองบริษัทกำลังแข่งขันกันพัฒนา AI อย่างขาดความรับผิดชอบ และมุ่งหน้าสู่การสร้างระบบอัจฉริยะที่เหนือกว่ามนุษย์ (Superintelligence) โดยละเลยความปลอดภัย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้
โพสต์ของเจค็อบถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว และสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง CNN และ BBC ต่างพากันเชิญตัวมาสัมภาษณ์ ทำให้เกิดคำถามต่อทั้งสองบริษัทอย่างมากมายทั้งที่เชื่อและไม่เชื่อ จนกระทั่งเหล่าเด็กเนิร์ดมหาเศรษฐี ทั้งดาริโอ อโมเดอี เจ้าของ Anthropic หรือ อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์มเอ็กซ์และรถไฟฟ้าเทสล่า ต่างแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เหล่าเทคฯ คอมพานีที่กำลังพัฒนา AI คงต้องมาคุยกันเรื่องความปลอดภัยที่อาจส่งผลต่อมนุษย์
เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ก่อนหน้านี้ บิลล์ เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟต์เอง เคยออกมาเตือนเรื่องผลของการพัฒนา AI ที่อาจกระทบกับชีวิตมนุษย์ในวงกว้าง ขณะที่ก่อนหน้าในปี 2014 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM เคยเตือนถึงอันตรายของการพัฒนา AI ว่าจะส่งผลต่อสังคมโลกหากไม่ควบคุมให้ดี ทั้งเรื่องภัยคุมคามทางไซเบอร์ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับการสร้าง DATA Center
รวมไปถึงเหตุผลเดียวกับที่เจค็อบได้โพสต์เอาไว้ เรื่องความเสี่ยงต่อการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เพราะระบบ AI ที่พัฒนาเร็วเกินไปอาจมีสติปัญญาเหนือมนุษย์ (Superintelligence) และหากควบคุมไม่ได้ อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ
ถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านยังนึกไม่ออกว่ามันจะไปถึงขั้นนั้นได้อย่างไร ให้ลองไปดูภาพยนตร์เรื่อง Oppenheimer เรื่องราวของนักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เจ. รอเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ ผู้สร้างระเบิดปรมาณู และถูกนำเอาไปใช้เพื่อปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สองที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ ทำให้ เจ. รอเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ ถูกหลอกหลอนด้วยความรู้สึกผิดบาปไปตลอดชีวิต
ขณะที่โลกปัจจุบัน พยายามจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตด้วยการใช้ AI ให้มากขึ้น แต่ในทางคู่ขนาน บริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีกลับไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบ และปิดบังเรื่องที่โมเดล AI ระดับแนวหน้าบางตัวเริ่มมีพฤติกรรมพยายามหลบหลีกระบบควบคุมความปลอดภัย และแสดงความสามารถในการแฮ็กข้อมูลด้วยตัวเอง หากเหล่า AI Superintelligence ถูกพัฒนาจนกลายเป็นอาวุธ โอกาสเสี่ยงต่อการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์อย่างที่นักวิจัยอย่างเจค็อบกังวลใจนั้นใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เพราะในทุกวันนี้จาก Generative AI กลายมาเป็น Agentic AI นั้นใช้เวลาไม่ถึงสามปี ที่สำคัญ ด้วยความสามารถดังกล่าวของ AI ทำให้การทำงานในทุกวงการเรียกหาแต่การใช้ AI แม้แต่วงการสื่อสารมวลชน ที่ใช้ AI ในการสรุปข่าวหรือหาข้อมูล ยังมีรายงานว่า AI ชื่อดัง อาทิ ChatGPT, Gemini, Copilot และ Perplexity ทำให้เนื้อหาข่าวถูกการบิดเบือน หรือสร้างข้อมูลเท็จในการสรุปข่าวสูงถึง 45-51%
โลกในทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ที่น่ากังวลใจมากที่สุด คือการหล่อหลอมทางโซเชียลมีเดียที่อยู่บนโลกนี้มานานถึง 29 ปี เป็นช่วงเวลาเกือนสามทศวรรษที่ทำให้นิสัยของหลายคนในทุกเจเนอเรชันหมกหมุ่นอยู่กับตนเอง พอเข้าสู่ปีที่ 30 นอกเหนือจาก โซเชียลมีเดียแล้ว ยังมี AI ปรากฏขึ้นพร้อมคิดวิเคราะห์แทนให้ทั้งหมด คำทำนายเรื่องการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ดูจะไม่เกินจริงสักเท่าไร เหมือนกับที่เคยมีคนพูดเอาไว้ว่า
“มนุษย์นั้นใช้มันสมองสร้างระเบิดปรมาณูขึ้นมาเพื่อทำลายล้างกันเอง แต่ไม่มีหนูตัวไหนในโลกที่โง่พอจะสร้างกับดักหนูขึ้นมาดักตัวเอง”
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ