การมีบ้านเป็นของตัวเองในโครงการบ้านจัดสรรใหญ่ ๆ ราคาแพง ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง ตั้งแต่การจอดรถหน้าบ้าน ต่อเติมบ้าน กั้นรั้ว ใช้พื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงการใช้บ้านทำกิจการ เพราะบ้านในโครงการจัดสรรไม่ได้มีเพียงตัวบ้านและที่ดินของแต่ละคน แต่ยังมีถนน ทางเท้า สวน ระบบสาธารณูปโภค และพื้นที่ต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบไว้สำหรับการอยู่อาศัยร่วมกัน ถือเป็น “พื้นที่ส่วนกลาง” ที่ทุกคนใช้ร่วมกัน แต่พฤติกรรมบางอย่างของลูกบ้านบางคนก็ทำให้เพื่อนบ้านได้รับผลกระทบ และนั่นจะทำให้ปัญหาตามมา
ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนบ้านจึงไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่เกิดจากความเข้าใจว่า “พื้นที่ตรงนี้อยู่ติดบ้านฉัน ก็น่าจะใช้ได้” หรือ “บ้านของฉัน ฉันมีสิทธิจะทำอะไรก็ได้” ทั้งที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป ยังมีกฎหมาย ข้อกำหนดของโครงการ และกติกาของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเข้ามากำกับ เพื่อให้คนหลายร้อยครอบครัวสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันได้โดยไม่กระทบสิทธิของกันและกัน ลองมาดูกันว่าเรื่องไหนบ้างที่เป็นปัญหาที่พบเจอได้บ่อย และลูกบ้านอย่างเรา ๆ ควรรู้ เพื่อที่จะได้ไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ รวมถึงจะได้รู้ตัวด้วยว่าตนเองกำลังถูกละเมิดสิทธิอยู่
หน้าบ้านไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว จะจอดรถหรือวางของตามใจฉันไม่ได้
หนึ่งในปัญหาคลาสสิกที่สุดของหมู่บ้านจัดสรร รวมถึงบ้านในชุมชนทั่วไปด้วยก็คือ เรื่องของ “พื้นที่หน้าบ้าน” กรณีที่พบเห็นบ่อยมาก ๆ ก็คือ “การจอดรถ” เพราะหลายคนเข้าใจว่าเมื่อซื้อบ้านแล้ว พื้นที่บริเวณหน้าบ้านของตนเอง นับตั้งแต่รั้วออกไปจนถึงถนน ก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่ตนเองมีสิทธิใช้ และนั่นจึงเป็นที่มาที่หลายคนชอบอ้างว่า “ก็นี่หน้าบ้านฉัน ฉันจอดรถหน้าบ้านฉัน ผิดตรงไหน” อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายจะมีการแยกอย่างชัดเจนว่าพื้นที่นั้นเป็นที่ดินของเจ้าของบ้าน พื้นที่ส่วนกลางของโครงการ หรือพื้นที่สาธารณะกันแน่ ซึ่งล่าสุด มีกรณีตัวอย่างที่ถือได้ว่าเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้พักอาศัยในหมู่บ้านจัดสรรทั่วประเทศเลยก็ว่าได้ ว่าพื้นที่หน้าบ้านของตนเองนั้น มีสิทธิใช้งานได้แค่ไหน
กรณีดังกล่าวมีอยู่ว่า ศาลจังหวัดสมุทรสาคร มีคำพิพากษาในคดีข้อพิพาทระหว่างบริษัทผู้พัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง (โจทก์) ยื่นฟ้องร้องลูกบ้านในโครงการรายหนึ่ง (จำเลย) ในความผิดฐานละเมิด พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน เนื่องด้วยกรณีที่ลูกบ้านนำรถยนต์มาจอดทิ้งไว้บริเวณถนนหน้าบ้านตนเอง โดยคำพิพากษาระบุเหตุผลทางกฎหมายเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ถนนภายในโครงการจัดสรรและพื้นที่บริเวณนอกรั้วบ้าน ถือเป็น “พื้นที่ส่วนกลาง” ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของลูกบ้านทุกคน จำเลยจึงไม่มีสิทธิอ้างความเป็นเจ้าของพื้นที่หน้าบ้านเพื่อจอดรถโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการใช้สิทธิที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น และเป็นการละเมิดกฎหมาย พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,500 บาท และห้ามจำเลยนำรถยนต์มาจอดขวางกั้นบริเวณถนนส่วนกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าธรรมเนียมศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความจำนวน 3,000 บาท”
จากกรณีดังกล่าว เป็นที่ชัดเจนว่า แม้จะเป็นพื้นที่ถนนที่อยู่ติดกับแนวรั้วบ้านของเรา แต่ในทางกฎหมาย นั่นคือพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกคนใช้ร่วมกัน การนำรถมาจอดกีดขวาง ไม่เพียงแต่สร้างปัญหาความเดือดร้อนรำคาญให้กับลูกบ้านรายอื่น ยังมีความผิดทางกฎหมายและต้องชดใช้ค่าเสียหายจริงด้วย เพราะฉะนั้น ถนนหรือพื้นที่ส่วนกลางที่ “อยู่หน้าบ้านเรา” ไม่ได้แปลว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา สิทธินั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะบ้านของเราอยู่ติดกับพื้นที่ดังกล่าว เจ้าของบ้านจึงไม่สามารถยึดพื้นที่ไว้ใช้เป็นที่จอดรถส่วนตัว วางสิ่งของ ตั้งกระถางต้นไม้ ทำหลังคา หรือกั้นพื้นที่จนเพื่อนบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นได้ตามปกติ
อย่างไรก็ดี นี่เป็นคนละกรณีกับมีบุคคลอื่นมาจอดรถขวางหน้าบ้านเราในหมู่บ้านจัดสรร ที่แม้จะเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกคนมีสิทธิใช้ แต่ถ้าการจอดรถนั้นกีดขวางทางเข้าออกหรือกีดขวางการสัญจร ก็ถือว่าเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นได้เหมือนกัน
บ้านเป็นของเรา ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรกับมันก็ได้
อีกประเด็นที่พบได้บ่อยมาก ๆ ในโครงการบ้านจัดสรรก็คือ “การต่อเติมบ้าน” ไม่ว่าจะเป็นการทำโรงรถ การต่อหลังคาหน้าบ้าน การต่อครัว การทำห้องเพิ่ม การปิดพื้นที่ว่าง หรือการขยายโครงสร้างบ้านออกไป รวมถึงเปลี่ยนบ้านให้เป็นสถานประกอบการ โดยความเข้าใจผิดที่มักจะพบก็คือ “ในรั้วบ้านของฉัน ฉันออกเงินเอง ฉันจะทำอะไรก็ได้” ซึ่งแท้จริงแล้ว กฎหมายควบคุมอาคารไม่ได้พิจารณาเพียงว่าใครเป็นเจ้าของบ้าน เพราะการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารต้องคำนึงถึงกฎหมายควบคุมอาคารเป็นหลัก ซึ่งมีเรื่องของระยะร่น พื้นที่ว่าง และลักษณะของการต่อเติม รวมไปถึงข้อกำหนดของโครงการด้วย
ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือการทำหลังคาคลุมพื้นที่หน้าบ้าน ด้วยความที่แบบบ้านเดิมมีพื้นที่เปิดโล่งตามแบบที่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อมีการต่อเติมหลังคาออกมาเต็มพื้นที่ มันจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่เหลือสภาพเป็นพื้นที่ว่างตามที่กฎหมายกำหนดอีกต่อไป หรือการต่อเติมด้านหลังบ้าน หากอยู่ใกล้แนวเขตที่ดินหรือทางน้ำ ก็อาจมีข้อกำหนดเรื่องระยะห่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และถ้าเป็นบ้านในโครงการ ก็ยังต้องดูแบบและข้อบังคับของโครงการประกอบด้วย การต่อเติมจึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่าหลังคายื่นออกไปไม่เกินที่กฎหมายกำหนด หรือทำครัวตามระยะร่นที่กำหนดเท่านั้น แต่ต้องดูภาพรวมว่าการต่อเติมนั้นกระทบข้อกำหนดเกี่ยวกับอาคารอย่างไรด้วย
อีกกรณีคือ บ้านที่ซื้อมาอยู่อาศัย ไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ตามใจชอบ เช่น เปลี่ยนเป็นร้านค้า สำนักงาน สถานรับเลี้ยงเด็ก ร้านทำผม ร้านเช่าชุดแต่งงาน โกดัง หรือเปลี่ยนเป็นสถานประกอบการหรือกิจการที่มีลูกค้าและคนภายนอกเข้าออกจำนวนมาก เนื่องจากบ้านในโครงการหมู่บ้านจัดสรรนั้น ถูกออกแบบและได้รับอนุญาตให้ใช้ตามประเภทและลักษณะที่กำหนดไว้ การซื้อกรรมสิทธิ์จึงไม่ได้หมายความว่าเจ้าของสามารถเปลี่ยนการใช้ประโยชน์จากบ้านได้ทุกลักษณะโดยไม่ต้องตรวจสอบข้อกฎหมาย กิจการบางประเภทอาจมีข้อกำหนดตามกฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายผังเมือง กฎหมายสาธารณสุข หรือกฎหมายเฉพาะของกิจการนั้น ๆ รวมถึงข้อบังคับของหมู่บ้านด้วย และยิ่งกิจการนั้นทำให้มีรถยนต์เข้า ๆ ออก ๆ จำนวนมาก เสียงดัง กลิ่น ควัน หรือมีคนภายนอกเข้าออกโครงการ ก็ยิ่งมีโอกาสส่งกระทบต่อการอยู่อาศัยของสมาชิกคนอื่น
เพราะฉะนั้น ต่อให้ซื้อบ้านมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิต่อเติมหรือเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ของอาคารได้โดยไม่สนกฎหมาย ควรตรวจสอบก่อนว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารหรือไม่ คสรศึกษาว่าต้องขออนุญาตหรือดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร และขัดต่อข้อกำหนดของโครงการหรือไม่
รั้วบ้าน ประตูรั้ว และพื้นที่หน้าบ้าน ก็มีข้อจำกัด
เรื่องของรั้วบ้านหรือประตูรั้ว นี่อาจเป็นสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงว่ามันก็มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน ด้วยความที่มันเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน เจ้าของบ้านอาจเข้าใจว่าตนเองมีสิทธิเต็มที่ที่จะทำสูงแค่ไหนก็ได้ ปรับให้มันยื่นออกมาสักหน่อยก็ได้ หรือจะเปลี่ยนรูปแบบอย่างไรก็ได้ แต่ในความเป็นจริง ตำแหน่งของรั้วสำคัญไม่แพ้รูปแบบของรั้ว กล่าวคือ ปัญหามักเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของบ้านต่อรั้วออกมานอกแนวเขตที่ดินของบ้าน หรือปรับให้มันยื่นเข้าไปในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ถนน ทางเท้า หรือพื้นที่ที่โครงการจัดไว้สำหรับการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพื่อขยายพื้นที่ในรั้วบ้าน ให้มีพื้นที่ใช้สอยอีกสักหน่อย ขณะเดียวกัน การทำประตูรั้ว หากเปิดประตูออกแล้วบานประตูยื่นออกไปกินพื้นที่ถนนหรือทางเดิน ก็อาจกลายเป็นสิ่งกีดขวางการสัญจรของผู้อื่นได้เช่นกัน
ในกรณีนี้จึงต้องแยกระหว่าง “สิ่งที่อยู่ในที่ดินของเรา” กับ “สิ่งที่สร้างล้ำออกไปจากที่ดินของเรา” ให้ชัดเจน เพราะการมีกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินไม่ได้ทำให้เจ้าของบ้านมีสิทธิจะขยายขอบเขตการใช้พื้นที่ออกไปยังพื้นที่ส่วนกลางโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่บ้านจัดสรร ยังต้องดูข้อกำหนดของโครงการด้วย เพราะโครงการอาจกำหนดรูปแบบหรือมาตรฐานของรั้ว ประตู สี หรือการปรับเปลี่ยนด้านหน้าบ้าน เพื่อให้ภาพรวมของโครงการเป็นไปตามแบบที่กำหนดไว้
จำนวนแปลงกับที่กลับรถ เรื่องที่บ้านที่อยู่ขนาบข้างมักเข้าใจผิด
ในการทำหมู่บ้านจัดสรร เจ้าของโครงการไม่ได้ออกแบบเพียงตำแหน่งบ้านแต่ละหลัง แต่ต้องจัดทำ “แผนผังโครงการและระบบสาธารณูปโภค” ให้เหมาะสมกับจำนวนแปลงและลักษณะของโครงการด้วย โดยกฎหมายกำหนดให้หลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินของแต่ละพื้นที่ต้องคำนึงถึงเรื่องการคมนาคม การจราจร ความปลอดภัย ตลอดจนระบบและมาตรฐานของถนน ทางเดิน ทางเท้า และสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยร่วมกัน ดังนั้น “ที่กลับรถ” ในหมู่บ้านจัดสรร ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากจะเว้นที่ว่างเอาไว้เฉย ๆ แต่มันเป็นพื้นที่ที่อาจถูกกำหนดไว้ในแผนผังโครงการเพื่อให้ถนนและการสัญจรภายในโครงการใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ ดังนั้น หากพื้นที่ดังกล่าวถูกกำหนดเป็นสาธารณูปโภค เจ้าของบ้านที่อยู่ติดกับพื้นที่นั้นก็ไม่มีสิทธิถือเอาไปเป็นพื้นที่ของตัวเอง เพียงเพราะอยู่ข้างบ้านหรืออยู่ตรงหน้าบ้านของตน
ซึ่งเรื่องที่มักเกิดขึ้นก็คือ บ้านที่อยู่ขนาบพื้นที่กลับรถ มองว่าพื้นที่ว่างตรงนั้นเป็น “ข้างบ้าน” หรือเป็นพื้นที่ที่บ้านตัวเองควรมีสิทธิใช้ บางรายอาจถึงขั้นบอกว่า “ตรงนี้ติดกับบ้านฉัน” จึงควรเป็นพื้นที่ของบ้านฉัน จากนั้นก็นำรถของตนเองไปจอด วางสิ่งของ ตั้งกระถาง ปลูกต้นไม้ หรือแม้แต่กั้นพื้นที่บางส่วนเอาไว้เป็นโครงสร้างอาคารขึ้นมา จนเหลือพื้นที่สำหรับกลับรถไม่เพียงพอ ดังนั้น การที่บ้านสองหลังอยู่ขนาบพื้นที่สำหรับกลับรถ ไม่ได้ทำให้พื้นที่ตรงกลางนั้นกลายเป็นพื้นที่ของสองบ้านนั้นมาแบ่งกันใช้ประโยชน์ได้ เช่นเดียวกับการที่บ้านหลังหนึ่งอยู่ติดสวนส่วนกลาง ก็ไม่ได้ทำให้สวนกลายเป็นสนามส่วนตัวของบ้านนั้น การอยู่ติดกับพื้นที่ส่วนกลางเป็นเพียงตำแหน่งของบ้าน ไม่ใช่ที่มาของกรรมสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษเหนือพื้นที่ดังกล่าว
เสียง กลิ่น ควัน หรือการใช้บ้านจนรบกวนเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายได้
การทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ในบ้านของตัวเองย่อมมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ จะทำอะไรก็ได้ตามสะดวก แต่…สิทธิดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า “จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงเพื่อนบ้านข้างเคียง” ตัวอย่างที่พบเห็นได้บ่อยคือเรื่องเสียง เช่น เปิดเพลงเสียงดัง จัดงานปาร์ตี้ หรือส่งเสียงดังในช่วงเวลาพักผ่อน ไปจนถึงเรื่องกลิ่น ควัน ฝุ่น น้ำเสีย หรือกิจกรรมบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อบ้านอื่นอย่างต่อเนื่อง เช่น บ้านที่ทำกับข้าวด้วยอาหารที่มีกลิ่นแรง ทำทีกลิ่นตลบอบอวลไปทั้งหมู่บ้าน ก่อกองไฟจนควันคลุ้ง ต่อเติมบ้าน แล้วช่างทำนั่นทำนี่จนมีฝุ่นปูนลอยมาติดเสื้อผ้าที่ตากไว้ของเพื่อนบ้านหรือมาโดนรถของเพื่อนบ้าน น้ำจากรางน้ำฝนที่หยดมาลงพื้นที่ในบ้านของเพื่อนบ้าน เป็นต้น
หลักคิดที่สำคัญในเรื่องนี้คือ เจ้าของบ้านมีสิทธิใช้ทรัพย์สินของตัวเอง แต่ต้องไม่ใช้สิทธิจนก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญหรือกระทบสิทธิของผู้อื่นเกินสมควร ดังนั้น การที่เจ้าองบ้านจะป่าวประกาศปาว ๆ ว่า “นี่คือบ้านของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้” จึงไม่ใช่หลักทางกฎหมายที่ใช้ได้เสมอไป เพราะภายในหมู่บ้านจัดสรรยังอาจมีข้อบังคับเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวลาในการใช้เสียง การทำกิจกรรมบางประเภท หรือการใช้พื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งสมาชิกต้องปฏิบัติตามด้วย เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหา “เพื่อนบ้านไม่มีน้ำใจ” หากการรบกวนมีลักษณะและระดับที่เข้าข่ายตามกฎหมาย ก็สามารถนำไปสู่การร้องเรียนหรือดำเนินการตามกฎหมายได้ ว่ากันตามตรง ก่อนที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะใช้กฎหมายจัดการ คนส่วนมากมักจะเข้าไปเจรจาดี ๆ ก่อนแล้วในเบื้องต้น ถ้ามันหลายครั้งและไม่มีการปรับปรุง นั่นแหละที่จะกลายเป็นปัญหาทางกฎหมาย
เลี้ยงสัตว์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้สัตว์สร้างปัญหากับคนอื่นได้
การเลี้ยงสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ในบ้านเป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ดี เมื่อมีสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกับคนจำนวนมาก เจ้าของก็มีหน้าที่ควบคุมดูแลสัตว์ของตัวเองให้ดี ไม่ให้ไปสร้างปัญหาหรือความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ซึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยก็คือ การปล่อยสุนัขออกมาเดินเพ่นพ่านในพื้นที่ส่วนกลางโดยไม่มีผู้ควบคุม ซึ่งสุนัขอาจจะวิ่งไปกัดใครเข้า การเลี้ยงสุนัขในบ้าน แต่ปล่อยให้มันส่งเสียงเห่าต่อเนื่องโดยไม่จัดการอะไรเลย การพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่นแล้วปล่อยให้มันขับถ่ายในพื้นที่ส่วนกลาง หรือสัตว์เลี้ยงไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้อื่น
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “หมู่บ้านนี้อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์หรือไม่” แต่ต้องดูต่อว่า เมื่อเลี้ยงแล้วเจ้าของควบคุมดูแลอย่างไร สร้างปัญหาให้กับผู้อื่นหรือไม่ นอกจากนี้ ข้อบังคับของหมู่บ้านหรือนิติบุคคลอาจกำหนดเรื่องจำนวนสัตว์ พื้นที่เลี้ยง การควบคุมสัตว์ หรือการใช้พื้นที่ส่วนกลางเพิ่มเติมได้ภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งนั่นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจ ไม่ใช่พยายามหาช่องทางที่จะละเมิด สิ่งที่ต้องตระหนักให้มากก็คือ สิทธิในการเลี้ยงสัตว์ จะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการควบคุมดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเอง ไม่ให้มันกลายเป็นปัญหาของบ้านอื่น
ค่าส่วนกลางไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เลือกจ่ายได้ ไม่เคยใช้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องจ่าย
เมื่อซื้อบ้านในโครงการที่มีนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เหล่าสมาชิกหรือลูกบ้านไม่ได้มีเพียงสิทธิที่จะใช้ประโยชน์จากส่วนกลาง แต่ยังมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลและบริหารจัดการ ตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องด้วย เงินค่าส่วนกลางที่ถูกเรียกเก็บจากทุกบ้านจะถูกนำไปใช้กับสิ่งต่าง ๆ ในโครงการ เช่น การดูแลถนนและพื้นที่ส่วนกลาง ระบบรักษาความปลอดภัย การดูแลสวน ระบบสาธารณูปโภค หรือค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการนิติบุคคล
แต่ปัญหาที่พบได้บ่อยก็คือเจ้าของบ้านบางรายมองว่า “ฉันไม่ใช้สระว่ายน้ำเสียหน่อย” หรือ “ฉันไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปในสวนเลยนะ” ฉะนั้น ฉันก็ไม่ควรต้องจ่ายสิ! เอาเข้าจริงมีคนจำนวนไม่น้อยเลยด้วยที่คิดเช่นนี้ ทว่าหลักของค่าส่วนกลางไม่ได้คิดจากการใช้บริการเป็นรายครั้ง เพราะมันเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลและบริหารพื้นที่หรือระบบที่สมาชิกมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกัน และในทางกลับกัน นิติบุคคลเองก็ไม่ได้มีสิทธิเรียกเก็บเงินเท่านั้นเท่านี้ได้ตามอำเภอใจ ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย ข้อบังคับ และมติที่เกี่ยวข้อง และสำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงที่จะไม่จ่าย หรือค้างชำระเป็นเวลานาน กฎหมายก็ยังมีมาตรการทางกฎหมายรองรับ นิติบุคคลมีสิทธิ “ระงับการให้บริการและสาธารณูปโภค” เช่น ตัดสิทธิการใช้คีย์การ์ดเข้า-ออกอัตโนมัติ (ต้องแลกบัตรทุกครั้งเหมือนคนนอก) ในบางกรณีอาจมีผลต่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน หากนิติบุคคลดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
ย้ำอีกครั้งว่าการมีบ้านในโครงการ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของบ้านจะใช้พื้นที่รอบบ้าน พื้นที่ส่วนกลางได้ตามใจ หรือแม้แต่กิจกรรมที่ทำในบ้านก็ต้องไม่รบกวนผู้อื่น เพราะยังมีกฎหมายและกฎของโครงการกำกับการอยู่อาศัยร่วมกัน
ตั้งแต่การจอดรถ การต่อเติมบ้าน การใช้พื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงการรบกวนเพื่อนบ้าน ล้วนมีเรื่องที่ควรรู้ก่อนลงมือทำ รู้สิทธิของตัวเองและเคารพสิทธิของคนอื่น จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านจัดสรร






























