Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Four Hands, Two Sonatas เมื่อดนตรีถ่ายทอดความแค้นแทนคำพูด

Four Hands, Two Sonatas เมื่อดนตรีถ่ายทอดความแค้นแทนคำพูด

แอปฯ แดงที่มีชื่อย่อว่า Netflix เนี่ย เป็นแอปฯ ที่มีอาถรรพ์นะจะบอกให้ ถ้าได้ลองติดซีรีส์จากแอปฯ นี้สักเรื่อง กดเปิดเข้าไปดู ตอนแรกก็คือตั้งใจว่าจะดูแค่เรื่องที่จะดูนั่นแหละ แต่ในความเป็นจริง พอหลวมตัวเข้าไปแล้วมันออกไม่ได้อะ มันมีความกดเรื่องอื่นดูต่อ แล้วผลลัพธ์ก็คือ…ติดใจไง! ยอมรับเลยว่า UX/UI ของแอปฯ นี้เนี่ยทำฉันหลงทางจริง ๆ แค่พลาดกดเข้าแอปฯ ก็ไม่ได้ออกอีกเลย ล่าสุดเพิ่งดู Mousetrap จบ ตั้งใจว่าจะนอน ก็ดันไปเจอซีรีส์เรื่องใหม่เข้า ความจริงเรื่องนี้ไม่ได้ติดอยู่ในลิสต์ที่จะดู เพราะแค่เห็นโปสเตอร์ก็สัมผัสได้ถึงความอึดอัดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดดูเพราะ…ผู้ชาย “ซงคัง” กับ “อีจุนยอง” หล่อเกินไป!

ภาพจาก FB: tvN drama

Four Hands, Two Sonatas ชื่อภาษาไทยจาก Netflix ว่า สี่มือ สองท่วงทำนอง บอกเล่าเรื่องราวของมิตรภาพ ความรัก ความทะเยอทะยาน การแข่งขัน และการเติบโต ระหว่างนักเปียโนผู้เป็นอัจฉริยะแห่งโรงเรียนมัธยมปลายศิลปะเกาหลี 2 คน คนแรก “คังบีโอ” นักเปียโนสายสมบูรณ์แบบ ผู้ที่มีเทคนิคอันยอดเยี่ยมไร้ที่ติ เล่นโน้ตแม่นเป๊ะ ๆ อย่างกับเครื่องจักร เรียกได้ว่าเป็นคนที่เพียบพร้อมทั้งฝีมือและรูปลักษณ์ ครองความเป็นที่หนึ่งมาตลอดทั้งด้านการเรียนและดนตรี กวาดรางวัลการแข่งขันมาแล้วมากมาย แต่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบที่ใคร ๆ เห็น เขากลับเผชิญกับปัญหาภายในครอบครัวอย่างรุนแรง เมื่อผู้เป็นตาไม่ยอมรับเขาเป็นหลาน ในขณะที่ผู้เป็นแม่ก็คาดหวังและกดดันให้เขาต้องเป็นผู้ชนะในทุกการแข่งขัน ต้องกวาดรางวัลระดับโลกมาครองให้ได้ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ

ภาพจาก FB: tvN drama

ส่วนอีกคนคือ “ชเวจองโย” นักเปียโนสายสัญชาตญาณ ผู้ที่มาพร้อมกับพรสวรรค์ที่โดดเด่นและน่าทึ่ง ดนตรีของเขาจึงมาจากอารมณ์ดิบ ๆ ที่อยู่เบื้องหลังโน้ตเพลง ปล่อยพลังไปตามความรู้สึก ทว่าตั้งแต่ช่วงวัยเด็กเขามีภูมิหลังชีวิตที่ยากลำบาก นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาไม่เคยเรียนดนตรีจริงจังสักครั้ง แค่เล่นเปียโนที่บ้านตอนเบื่อ ๆ กระทั่งเติบโตมาก็ยังยากจนข้นแค้น พ่อติดหนี้มหาศาล แถมยังเอาลูกไปขัดดอกอยู่กับแก๊งเงินกู้นอกระบบ เขาจึงเลือกที่จะหันหลังให้กับพรสวรรค์ที่มีอยู่อย่างล้นเหลือของตัวเอง กระทั่งวันหนึ่ง เจ้าหนี้ของพ่อตามมาระราน พ่อหนีไปและทิ้งลูกชายไว้ เขาจึงขอความช่วยเหลือจากคนคนเดียวที่พอจะช่วยเขาได้ในเวลานั้น ให้เขามีที่ซุกหัวนอนและได้เรียนหนังสือต่อ เขาจึงย้ายเข้าสู่โรงเรียนมัธยมปลายศิลปะเกาหลี พร้อมกับเริ่มทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขารักอีกครั้ง

ภาพจาก FB: tvN drama

อย่างไรก็ตาม “ชเวจองโย” โผล่เข้ามาในชีวิตของ “คังบีโอ” ในจังหวะที่ค่อนข้างนรกพอสมควร เนื่องจาก “คังบีโอ” กำลังประสบปัญหาด้านตัวตนอย่างรุนแรง ไม่ว่าเขาจะคว้ารางวัลชนะเลิศมากี่รางวัล หรือได้รับการเชิดชูจากโรงเรียนมากแค่ไหน มันก็ไม่ดีพอที่จะทำให้ตายอมรับเขาเป็นหลานเสียที รวมถึงเขาเองกำลังจะเปลี่ยนครูผู้สอน ที่เน้นให้เขาเล่นตามเทคนิคของครูจนเขาเป็นได้แค่เงาที่ก๊อปปี้ครู ไปเป็นครูอีกคนที่เขานับถือเป็นไอดอล และชื่นชอบการเล่นเปียโนของครูคนนี้อย่างมาก ทว่าครูคนนี้กลับชื่นชอบดนตรีที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของ “ชเวจองโย” มากกว่า ดังนั้น หาก “คังบีโอ” ต้องการให้ครูคนนี้รับเขาเป็นศิษย์ เขาก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของครู คือต้องยอมเล่นเปียโนแบบสี่มือ จับคู่กับ “ชเวจองโย” เท่านั้น ผู้ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สั่นคลอนบัลลังก์ที่หนึ่งของเขามาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว

ภาพจาก FB: tvN drama

เอาล่ะ ก่อนจะไปเข้าเรื่อง ขอเตือนว่าซีรีส์เรื่องนี้ตอนดูต้องตั้งสติดี ๆ นะ เพราะลำดับเวลาในช่วงอีพี 1-2 มันค่อนข้างชวนงง แต่ถ้าผ่านอีพี 2 ไปแล้วจะเข้าใจว่าเรื่องเล่าลำดับเวลายังไง

ตอนนี้ เทคนิคอันยอดเยี่ยมของนายคอยปกปิดข้อบกพร่องของนายอยู่ ถ้าฟังดูให้ดี แล้วจะรู้น่ะ ว่าดนตรีของนายมันปลอม

อื้อหือ! สำหรับนักดนตรีแล้ว นี่น่าจะเป็นคำวิจารณ์ที่เจ็บยิ่งกว่าโดนตบหน้าซะอีกนะเนี่ย เพราะมันคือคำวิจารณ์ที่ชื่นชมก่อน ว่านายน่ะเป็นนักเปียโนที่มีเทคนิคการเล่นที่ยอดเยี่ยมมาก สมบูรณ์แบบสุด ๆ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้นายกวาดรางวัลมาได้มากมาย แต่นายรู้ไหมว่าเทคนิคสุดปังที่นายคิดว่ามันดีเยี่ยมอยู่แล้ว แท้จริงมันกำลังหลอกลวงนายอยู่ มันทำให้นายกลายเป็นคนที่เล่นดนตรีไปตามโน้ตแล้วจบ แต่ไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับเพลงเลยสักนิด คนฟังดนตรีของนายไม่สามารถสัมผัสกับอารมณ์เบื้องหลังโน้ตเพลงได้เลย ซึ่งถ้านายเอาชนะใจผู้ฟังด้วยความรู้สึกพวกนี้ไม่ได้ นายก็ไม่มีวันเป็นนักดนตรีตัวจริงได้หรอก! พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้วยรางวัลมากมายที่นายมีอยู่เต็มตู้ มันไม่มีค่าอะไรเลย ในเมื่อคนฟังเขาฟังออกว่าดนตรีมันปลอม!

ภาพจาก FB: tvN drama

บอกตามตรงนะ สำหรับคนที่มีปัญหาด้านตัวตนอยู่แล้วอย่าง “คังบีโอ” ที่แม่เอาความคาดหวังและความกดดันทั้งหมดมาลงที่ลูกว่าต้องได้ที่หนึ่งเท่านั้น ที่สองไม่เอา! กับการเป็นหลานที่ตาไม่ยอมรับ คือไม่รับทั้งตัวตนและไม่ยอมรับฝีมือด้วย ไม่ว่าเขาจะพิสูจน์ตัวเองมากี่รอบแล้วก็ตาม ทั้งที่ในสายตาคนอื่นคือก็คือยกยอเขาหมด ประโยคนี้แทบจะทำให้ล้มทั้งยืนได้เลย (ยังดีที่ในเรื่อง นั่งอยู่ตอนที่ฟัง 555) แล้วยิ่งได้ยินจากปากของคนที่ตัวเองนับถือเป็นไอดอล ชื่นชมฝีมือเขามาตลอดแล้วด้วย มันยิ่งเจ็บโคตร ๆ คือที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ แบบนี้กับเขาเลยสักคน และกับครูคนนี้ ถ้าตัวเขาไม่ขอร้องตรง ๆ ว่าช่วยบอกทีว่าเขามีปัญหาที่ตรงไหน การไม่รู้มันทำให้เขาอึดอัดมาก ครูก็คงไม่ยอมปริปากพูดหรอก สุดท้ายครูจึงยอมบอกด้วยความเมตตา เด็กมันควรรู้ว่าตัวเองผิดพลาดยังไง

ภาพจาก FB: tvN drama

ก็นะ คนเราจะพัฒนาต่อได้ยังไงถ้าไม่รู้ว่าข้อผิดพลาดของตัวเองคืออะไร ยิ่ง “คังบีโอ” ยิ่งน่าสงสาร เพราะเขาคือเด็กที่โตมากับการถูกอวยมาตลอดชีวิต ว่าเล่นดีเล่นเก่ง ยอดเยี่ยม สมบูรณ์แบบสุด ๆ ตัวแม่ก็อวยเกินเบอร์เพราะต้องการให้กำลังใจลูก ให้ลูกทำต่อไปเพื่อพิชิตใจตา ส่วนคนอื่นอวยเพราะเกรงใจนามสกุล ความเป็นลูกหลานคนที่มีชื่อเสียงในแวดวงดนตรี ทว่าในขณะเดียวกัน เด็กมันก็สัมผัสได้จากฝีมือตัวเองว่าสิ่งที่คนอื่นพูดมันไม่จริง แต่เขากลับเจอความหวังดีที่ใจร้าย คือการไม่พูดตรง ๆ ว่าดนตรีที่เขาเล่นมันไม่ดีตรงไหน อะไรคือปัญหา อะไรคือความผิดพลาด แล้วต้องแก้ยังไง ปล่อยให้เขาจมอยู่กับคำชื่นชมจอมปลอมที่เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่

ภาพจาก FB: tvN drama

แน่นอนล่ะว่านั่นคือคำวิจารณ์ที่เจ็บปวดมากและกระทบกับอีโก้ของเขาโดยตรง (ซึ่งปกติอีโก้เขาก็มีปัญหาอยู่แล้ว) แต่ถ้าเขาอยากที่จะพัฒนาตัวเองจริง ๆ อยากจะกำจัดข้อผิดพลาดของตัวเองที่คนอื่นรู้มาโดยตลอดแต่ตัวเขาเองเพิ่งรู้ ให้ตัวเองได้เป็นนักดนตรีตัวจริง เขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงให้ได้ และก้าวข้ามความรู้สึกด้านลบจากการได้ยินคำวิจารณ์นี้ไป อย่างแรก คือตัวเขาเป็นคนร้องขอคำวิจารณ์นี้เอง ด้วยความที่อยากรู้ว่าตัวเองทำผิดพลาดตรงไหนแต่ไม่เคยมีใครบอกให้รู้ และอย่างที่สอง คือเพื่อให้เขาได้นำเอาข้อด้อยของตัวเองไปปรับปรุง ว่าจะทำยังไงให้คนฟังสัมผัสได้ถึงอารมณ์ร่วมของนักดนตรีจากเพลง ไม่ใช่การเล่นไปตามโน้ตแข็ง ๆ เท่านั้น

นายจะหนีไปซ่อนแบบนี้ถึงเมื่อไหร่กันล่ะ ออกมาจากถ้ำได้แล้ว ฉันรู้ดีว่านายทรมาน แต่เมินไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรนะ ยังไงนายก็ต้องเผชิญหน้ากับมันสักครั้งอยู่ดี

หัวข้อที่ผ่านมาคือปัญหาของ “คังบีโอ” ผู้ที่ใคร ๆ ก็บอกว่าเขาสมบูรณ์แบบใช่ไหม แถมครูคนที่เขาอยากได้มาเป็นครูส่วนตัว ก็ดันไปชื่นชมดนตรีของ “ชเวจองโย” อย่างออกนอกหน้าอีก ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่า “ชเวจองโย” ผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์จะไม่มีปัญหาอะไรเลย ซึ่งปัญหาของเขาก็ไม่ใช่ปัญหาในด้านดนตรี ที่จะรับรู้ได้จากการวิจารณ์ของผู้ฟังซะด้วยสิ แต่เป็นปัญหาที่ตัวเขาเองรู้ดีอยู่แล้ว ยอมรับ พยายามแก้ แต่พอแก้เองไม่ได้ก็เลยหลีกเลี่ยง ใช้วิธีหนีปัญหาซะเลย ซึ่งปัญหาของเขาก็คือการขึ้นแสดง เขาไม่สามารถแสดงดนตรีต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก ๆ ได้ ส่วนสาเหตุ มันคือภาวะ PTSD จากความสูญเสียในวัยเด็ก วันที่เขาได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขัน

ภาพจาก FB: tvN drama

ด้วยความที่ซีรีส์มันเพิ่งจะ 2 ตอนเอง เราก็ยังรู้รายละเอียดลึก ๆ ได้ไม่ค่อยมาก ปมของเรื่องยังทยอยนำออกมาไม่หมดด้วยซ้ำ แต่ถ้าให้เดา ที่คิดว่าสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ “ชเวจองโย” หันหลังให้กับการเล่นเปียโน แล้วทิ้งพรสวรรค์ของตัวเองไว้ข้างหลัง เลือกที่จะเล่นเปียโนแค่กับตัวเองคนเดียวในยามที่คิดถึงเสียงดนตรี น่าจะเป็นเรื่องความสูญเสียที่เกิดขึ้นในวันนั้นมากกว่าฐานะทางบ้านของเขา ว่ากันตามหลักฐานที่มีให้เห็นในอีพี 2 นะ เหมือนว่าจุดเริ่มต้นของความพังพินาศในชีวิตของเขา ที่บ้านยากจน ต้องสู้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ พ่อเป็นหนี้ พ่อบอกอยากเกลียดแต่ก็เกลียดไม่ลง และต้องใช้ชีวิตเป็นลูกกระจ๊อกแก๊งเงินกู้ มันคือวันนั้นในสมัยเด็ก วันที่เขาเจอกับ “คังบีโอ” ครั้งแรก และได้แข่งเปียโนกัน

ภาพจาก FB: tvN drama

เหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้เขาสูญเสียทั้งคนสำคัญและความสามารถในการเล่นดนตรีต่อหน้าผู้คนไปโดยปริยาย เขาไม่กล้าเล่นเปียโนให้คนจำนวนมากฟัง และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเล่นเปียโนมาโดยตลอดด้วย ที่ทำได้คือการไปหาเปียโนหลังเก่าที่น่าจะถูกขายทิ้งไปตั้งแต่ตอนเด็ก (จนต้องเลิกเล่นเพราะบ้านไม่มีแล้ว) ปัจจุบันถูกเก็บอยู่ในโกดังของเก่าที่ไหนสักที เพื่อเล่นมันในยามที่คิดถึงและเล่นกับตัวเองคนเดียว ยอมเล่นเพื่อเงิน และล่าสุด คือยอมเล่นอีกครั้งเพราะรู้สึกผิดและเกรงใจเพื่อน ที่ดันไปตกลงเล่นแบบสี่มือแลกกับการถูกรับเป็นลูกศิษย์ คือบ่ายเบี่ยงมาหลายรอบแล้วแต่เพื่อนก็ยังรอ เขาเลยยอมสารภาพความจริง แต่แทนที่เพื่อนจะหมดหวังและยอมแพ้ กลับช่วยให้เขาสามารถกลับมาเล่นต่อหน้าผู้คนได้อีกครั้ง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นมิตรภาพที่ดีของ “ชเวจองโย” กับ “คังบีโอ”

ภาพจาก FB: tvN drama

เมื่อเส้นทางทางดนตรีบีบให้คนสองคนถูกจับคู่มาเล่นเปียโนด้วยกัน จากที่เริ่มต้นด้วยความไม่ชอบขี้หน้า มิตรภาพก็เกิดขึ้น แต่มันน่าสนใจว่าความเป็นเพื่อนและคู่หูเปียโนของคนคู่นี้มันจะไปถึงจุดแตกหักอีกทีตอนไหน เพราะการที่ซีรีส์เปิดเรื่องอีพีแรกมาด้วยฉากในอดีตที่แว่บไปอนาคตในอีก 6 เดือน แล้วค่อยกลับมาเล่าอดีตก่อนหน้านั้น 6 เดือน ในช่วงที่สองคนนี้กลับมาเจอกันในช่วงม.ปลาย จากนั้นก็เปิดอีพีสองด้วยภาพความแตกหักในอีก 10 ปีต่อมา ซึ่งก็คือปี 2026 ในปัจจุบัน ทีแรกแอบงงกับการลำดับเรื่องมาก แต่ถ้าดูจบอีพี 2 แล้วจะเข้าใจ ว่าเรื่องกำลังค่อย ๆ ต้อนเราให้เดินทางย้อนกลับไปเก็บเศษเสี้ยวความแตกหักของสองคนนี้ขึ้นมาประกอบใหม่ทีละชิ้น ถือว่าเป็นการเล่าเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว

ภาพจาก FB: tvN drama

เท่าที่เล่ามา หลายคนอาจคิดว่า Four Hands, Two Sonatas เป็นซีรีส์แนวโรแมนติก เติบโต เน้นมิตรภาพของสองหนุ่มตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรกในวัยเด็กและแข่งดนตรีกัน จนมาเจอกันอีกครั้งในช่วงม.ปลาย และได้เล่นเปียโนด้วยกันใช่ไหม แต่จริง ๆ ถ้าไปดูเองจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความดราม่าและความดาร์กมากกว่าที่คิด เพราะในเส้นเวลาปัจจุบันปี 2026 มันมีอะไรบางอย่างที่บอกกับเราอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้เดินไปสู่จุดแตกหักแน่นอน แถมซีรีส์ยังเลือกที่จะใช้เสียงของดนตรีในการพูดแทนอารมณ์ของคนสองคนอีกต่างหาก ทั้งท่าทาง อินเนอร์ และจังหวะในการกดนิ้วลงบนคีย์เปียโนมันเต็มไปด้วยความกดดัน นี่ขนาดเล่นดนตรีไม่เป็นยังรู้สึกได้ ดีที่ยังมีตัวละครหญิงกับคาแรกเตอร์สดใส ๆ มาเบรกความดาร์กไว้บ้าง ไม่งั้นอึดอัดตาย 🎹