สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์นำเสนอข่าวความสำเร็จของซีรีส์แนวตั้งในสหรัฐอเมริกาที่กำลังบุกฮอลลีวูด ซึ่งยานแม่ของวงการบันเทิงทั่วโลกกำลังอยู่ในยุคที่ถูกสื่อดิจิทัลโจมตีจนแทบจะย่อยยับไปหลายสตูดิโอ จนทำให้ค่ายหนังต้องเริ่มมองหาแนวทางการผลิตความบันเทิงเพื่อความอยู่รอด และดูเหมือนซีรีส์แนวตั้งจะเป็นคำตอบสุดท้าย
ที่ผ่านมาคนไทยน่าจะคุ้นเคยกับซีรีส์แนวตั้งกันอยู่แล้ว เพราะได้รับความนิยมไม่ได้น้อยหน้ากว่าเจ้าต้นตำรับในจีน การที่ละคร ซีรีส์ ความยาวตอนละไม่เกิน 60 วินาที มีความละเอียดอยู่ที่ 9:16 ผลิตเพื่อให้ผู้ชม รับชมจากสมาร์ตโฟนได้สะดวก
เนื้อหาของละครแนวตั้ง ส่วนใหญ่แล้วเป็นเนื้อหาสไตล์ Soap Opera หรือที่ผู้ชมชาวไทยชอบเรียกว่า “ละครน้ำเน่า” ที่ถูกย่อส่วนลงมาและมีเนื้อหาต่อตอนไม่เกินหนึ่งนาที ที่สำคัญคือการผูกประเด็นเนื้อหาที่มักทิ้งท้ายให้คนดูอยากติดตามต่อ ทำให้ซีรีส์แนวตั้งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
ซึ่งต้นตำรับของซีรีส์แนวตั้งคือผู้ผลิตจากประเทศจีน เป็นความบันเทิงที่มีเม็ดเงินในตลาดสูงไม่น้อยหน้าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเลยทีเดียว ที่สำคัญซีรีส์แนวตั้งนั้นสามารถกวาดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมตั้งแต่ 25-55 ปี ซึ่งความนิยมดังกล่าวได้เข้าสู่ตลาดเอเชีย ก่อนจะบุกไปตลาดสหรัฐอเมริกา
ตามตัวเลขที่ Omdia (บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี) ที่รอยเตอร์อ้างถึงความนิยมของซีรีส์แนวตั้งในสหรัฐฯ นั้น ทำให้นักการตลาดทางด้านสื่อแปลกใจไม่น้อย เพราะถูกคาดการณ์ว่า ปี 2026 จะสร้างรายได้ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ และอาจขึ้นไปใกล้ 2 พันล้านดอลลาร์ในปีหน้า
ทั้งนี้ Omdia ประเมินเพิ่มเติมว่า รายได้ของซีรีส์แนวตั้งทั่วโลกในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 11 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และอาจแตะ 14 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ที่น่าสนใจกว่ารายได้คือจำนวนคนดู ในสหรัฐฯ จำนวน Monthly Active Users ของซีรีส์แนวตั้ง เพิ่มจากประมาณ 26 ล้านคนในปี 2024 เป็น 66 ล้านคนในปี 2025 และกลุ่มผู้ชมหลักคือ ผู้หญิงอายุ 25-55 ปี
จากตัวเลขตามรายงานข่าวนั้น ทำให้เห็นว่าวงการซีรีส์ที่คนนิยมจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและทีวี กำลังจะพบกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เพราะโจทย์ของซีรีส์แนวตั้งไม่ใช่การนำเอาละครเก่ามาตัดต่อใหม่เพื่อให้เป็นขนาด 9:16 แต่ต้องเป็นละครที่ผลิตมาเพื่อรับชมในลักษณะดังกล่าวเลย โดยที่เนื้อหาต้องจบตอนใน 60 วินาที แต่ทำให้ผู้ชมอยากดูต่อในตอนถัดไปด้วย
ที่สำคัญ รูปแบบธุรกิจของซีรีส์แนวตั้งยังเป็นแนวทางการทำเงินของการเล่าเรื่องแบบใหม่ เพราะโดยทั่วไปแพลตฟอร์มจะให้ดูตอนแรก ๆ ฟรี จากนั้นเริ่มให้จ่ายเงินเพื่อปลดล็อกตอนต่อ ๆ ไป หรือสมัครสมาชิก ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 300-650 บาท แล้วซีรีส์แนวตั้งจะใช้ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ในการตกเหล่าสมาชิก เพราะนี่คือยุคสมัยที่ผู้ชมนิยมคลิปสั้น ทั้งทาง TikTok, Reels และ Shorts พอผู้ชมรับชมตอนแรกผ่านทางแพลตฟอร์มเหล่านี้ มักจะถูกตกให้เข้าไปสู่แอปฯ ช่วงแรกอาจดูฟรี แต่เมื่อรับชมไปเรื่อย ๆ มักต้องจบด้วยการจ่ายค่าสมาชิกเพื่อรับชมต่อให้จบ สนองความอยากรู้ของตัวเอง
ในเมืองไทยมีผู้ผลิตเนื้อหาหลายเจ้าลงมาเล่นละครแนวตั้งกันเป็นที่เรียบร้อย แม้เนื้อหาจะแปลก ๆ ไปบ้างแต่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ขณะที่สหรัฐอเมริกา เหล่าสตูดิโอใหญ่อย่าง NBCUniversal ได้ร่วมทดลอง ซีรีส์แนวตั้งผ่าน Peacock และมีโปรเจกต์ short-form ของตัวเอง ส่วน Fox ทำข้อตกลงกับ Holywater Tech บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง My Drama เพื่อผลิตซีรีส์แนวตั้งมากกว่า 200 เรื่อง
โลกที่เปลี่ยนไป ผู้ผลิตสื่อจึงต้องปรับตัวตาม สิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นในชีวิตก็ได้เห็นกันมาเยอะแล้ว สิ่งที่เราเคยคิดว่าจะเป็นไปได้อย่างไร มันก็เป็นไปแล้ว หากจะหันมานิยมซีรีส์แนวตั้งที่มีพลอตไม่ต่างอะไรจากละครผลไม้ AI คงน่าสนใจไม่น้อยว่าการเสพสื่อของมนุษยชาติจะมีอะไรให้เซอร์ไพรส์มากกว่านี้ในอนาคตข้างหน้า
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























