Home Work & Living Living Gen Z รับจบ! ทำไมอะไร ๆ ก็ Gen Z

Gen Z รับจบ! ทำไมอะไร ๆ ก็ Gen Z

สังเกตหรือไม่ว่าทุกวันนี้ สังคมดูจะให้ความสำคัญกับ “Gen Z” มากเป็นพิเศษทั้งเรื่องบวกและเรื่องลบ ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ Gen Z, เทรนด์ Gen Z, การตลาด Gen Z, เรียนรู้ศัพท์ Gen Z (จะได้พูดคุยกับเขารู้เรื่อง), พฤติกรรมในที่ทำงานของ Gen Z, มารยาท Gen Z และอีกมากมาย ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ว่าทำไมคน Gen Z ซึ่งจริง ๆ ควรจะเป็นเพียงคำเรียกของคนรุ่นหนึ่ง จากการแบ่งกลุ่มคนตามช่วงเวลาหรือยุคสมัยที่เกิด ทำไมจึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นคำอธิบายของสารพัดสิ่งในสังคมเวลานี้

การแบ่งกลุ่มคนตามช่วงเวลาออกเป็นเจเนอเรชัน ต่าง ๆ นั้น จุดประสงค์หลักก็เพื่อที่จะใช้เป็นกรอบในการทำความเข้าใจคนที่เกิดและเติบโตในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ศึกษาจนเห็นภาพชัดว่าคนที่เกิดร่วมเจเนอเรชันกัน เจอบริบททางสังคมต่าง ๆ ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สภาพสังคม หรือค่านิยม ก็จะมีวิธีคิดและพฤติกรรมบางอย่างร่วมกันชัดเจน ว่าคนที่เกิดในช่วงเวลานี้มีแนวโน้มที่จะทำแบบนั้นแบบนี้ และไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ ขณะที่เมื่อเวลาผ่านไป เด็กที่เกิดใหม่เติบโตขึ้นภายใต้บริบทที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมที่เคยคล้ายกันในช่วงหนึ่งเริ่มเปลี่ยน จึงต้องจัดกลุ่มขึ้นใหม่และเรียกเป็นเจเนอเรชันใหม่ ซึ่งคน Gen Z ก็คือคนที่เกิดในช่วงพ.ศ. 2540-2555 (ค.ศ. 1997-2012) ตามนิยามที่ Pew Research Center ใช้

โดยลักษณะเด่นของคน Gen Z คือเกิดและเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่อยู่แวดล้อม มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ รักความอิสระและมีความยืดหยุ่นสูง ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ความหลากหลาย และตั้งคำถามกับปัญหาระดับโลก ใช่! จริง ๆ แล้วการพูดถึง Gen Z ควรจะมีกรอบเพียงเท่านี้ แต่ไม่รู้ทำไม อะไรที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ ในสังคม มันถึงกลายเป็นภาพจำที่ทำให้เราเผลอเหมารวม เรียกว่าเป็น Gen Z ง่ายขนาดนั้น

1. Gen Z คือ “คำสำเร็จรูปที่ง่ายที่สุด” ในการแปะป้ายปรากฏการณ์ที่ไม่คุ้นเคย

เมื่อสังคมเจอพฤติกรรมใหม่ ๆ หรือปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม และคนส่วนมากยังไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม วิธีคิด หรือแฟชั่นบางอย่าง การจะอธิบายว่ามันเกิดจากปัจจัยอะไรบ้างอาจซับซ้อนเกินไป สังคมจึงพยายามหาคำอธิบายที่สั้น รวดเร็ว และย่อยง่าย แบบที่จบได้ในคำเดียวและทุกคนเห็นภาพตรงกัน Gen Z จึงถูกยกขึ้นมาเป็นคำที่ทำหน้าที่อธิบายปรากฏการณ์เหล่านั้น โดยนิยามว่ามันคือความแปลกจากคนรุ่นใหม่ ทั้งที่จริง ๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านี้อาจมีปัจจัยจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สภาพสังคม ค่านิยม หรือการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งอย่าง ขณะเดียวกัน Gen Z ก็เป็นวัยที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในช่วงที่ปัจจัยทั้งหลายอย่างข้างต้นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างก้าวกระโดดพอดี สื่อและคนในสังคมจึงใช้คำว่า “Gen Z” เป็นทางลัดในการอธิบายความซับซ้อนที่คนรุ่นก่อนหน้าไม่คุ้นเคย และพอใช้บ่อย ๆ คำนี้เลยไม่ได้มีหน้าที่แค่บอกพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ แต่เริ่มกลายเป็นคำตอบว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปแบบนี้ด้วย ซึ่งมันเป็นโลกแบบที่คนรุ่นก่อน ๆ รับไม่ค่อยจะได้ และเมื่อจำเป็นต้องหาคำอธิบายหรือเป้าสำหรับวิพากษ์วิจารณ์ การแปะป้ายจึงทำให้เห็นภาพชัดว่าหมายถึงพฤติกรรมใดของคนกลุ่มใด และอาจเป็นเหตุผลที่ชัดเจนได้ว่าทำไมอะไร ๆ Gen Z ก็รับจบเสมอ

2. ช่วงอายุของ Gen Z คือ “ภาพแทนของคนรุ่นใหม่” ที่กำลังเป็นที่จับตา

แรกเริ่มเดิมที Gen Z ก็เป็นเพียงคำที่ใช้สำหรับจัดกลุ่มประชากรตามช่วงปีเกิด เพื่อศึกษาพฤติกรรม ค่านิยม และมุมมองที่หล่อหลอมจากเหตุการณ์สำคัญในยุคสมัยนั้น เหมือนกับ Baby Boomer, Gen X และ Gen Y แต่เนื่องจากในช่วงเวลานี้ Gen Z คือช่วงวัยที่กำลังก้าวขึ้นมาร่วมขับเคลื่อนสังคม คือเป็นวัยที่ได้เริ่มต้นทำงานและใช้ชีวิตด้วยตนเอง เพราะปัจจุบัน Gen Z ตอนต้นจำนวนมากก้าวเข้าสู่วัยทำงานและมีรายได้ เริ่มมีอำนาจซื้อ และเริ่มมีบทบาทหลาย ๆ อย่างทางสังคมเด่นชัดขึ้นมา ขณะที่ Gen Z รุ่นที่อายุน้อยกว่า ที่แม้จะยังอยู่ในวัยเรียน ก็ยังถูกมองว่าเป็นวัยรุ่นยุคใหม่ที่เริ่มมีความน่าสนใจ พวกเขาจึงถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะช่วงวัยที่มีพฤติกรรมให้ศึกษาและนำไปต่อยอดในด้านต่าง ๆ เช่น พวกแบรนด์ต่าง ๆ ใช้ Gen Z เป็นหลักในการตั้งโจทย์การตลาดเพื่อผู้บริโภครุ่นใหม่ ในขณะที่สังคมการทำงาน เมื่อผู้ใหญ่ในที่ทำงานเจอพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ไม่เคยเจอหรือเจอน้อยมาก ๆ ในกลุ่มคนร่วม Gen ตัวเองหรือ Gen อื่น แต่มาเจอบ่อยขึ้นในคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัว การทำงาน หรือการใช้ชีวิต จึงกลายเป็นเป้าสายตาและถูกนำมาขยายผลใหญ่โต

3. สื่อและอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย ชอบ “ความขัดแย้งของช่วงวัย”

ปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ความเป็น Gen Z ถูกตีฟูให้ใหญ่โตมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ คือการมีโซเชียลมีเดีย มันทำให้สังคมดูจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่ออะไรได้อย่างไร้ขอบเขต ขณะเดียวกันผู้คนก็เปิดกว้าง และมักใช้พื้นที่บนออนไลน์ที่มี ที่หลายคนเข้าใจว่าแอ็กเคานต์ที่ใช้ชื่อตัวเอง = พื้นที่ส่วนตัว) เป็นพื้นที่ในการระบายความคับข้องใจ บ่นนั่นบ่นนี่ ส่วนใหญ่ก็คือเรื่องราวที่พบเจอในชีวิตประจำวัน และเมื่อใครบางคนพบเจอพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ตัวเองไม่เคยเจอ พฤติกรรมที่ไม่ชอบและคิดว่าสังคมก็ไม่ชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤติกรรมที่ถูกแปะป้ายว่าเป็น Gen Z โพสต์นั้นอาจจะกลายเป็นไวรัลและนำมาซึ่งดราม่า กลายเป็นพื้นที่แชร์ประสบการณ์ร่วมของผู้ที่เคยพบเจอแบบนี้มาเหมือนกัน ในขณะเดียวกัน ก็เกิดการปะทะกันของคนอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย และอาจแสดงตัวว่าตนเองคือ Gen Z แต่ไม่ได้มีพฤติกรรมอย่างที่ถูกกล่าวหา เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยเข้า จึงทำให้คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างรุ่น สร้างยอดการมีส่วนร่วมได้สูง แบรนด์ สำนักข่าว หรือครีเอเตอร์ที่จับจุดได้ เลยพยายามขยี้คำว่า Gen Z ลงไปในทุกประเด็น และหยิบคำว่า Gen Z มาขยายต่อจนคำนี้ถูกเหมารวมกับทุกพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจถึงขั้นเกิดอคติยืนยันขึ้นมาว่า “นี่แหละพวก Gen Z”

4. คนรุ่นก่อนหน้า ใช้ Gen Z เป็น “กระจกสะท้อนและระบายความอึดอัด” ต่อความเปลี่ยนแปลง

ก่อนที่ Gen Z จะมารับจบแทบทุกเรื่องในวันนี้ คนรุ่นก่อนหน้าอย่าง Gen Y และ Gen X ที่เคยเป็นคนรุ่นใหม่ในช่วงเวลาหนึ่ง ก็โดนผู้ใหญ่รุ่นก่อนหน้ากว่าแปะป้ายมาก่อนเหมือนกัน เพียงแต่ในอดีตไม่มีออนไลน์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขยายเรื่องราว หรือนำมาขยี้ซ้ำ ๆ อีกทั้งการผูกโยงพฤติกรรมเข้ากับคำเรียกช่วงวัยก็เพิ่งจะเป็นที่นิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างคือ คน Gen Y ที่ถูกตำหนิในลักษณะนี้ จะคุ้นเคยกับคำว่า “เด็กสมัยนี้” มากกว่า “พวก Gen Y” หรือ “พวก Millennials” อย่างไรก็ตาม ช่วงที่การนิยามพฤติกรรมโดยผูกกับ Gen แพร่หลาย ก็ดันเป็นช่วงที่ Gen Z กำลังถูกจับตาพอดี ที่สำคัญ Gen Z เกิดและเติบโตช่วงที่บริบททางสังคมหลายอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทำให้หลายพฤติกรรมดูแปลกไปจากคนรุ่นก่อนหน้าชัดเจน ในขณะที่ Gen Y ตอนปลายยังทันผ่านช่วงชีวิตจากโลกแอนะล็อกเข้าสู่โลกดิจิทัล จึงมีประสบการณ์ร่วมกับโลกแบบเดิมมากกว่า Gen Z ที่เติบโตขึ้นมาในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่ไกลออกไปอีกขั้น ซึ่งเมื่อคนรุ่นก่อนที่เคยโดนมาก่อนและวันนี้ก็เป็นผู้ใหญ่ เกิดรู้สึกไม่มั่นคงหรืออึดอัดกับความเปลี่ยนแปลง การโยนทุกอย่างไปที่ Gen Z ว่าเป็นต้นเหตุของความพังทลาย เป็นการอธิบายความเปลี่ยนแปลงผ่านคนรุ่นหนึ่ง อาจช่วยทำให้เรื่องที่ซับซ้อนและควบคุมไม่ได้ดูเหมือนมีต้นเหตุที่ชัดเจนขึ้น

5. Gen Z จึงกลายเป็นป้ายกำกับของทุกวัฒนธรรมใหม่

เมื่อคำว่า Gen Z ถูกใช้บ่อยครั้งไปกับการแปะป้ายพฤติกรรมใหม่ เทรนด์ใหม่ ภาษาใหม่ แฟชั่นใหม่ การตลาดใหม่ หรืออะไรก็ตามที่คนรุ่นก่อนหน้าอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยไปเรื่อย ๆ คำว่า Gen Z จึงเริ่มหลุดออกจากความหมายเดิมที่เป็นเพียงแค่คำที่ใช้เรียกในการแบ่งกลุ่มคนตามช่วงเกิด กลายเป็นคำที่บอกว่า “นี่คือวัฒนธรรมยุคนี้” ตัวอย่างก็คือ ในยุคที่อินเทอร์เน็ตมาใหม่ ศัพท์ใหม่ ๆ ในอินเทอร์เน็ตมักจะถูกเรียกว่า คำแสลง ภาษาชาวเน็ต ภาษาวิบัติ หรือศัพท์วัยรุ่น ไม่ได้ถูกเรียกว่าศัพท์ Gen Y แต่อย่างใด ในขณะที่ปัจจุบัน ภาษาใหม่ ๆ ในอินเทอร์เน็ตที่เกิดขึ้นตามปกติ มีวงจรชีวิตที่ฮิตใช้กันอยู่ช่วงหนึ่งแล้วอีกสักพักก็หายไปเหมือนกัน กลับถูกเรียกว่า “ศัพท์ Gen Z” จึงเห็นภาพชัดเจนว่าไม่ใช่เพราะคนรุ่นก่อนหน้าไม่เคยสร้างภาษาใหม่ แต่เพราะปัจจุบัน Gen Z ถูกทำให้เป็นเจ้าของภาพลักษณ์ของ “วัฒนธรรมใหม่” ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมใหม่ (ที่คนรุ่นก่อนหน้าอาจมองว่ามันแปลก) ความคิดใหม่ (ที่คนรุ่นก่อนหน้าอาจมองว่ามันขบถ) เทรนด์ใหม่ ศัพท์ใหม่ ฯลฯ ดังนั้น ภาพของ Gen Z = วัฒนธรรมใหม่ จึงไม่ได้มีแต่ความหมายในเชิงบวก เพราะเบื้องหลังการแปะป้ายอาจสะท้อนความไม่มั่นคงของคนรุ่นเก่าที่กำลังพยายามทำความเข้าใจกับโลกที่เปลี่ยนไปจากสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคย

เมื่อสังคมมอง Gen Z เป็นตัวแทนของ “สิ่งใหม่” ที่คนรุ่นก่อนไม่คุ้นเคยและหลาย ๆ อย่างก็ตามไม่ทัน “Gen Z” จึงถูกดึงเข้าไปอธิบายทั้งสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบได้ง่ายที่สุด เพื่อให้มองภาพออกว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็น อาจไม่ใช่ว่า “Gen Z กำลังเปลี่ยนโลก” แต่เป็นสังคมกำลังใช้ Gen Z เป็นเลนส์สำหรับมองโลกที่เปลี่ยนไปต่างหาก