Home Inspiration ชีวิตติดลูกหนัง บ้าคลั่งลูกหนังโลก (2)

บ้าคลั่งลูกหนังโลก (2)

อีกหนึ่งมหากาพย์เกมฟุตบอลโลกในตำนานนั้น มิอาจข้ามคู่นี้ไปได้ การเจอกันของสองชาติคู่อริ จากสงครามฟอล์กแลนด์สู่สนามฟุตบอล

2. อาร์เจนตินา-อังกฤษ 1986

ในเวิลด์คัพ 1986 ที่เม็กซิโก มีรอบ 8 ทีมสุดท้ายอันน่าจดจำทุกคู่เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าคู่ประชันดารา อย่างบราซิลกับฝรั่งเศส ที่เล่นกันสนุกตื่นเต้น สุดท้ายทีมตราไก่ชนะไปจากดวลจุดโทษ

“อินทรีเหล็ก” เยอรมันตะวันตก กว่าจะผ่าน เม็กซิโกได้ ก็ต้องดวลถึงฎีกาเหมือนกัน อีกหนึ่งคู่ สเปนกับเบลเยียมจบด้วยดวลจุดโทษ ผลปรากฏว่าทีมกระทิงดุแม่นสู้ไม่ได้พ่ายตกรอบไป

เรียกได้ว่า 4 คู่ในรอบควอเตอร์ไฟนัล ต้องสู้กันถึงดวลเป้า 3 เกม ส่วนแมตช์แห่งความทรงจำของเรานี้ไม่ยืดเยื้อขนาดนั้น แต่ต้องลุ้นกันจนหืดขึ้นคอถึงท้ายเกมเหมือนกัน

อังกฤษของกุนซือ บ็อบบี้ ร็อบสัน มีผลงานไม่สู้ดีนักในรอบแรก แต่พวกเขาเร่งเครื่องขึ้นมาได้ดีขึ้นเมื่อปรับทีมโดยใช้ตัวผู้เล่นที่เล่นบอลบนพื้นได้ดีอย่าง ปีเตอร์ เบียร์ดส์ลีย์ ลงไปยืนคู่กับ แกรี่ ลินิเกอร์ ในแดนหน้า ส่ง ปีเตอร์ รีด ลงไปเป็นตัวไล่ในแดนกลาง และ เทรเวอร์ สตีเวน ทางกราบขวา

ผลปรากฏว่าพวกเขาผลงานดีขึ้นผิดหูผิดตา ไล่ถล่มโปแลนด์ 3-0 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม และอัดปารากวัยอีก 3-0 รอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่รอบต่อมาโชคชะตาดันขีดเส้นให้ทั้งสองทีม อังกฤษกับอาร์เจนตินา มาเจอกันราวกับเล่นตลก แถมเร็วเกินไปหน่อยด้วย

เกมสำคัญนี้ระเบิดขึ้นที่สนามอัซเตกา ในกรุงเม็กซิโก ซิตี โดยมีคนดูเรือนแสนที่แออัดเข้าไปเป็นสักขีพยานในสนาม สร้างบรรยากาศให้มันเร้าใจยิ่งขึ้นแบบสุด ๆ ส่วนผมนั่งเชียร์อยู่หน้าจอเช่นเคย ทั้งสองทีมลงสู่สนาม ครึ่งแรกอังกฤษพยายามสู้แม้เทคนิคยังดูเป็นรองทีมฟ้าขาวอยู่พอสมควร แต่สามารถยันสกอร์ไว้ได้ 0-0

ครึ่งหลังเกมเริ่มสนุก เมื่อทั้งสองทีมแลกกันมากขึ้น และแล้วในนาทีที่ 51 ประตูที่ทำให้ชาวโลกโจทย์ขานไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น เมื่อ ดิเอโก มาราโดนา หลุดเดี่ยวแล้วเทคตัวขึ้นโหม่งในจังหวะที่ปีเตอร์ ชิลตัน นายทวารอังกฤษ ผวาออกมาเพื่อปัดบอล จังหวะนั้นแฟนบอลทั่วโลกแทบหยุดหายใจ

พอถึงวินาทีสำคัญ ปรากฏว่าซูเปอร์สตาร์ฟ้าขาวดันเล่นสัปดน แอบยกมือขึ้นมาชกบอลตัดหน้าชิลตันไปเพียงเสี้ยววินาที บอลเข้าไปตุงตาข่าย

กรรมการ อาลี บิน นาสเซอร์ ของ ตูนีเซีย ก็ดันทะลึ่งเป่าให้เป็นประตู ทั้ง ๆ ที่แฟนบอลเขาเห็นกันครึ่งค่อนสนามว่าไม่ใช่ แถมตอนนั้นยังไม่มีวีเออาร์เสียด้วย

มีความดำมืดแล้วยังมีแสงสว่างสดใส อีกเพียงสี่นาทีถัดมา มาราโดนา กลายเป็นพระเอก เมื่อเขาได้บอลกลางสนาม แล้วค่อย ๆ สะบัดบั้นท้ายลากเลื้อยคนเดียวกว่าครึ่งสนามผ่านนักเตะสิงโตถึง 5 คน ซึ่งเช็กชื่อแล้วมี ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์, ปีเตอร์ รีด, เทอร์รี่ เฟนนิค, เทอร์รี่ บุทเชอร์ 2 รอบ รวมทั้ง ปีเตอร์ ชิลตัน นายทวาร

สวยสดงดงามด้วยความสามารถระดับอัจฉริยะ! ประตูนี้มหัศจรรย์จนได้รับการโหวตให้เป็นโกลแห่งศตวรรษของฟีฟ่าโพล ในปี 2002

อาร์เจนตินา ขึ้นนำ 2-0 แต่อังกฤษยังไม่ยอมถอดใจ ความมันส์เกิดขึ้นตรงนี้ เมื่อท้ายเกมไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ลูกทีมของ บ็อบบี้ ร็อบสัน กลับเล่นได้อย่างอิสระไม่เกร็งอีกต่อไป โหมบุกเข้าใส่แชมป์เก่าแบบไม่เกรงใจ จอห์น บาร์นส์ ตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมาลากเลี้อยเจาะแนวรับของทีมฟ้าขาวจนขาดวิ่น นาที 81 เขาไปจนสุดเส้นหลังเปิดเข้ากลางมาให้ ลินิเกอร์ ชาร์จจ่อ ๆ ตุงตาข่าย อังกฤษไล่มา 1-2

ทีม “สิงโตคำราม” เปิดฉากบุกต่อ อีกไม่นาน บาร์นซี่ ได้จังหวะเลี้ยงทะลุเข้าไปอีก ก่อนจะเปิดมาให้ มิสเตอร์ไนซ์กาย เข้าชาร์จหน้าโกลเหมือนลูกแรก ปรากฏว่าเกือบสำเร็จอีกครั้งถ้าไม่โดนกองหลังหลังเบียดและเคลียร์บอลบนเส้นออกมาได้ก่อนแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

จบเกมอังกฤษพ่ายตกรอบไปด้วยความเจ็บช้ำ จากหนึ่งประตูที่โดนโกง และอีกหนึ่งประตูแห่งศตวรรษ กลายเป็นแมตช์อื้อฉาวที่สุดตลอดกาลแมตช์หนึ่งของฟุตบอลโลก

หลังการแข่งขันมีคนไปสัมภาษณ์ มาราโดน่า ให้พูดถึงประตูที่เขาทำได้ลูกแรก เสือเตี้ยประดิษฐ์ปากบอกมันมาจากหัตถ์ของพระเจ้า หรือ “Hand of God” และต่อจากนั้นไม่นานเขาก็เผยว่า ทำไปเพื่อเป็นการล้างแค้นอังกฤษจากกรณีสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์เมื่อปี 1982

ใครจะว่าการเมืองไม่เกี่ยวข้องกับกีฬาก็ว่าไปเถิดนะครับ!