Home Inspiration รถเราไม่เก่าเลย รถยนต์ไร้คนขับ = ฝากชีวิตกับ AI

รถยนต์ไร้คนขับ = ฝากชีวิตกับ AI

ไม่กี่วันก่อน ผมเพิ่งจะดูหนังบน Netflix เรื่อง The Takeover ส่วนหนึ่งของเนื้อหามีเรื่องของนวัตกรรมรถเมล์ไร้คนขับอยู่ในนั้นด้วย และหากนึกย้อนกลับไปในหนังและซีรีส์หลาย ๆ เรื่องก็มีการนำเสนอเกี่ยวกับ “ยานยนต์ไร้คนขับ” มาพอสมควรครับ อีกเรื่องที่จำได้ก็จะมีซีรีส์เกาหลีอย่าง Start-Up

ซึ่งช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ผมเห็นข่าวซีอีโอของค่ายรถไฟฟ้า Rivian ออกมาจุดกระแสด้วยการบอกว่า “เทคโนโลยีไร้คนขับระดับ 4 กำลังจะมาเร็วกว่าที่ทุกคนคิด” ซึ่งในฐานะคนใช้รถ คำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาใจอยู่เสมอคือ ในความเป็นจริงแล้ว เราพร้อมจะปล่อยมือจากพวงมาลัย แล้วฝากชีวิตไว้กับ AI ได้สนิทใจแค่ไหน?

ซึ่งพอได้เห็นข่าวเทคโนโลยีไร้คนขับระดับ 4 ก็ยิ่งทำให้อยากรู้ขึ้นไปอีกครับ ว่าจริง ๆ แล้วเทคโนโลยีไร้คนขับ เขามีการแบ่งระดับกันอย่างไร ใครเป็นคนแบ่ง แล้วมีกี่ระดับ ซึ่งคำตอบที่ได้ คือสมาคมวิศวกรยานยนต์นานาชาติ (SAE) เขาแบ่งเทคโนโลยีนี้ออกเป็น 6 ระดับ โดยจะเริ่มจาก 0 ไปจนถึง 5 ครับ

ระดับ 0-2 (มนุษย์คือคนขับ) ตั้งแต่รถยุคเก่าที่ไม่มีระบบช่วย ไปจนถึงรถยนต์รุ่นใหม่ในปัจจุบันที่มีระบบช่วยเบรกแปรผันหรือประคองพวงมาลัยให้อยู่ในเลน ซึ่ง “มือและตาของมนุษย์ยังต้องสแตนด์บาย 100%”

ระดับ 3 (รถขับให้บางเวลา) รถขับเองได้เฉพาะตอนรถติดหรือบนทางด่วน แต่ถ้าคอมพิวเตอร์เริ่มงง มันจะส่งสัญญาณเตือนให้มนุษย์รีบกลับมาจับพวงมาลัยแทนทันที

ระดับ 4 (ไร้คนขับในโซนจำกัด) ระบบขับเองเบ็ดเสร็จ มนุษย์นอนหลับได้เลย แต่รถยังต้องวิ่งในพื้นที่ที่มีการทำแผนที่ 3D รองรับไว้เท่านั้น (เช่น บริการ Robotaxi ในบางเมือง)

ระดับ 5 (อัจฉริยะสมบูรณ์แบบ) ขั้นสุดยอดที่รถขับเองได้ทุกที่ ทุกสภาพอากาศ ทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องมีพวงมาลัยหรือแป้นเบรกอีกต่อไป

งานนี้หากกางตัวเลขสถิติตามข่าว เราจะพบข้อมูลที่ย้อนแย้งกันจนชวนสับสน ด้านหนึ่ง บริษัทอย่าง Waymo (ของ Google) ที่พัฒนาระบบระดับ 4 เคลมว่ารถของพวกเขาที่ไม่มีคนนั่งอยู่เบาะหน้าเลย มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงต่ำกว่ามนุษย์ขับถึง 85%

แต่อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานความปลอดภัยการจราจรทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ (NHTSA) กลับเปิดเผยสถิติน่าตกใจของ Tesla Robotaxi ที่ทดสอบวิ่งในรัฐเท็กซัส ว่ามีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่ามนุษย์ขับเองถึง 3 เท่า และที่น่าตกใจ คือทั้งหมดเกิดขึ้นในขณะที่มี “เจ้าหน้าที่คอยนั่งควบคุม” อยู่บนรถด้วย

สำหรับผมคิดว่าไม่ว่าสถิติตัวเลขจะเป็นอย่างไร จะเป็นเทคโนโลยีไร้คนขับระดับไหน แต่ที่สำคัญที่สุด “ความรู้สึกปลอดภัย” ด้วยความเป็นมนุษย์เราย่อมมีความระแวงโดยสัญชาตญาณต่อสิ่งเราไม่ได้มองเห็นหรือควบคุมเองครับ ยกตัวอย่าง “กระจกมองข้างดิจิทัล” ในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนจากกระจกเงาแบบเดิมเป็นกล้องและจอภาพโชว์ในรถ

แม้ค่ายรถจะบอกว่ามันล้ำสมัยและเห็นชัดในตอนกลางคืน แต่ลึก ๆ แล้วเราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ภาพที่เห็นบนจอมันเรียลไทม์แค่ไหน? ถ้าจอดับตอนกำลังจะเปลี่ยนเลนจะเป็นอย่างไร? นี่ขนาดแค่กระจกมองข้างนะครับ แล้วระบบอย่าง “พวงมาลัย คันเร่ง และเบรก” ซึ่งเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายในเสี้ยววินาที มันจะตอบสนองได้ดีแค่ไหน

ท้ายที่สุดเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับระดับ 4 อาจจะพร้อมใช้งานในเร็ววันตามที่บอส Rivian บอกไว้ แต่โจทย์ที่ยากที่สุดของค่ายรถยนต์ คือจะทำให้เราเชื่อใจเทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างไร ในเมื่อสัญชาตญาณส่วนลึกของเรายังคงบอกว่า การได้กุมชะตาตัวเองผ่านพวงมาลัย อุ่นใจกว่าการฝากชีวิตไว้กับ AI อยู่ดีครับ