ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป เทปนี้กลับมาเปิดเซอร์กิตต้อนรับผู้บริหารหนุ่มไฟแรงทายาทตระกูลชิดชอบ “แน่น-โชติชนก ชิดชอบ” International Event Director แห่งสนามแข่ง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (BRIC) บุรีรัมย์ ถึงภารกิจในการขับเคลื่อนสนามแข่งระดับโลก การวางตัววิถีติดดินในแบบที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร ซึ่งสะท้อนแนวคิดของคนทำงานที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ชมมากกว่าภาพลักษณ์ นำเสนอมุมมองต่อเส้นทางบริหารในฐานะคนมอเตอร์สปอร์ต และการเปิดเผยความลับสุดยอดของ “คุณพ่อ” ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน!
การวางตัวในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่
สำหรับ “โชติชนก ชิดชอบ” บทบาทอย่างเป็นทางการของเขาในเวลานี้คือ International Event Director มีหน้าที่รับผิดชอบประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานออกมาตามมาตรฐานสากลและเพื่อให้ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เขาเปรยว่าความสำเร็จทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาเพียงคนเดียว มันคือการทำงานเป็นทีม! ที่ยังมีทีมงานอีกหลายคนทำงานด้วยกัน ดังนั้น เขาจึงมองว่าตัวเองเป็นเพียงฟันเฟืองตัวหนึ่งเท่านั้น เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ติดต่อกับ Carmelo Ezpeleta ผู้บริหาร Dorna Sports (ผู้ถือลิขสิทธิ์ MotoGP) หรือ Ron Hogg ผู้บริหาร FIM Asia Road Racing Championship เพราะเขาเป็นคนสมาธิสั้น ไม่ชอบและไม่เก่งการทำงานออฟฟิศ มันจึงเป็นเรื่องโชคดีที่เขาได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองถนัด นั่นก็คืองานแบบ Hands-on คือการได้ลงพื้นที่จริง อยู่กับแดดกับฝน และได้ร่วมงานกับคนจริง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขมากกว่า
ส่วนตัวตนของเขาเวลาทำงาน ทีมงานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นคนประเภท “ถ่อมตัวแต่ดุดัน” โดยเขาได้เล่าเรื่องจริงกึ่งแซวที่เกิดขึ้นจริงให้ฟังว่า มีอยู่หลายครั้งทีเดียวที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเชิญเขาออกจากสนาม เนื่องจากไม่รู้ว่าเขาเป็นใครและเขาก็ไม่ได้แสดงบัตรเข้าพื้นที่ เขาเพียงแต่แนะนำตัวว่าตัวเองชื่อ “แน่น” เท่านั้น ไม่ได้ขยายความต่อว่าเป็นใคร หรือเอ่ยถึงนามสกุล และบางครั้งเขาเลือกที่จะอธิบายว่าตนเองได้รับอนุญาตจากทีมงานระดับสูงมาแล้ว โดยส่วนตัว เขาไม่ได้มองว่าการถูกห้ามเข้าสนามเป็นเรื่องใหญ่ และนั่นเป็นเพียงการทำหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งเขาก็รู้สึกชื่นชมที่ทุกคนยึดมั่นในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่เขามองว่าเป็นตำแหน่งงานที่เปรียบได้กับความสบายใจของแขกทุกคนที่อยู่ในสนาม
และด้วยความที่ระบบการรักษาความปลอดภัยของสนามเวลาจัดที่มีการจัดงานนั้นเข้มงวดมาก เขาจึงเล่าความลับหนึ่งของคุณพ่อ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ซึ่งมันยังคงเป็นเรื่องขำขันที่สร้างเสียงหัวเราะระหว่างเขากับคุณแม่เสมอ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่ง คุณพ่อถูกห้ามไม่ให้เข้าสนามงาน MotoGP เนื่องจากไม่มีบัตรเข้างาน เขาเล่าติดตลกว่าในตอนนั้นคุณพ่องอนหนักมากจนต้องหนีไปดูอีกจุดของสนาม ซึ่งตัวเขาและคุณแม่กลับคิดว่าเจ้าหน้าที่ทำถูกต้องแล้วและเป็นมาตรฐานการทำงานที่น่าชื่นชม หากไม่มีบัตรเข้าพื้นที่ก็คือเข้าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ตัวเขาแอบคิดว่าที่คุณแม่ชื่นชมพนักงานรักษาความปลอดภัย อาจจะเป็นความสะใจส่วนตัวของคุณแม่ที่มีต่อคุณพ่อก็ได้!
ถึงอย่างนั้น เขาเองก็ยอมรับว่าที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่เขาต้องปรับตัวอย่างมาก โดยเฉพาะการวางตัวเวลาให้สัมภาษณ์สื่อ ในช่วงแรก เขาไม่คุ้นชินกับการถูกไมค์จ่อ แถมยังต้องวางตัวในมาดของผู้บริหารไปพร้อม ๆ กัน เขาเล่าว่าเขาเคยถือไมค์พูดแบบนักร้อง หรือในงานแถลงข่าวที่เก้าอี้เป็นเก้าอี้สูง ขาของเขาจะสั่นยิก ๆ ด้วยความตื่นเต้น เขาจึงถือคติที่ว่า “You don’t know what you don’t know” แปลเป็นไทยได้ว่า “อย่าเพิ่งมั่นใจในความรู้ของตัวเอง” เป็นหลักในการดำเนินชีวิตอยู่เสมอ เพราะเป็นปกติของคนเราที่จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่รู้อะไร ในกรณีเดียวกัน เขาเองก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง และในหลาย ๆ เรื่อง หากไม่มีใครบอกให้รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรดีอะไรไม่ดี เขาก็จะยังคงไม่รู้ต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังขึ้นชื่อเรื่องการวางตัวติดดิน ส่วนใหญ่ เขาจะไม่ค่อยเปิดเผยตัวตนหรือให้ใครรู้นามสกุลเวลาที่ต้องพูดคุยกับเหล่าผู้ชมที่ออกมาจากสนาม เพื่อไม่ให้คู่สนทนามีภาพในหัวว่าเขาเป็นลูกใครหลานใคร และคนทั่วไปก็จะเข้าใจว่าเขาเป็นเพียงหนึ่งในทีมงานหรือเป็นเพียงพนักงานที่ทำงานในสนาม BRIC เท่านั้น การวางตัวเป็นเพียงคนคนหนึ่งทำให้เขาได้รับฟีดแบ็กอย่างตรงไปตรงมาไม่ใช่การอวย เขาเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่ง ณ ร้านกาแฟหน้าสนามฟุตบอลวันเปิดงาน MotoGP เขาเป็นคนไปเปิดร้านเองเนื่องจากพนักงานคนอื่นต่างก็เหน็ดเหนื่อยกันหมด เขามักจะชวนลูกค้าที่ออกมาจากในงานพูดคุยเกี่ยวกับการจัดงานว่าเป็นอย่างไร สนุกไหม หรือมีอะไรที่ต้องปรับปรุงหรือไม่ ซึ่งเขาก็พบว่าการที่ลูกค้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร พวกเขาจะให้คำแนะนำจริง ๆ ไม่ใช่คำชมที่เกิดจากการเกรงใจนามสกุล เขายึดคติที่ว่า “Criticism is worth more than compliment” เสมอมา (คำตำหนิมีค่ามากกว่าคำชม)
รวมไปถึงเรื่องของการเดินทาง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องปกติมาก ๆ ที่เขาจะเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือเรียกจากแอปฯ ก็ตาม เขามีรถคันเดียวอยู่ที่บ้านที่บุรีรัมย์ แต่เมื่อต้องเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ การใช้รถยนต์ส่วนตัวทำให้เขาเดินทางไม่สะดวกเท่าที่ควร เขาไม่สามารถไปได้ทุกที่ในวันเดียว เพราะแค่เปลี่ยนสถานที่ การเดินทางก็ต้องเผื่อเวลาเป็นชั่วโมง ๆ เขาจึงมักจะใช้บริการมอเตอร์ไซค์หรือ MRT เป็นหลัก เพราะสะดวกและประหยัดเวลามากกว่า (ยกเว้นการไปสนามบิน) อีกทั้งคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครอยู่แล้ว เขาจึงสะดวกแบบนี้มากกว่า (ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่อยากให้ใครรู้ด้วยว่าเขาเป็นใคร ขนาดชื่อที่ใช้เรียกรถผ่านแอปฯ ก็ไม่ใช่ชื่อจริง!)
ในประเด็นเกี่ยวกับการเป็นผู้บริหารสนาม BRIC นั้น เขาทิ้งท้ายไว้เล็กน้อยสำหรับใครที่จะไปเยือนบุรีรัมย์ มีร้านอาหารเด็ด ๆ 2-3 ร้านที่เขาจะแนะนำเป็นพิเศษในฐานะเจ้าถิ่น หากเป็นคนกินเผ็ดได้ เขาแนะนำ “ร้านลาบเป็ดชายทุ่ง” ใครที่เป็นสายน้ำจิ้มรสเด็ดต้องไปที่ “ร้านเจ๊อ้วนเนื้อย่าง” ส่วนร้านลับ ซึ่งเป็นร้านโปรดของเขาเอง (ซึ่งไกลหน่อย อยู่ที่อำเภอสตึก) คือ “ร้านดาราน้องวัว” เป็นร้านแจ่วฮ้อนที่เขาคิดว่าอร่อยที่สุดสำหรับเขาแล้ว
บทเรียนที่ได้รับจากคุณพ่อ และบทบาทของ “เนวิน ชิดชอบ” ต่อสนามแข่ง
เมื่อถูกถามถึงวลีสุดโด่งดัง “สั่งวันนี้ เสร็จเมื่อวาน” ที่คุณพ่อเนวินของเขาเคยพูดไว้นานแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มสร้างสนาม BRIC เขาขยายความให้ฟังว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงานให้เร็ว แต่มันคือปรัชญาของ “ความไม่ประมาท” ที่เขายังคงยึดถือเป็นหลักในการทำงานของตัวเอง ตั้งแต่รับไม้ต่อมาจากคุณพ่อจนถึงปัจจุบัน เขาบอกว่าการเตรียมการจัดงานนั้นต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นปี ทั้งการปิดสนาม การทำสนาม และระบบจัดการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด และที่สำคัญคือการไม่อวดดีว่าทำมาหลายปีแล้ว เซียนแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรอก หรือมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ ที่คิดว่าตัวเองเชี่ยวชาญดีแล้วจนเกิดปัญหา นี่แหละคือความประมาท ดังนั้น สิ่งที่ควรจะทำคือการใช้ประสบการณ์ที่เก็บสั่งสมมาทุกปี มาใช้ประโยชน์ในการทำงานต่อ ๆ ไปให้ดีที่สุดต่างหาก!
ส่วนบทบาทของคุณพ่อต่อสนามแข่งแห่งนี้ เขาบอกว่า ณ เวลานี้คุณพ่อปล่อยวางลงทุกปี เนื่องจากคุณพ่อมีอะไรให้ทำหลายอย่าง ตัวเขาเองที่เป็นลูกและได้รับโอกาสเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้ เขาก็อยากจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดตามที่คุณพ่อไว้ใจฝากฝังให้เขาช่วยดูแลและผลักดันอุตสาหกรรมนี้ เพื่อไม่ให้คุณพ่อเป็นห่วงหรือผิดหวัง รวมถึงช่วยแบ่งเบาภาระไปอีกสักเรื่อง ให้คุณพ่อได้ไปโฟกัสงานด้านฟุตบอลที่คุณพ่อรักได้อย่างเต็มที่ หรือประสบความสำเร็จในสิ่งที่คุณพ่ออยากทำ ในเมื่อสนามแข่งรถแห่งนี้ คุณพ่อเริ่มต้นทำก็เพราะเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพมากพอที่จะทำ และจังหวัดบุรีรัมย์ก็สามารถเป็น sport landmark ของประเทศไทยได้ ดังนั้น ต่อให้เขาจะรู้สึกกดดัน เขาก็ยังเต็มใจที่จะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้ได้ไปต่อ เขามองว่าคุณพ่อเป็นต้นแบบและเป็นผู้มอบโอกาสให้เขาได้รับผิดชอบสนามแห่งนี้
เบื้องหลังกระแสไวรัล “ตุ๊กตุ๊ก ชาเลนจ์” ในอีเวนต์ใหญ่ Thai GP 2026
เมื่อถูกถามถึงเบื้องหลังของ “ตุ๊กตุ๊ก ชาเลนจ์” กิจกรรมเล็ก ๆ ในงาน Thai GP 2026 ที่เป็นกระแสไวรัลโด่งดังไปทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ว่าฝั่ง Dorna Sports หรือฝั่งสนาม BRIC เป็นคนคิดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ข้อเท็จจริงก็คือ มันเป็นกิจกรรมที่หลาย ๆ ส่วนช่วยกันคิดเพื่อสร้างสีสันใหม่แทนที่ Rider Parade แบบเดิม ๆ ที่นักบิดมาแจกเสื้อและพบปะกับแฟน ๆ บนสแตนด์เชียร์ แต่เนื่องจากสนาม BRIC ถูกใช้เป็นสนามเปิดฤดูกาล มันย่อมสร้างความคาดหวังให้กับผู้ชมถึงประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ก็เลยลองให้นักแข่ง MotoGP มาขับรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทย อย่างไรก็ดี เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่านักแข่ง MotoGP ที่เมื่อเจออะไรก็ตามที่มีเครื่องยนต์ จะคึกคักและใส่สุดกันขนาดนี้
ด้วยความที่มันไม่มีสคริปต์ นักแข่งทุกคนก็เลยจัดเต็มตามอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้น จนบางช่วงสร้างความหวาดเสียวให้กับผู้ชมไม่น้อย โดยเฉพาะช็อตยกล้อของคู่ Jack Miller และ Toprak Razgatlıoğlu และช็อตแหกโค้งตอนท้าย เขายอมรับเลยว่าในวินาทีนั้นใจของเขานึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทันที แน่นอนว่ามันสร้างความแปลกใหม่ก่อนเริ่มการแข่งขัน และเป็นสีสันของการแข่งขันได้อย่างดี แต่มันก็แลกมากับการที่เขาต้องนั่งลุ้นจนใจหายด้วยความกังวลใจ ในตอนนั้นเขาบอกว่าตัวเองเหมือนผู้ปกครองที่นั่งดูลูกขึ้นแสดงความสามารถบนเวที ต้องคอยเอาใจช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะนักบิดเหล่านี้กำลังจะลงสนามแข่งขันในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ทว่าก็ยังสรรหาทำเรื่องเสี่ยง ๆ ที่ถ้ารถล้มหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เขาไม่รู้เลยว่าผลตอบรับมันจะเป็นอย่างไร
ในมุมของนักธุรกิจ จะเป็นอย่างไรถ้ามี “สนามคู่แข่ง” ในระดับเดียวกันเปิดขึ้นมา
แทนที่จะมองว่าเป็นศัตรูทางธุรกิจ แต่เขากลับมองว่าเป็นเรื่องที่ดี หากมีสนามแข่งรถระดับโลกเกิดขึ้นอีกที่ในเมืองไทย เพราะมันจะเกิด “การแข่งขัน” ซึ่งการแข่งขันจะนำไปสู่การพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานให้ดีขึ้น ทุกอย่างก็จะดีขึ้นตาม แต่ก็ต้องดูต่อว่าเป็นสนามคู่แข่งนั้นฝั่งเอกชนหรือฝั่งรัฐที่เป็นผู้ทำ ถ้าสนามคู่แข่งทำได้ดีกว่าในการรับรองการจัดการแข่งขันระดับโลก มันก็จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศด้วย และเพิ่มโอกาสให้กับนักแข่งไทย เขาคิดว่าถ้ามีคู่แข่งขึ้นมาจริง ๆ ก็ต้องเป็นฝั่งสนาม BRIC นี่แหละที่ต้องพัฒนา
นี่จึงถือเป็น Good Problem หรือก็คือปัญหาที่นำไปสู่การพัฒนาสำหรับสนาม BRIC เพราะการมีคู่แข่งจะทำให้พวกเขาต้องพัฒนากันไปอีกขั้น ยิ่งถ้าผู้จัดการแข่งขันเลือกใช้สนามคู่แข่งด้วยแล้วนั้น เขาจะถือโอกาสทำการบ้านว่าคู่แข่งมีข้อดีกว่าอย่างไร ทาง BRIC ต้องปรับปรุงหรือทำอะไรเพิ่มอีกเพื่อให้ BRIC ถูกเลือกอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น ในเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการให้สนามของตัวเองถูกเลือกในการจัดการแข่งขัน มันจะเป็นการพัฒนาวงการนี้ไปด้วยกัน ยกระดับมาตรฐานของสนามแข่งไปพร้อมกัน และมีทางเลือกให้กับเหล่านักแข่งได้มีสถานที่ฝึกซ้อมเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าประเทศไทยจะมีสิทธิ์ได้นักแข่งไปสู่เวทีระดับโลกมากขึ้น เป็นความสัมพันธ์แบบวิน-วินกันทุกฝ่ายนั่นเอง
และนี่คือตัวตนของ “แน่น-โชติชนก ชิดชอบ” ผู้บริหารรุ่นใหม่อายุน้อยในมุมของการบริหารสนามแข่งรถระดับโลก ที่แม้ว่านามสกุลของเขาจะสร้างความเกรงใจในวงสนทนา แต่เขาเองก็ยังคงยินดีกว่าที่จะไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่แท้จริงของผู้ใช้บริการสนาม ข้อมูลที่มีคุณค่าอย่างมากต่อการพัฒนาต่อ และผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม






























