Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ We Are All Trying Here ในวันที่ความสำเร็จไม่ได้มาหาคนทุกคนที่พยายาม

We Are All Trying Here ในวันที่ความสำเร็จไม่ได้มาหาคนทุกคนที่พยายาม

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ถือเป็นเรื่องดีที่เดือนเมษายนนี้ไม่มีปัญหาในการเลือกซีรีส์ดูแต่ เพราะมีซีรีส์เรื่องใหม่เข้ารายสัปดาห์ (มีปัญหาดูไม่ทันมากกว่า เหอะ ๆ) เรื่องที่น่าสนใจในสัปดาห์นี้ บอกเลยว่าเป็นที่ฮือฮาพอสมควร ด้วยความที่ฐานแฟนคลับของนางเอกมีค่อนข้างเยอะ พระเอกก็ตัวพ่อสายฝีมือที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย พล็อตเรื่องชวนซื้อ มันเลยทำให้คนรอดู เราเองก็อยากดูเพราะชอบพระเอก เลยเลือกจบที่เรื่องนี้เลยง่ายดี

We Are All Trying Here หรือชื่อภาษาไทยจาก Netflix เราต่างพยายามสุดใจ เป็นซีรีส์แนวดรามาที่ถ่ายทอดชีวิตวัยผู้ใหญ่ ที่ความสำเร็จอาจไม่ได้มาเยือนทุกคนอย่างที่หวัง เล่าเรื่องราวของ “ฮวังดงมัน” ชายวัย 40 ปี ที่คลุกคลีอยู่ในวงการภาพยนตร์มานานกว่า 20 ปี และเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรมแปดคน ซึ่งเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ปัจจุบัน สมาชิกเจ็ดคนในกลุ่มต่างเป็นผู้กำกับหนังและโปรดิวเซอร์ชื่อดัง เว้นแต่เพียงเขาคนเดียวที่ไม่เคยทำหนังเลยสักเรื่อง ไม่เคยเดบิวต์เป็นผู้กำกับ เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางเหล่าเพื่อนฝูงที่ประสบความสำเร็จ เขาเริ่มรู้สึกตัวเล็กลงเรื่อย ๆ รู้สึกไร้ค่าและไม่มีตัวตน

แรงขับนี้ทำให้กลไกการป้องกันตนเองทำงาน เขาซ่อนความหวาดกลัว กังวล สิ้นหวัง ล้มเหลว ขี้แพ้ และไร้ค่าเอาไว้ภายใต้พฤติกรรมสุดขี้แพ้ ทำตัวโอ้อวด โวยวาย เหมือนไม่ยี่หระอะไร พูดพล่ามวิจารณ์ไม่หยุด ปากเสียใส่คนอื่นไปทั่ว พ่นพลังเชิงลบกับทุกเรื่องและทุกคน ที่สำคัญไม่เคยมีจิตมุทิตากับใคร เขาไม่เคยยินดี หรือชื่นชมเพื่อนที่ได้ดี มีแต่ตินั่นตินี่ไปเรื่อย เห็นใครได้ดีก็อิจฉา ซ้ำยังเอาความเจ็บช้ำที่ตัวเองพังมาลากคนอื่นให้รู้สึกลงเหวไปด้วยเสมอ นั่นทำให้บรรยากาศการพบเจอกันของสมาชิกในชมรมเสียทุกครั้ง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้ดีว่าพฤติกรรมของเขา คือความพยายามที่จะมีตัวตนท่ามกลางกลุ่มเพื่อน มันคือการกลบเกลื่อนความไร้ค่าและน่าสมเพชของตัวเอง เพราะลึก ๆ แล้วเขารู้ดีว่าในเวลานี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังย่ำอยู่กับที่และชีวิตไม่มีอะไรที่เป็นไปตามหวังเลยสักอย่าง ถึงเพื่อนจะเข้าใจความเจ็บปวด แต่สิ่งที่เขาทำมันก็ toxic กับทุกคนอยู่ดี คนเจ็ดคนต้องมาเจอพลังลบจากเขาถาโถมใส่ทุกวัน ๆ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเพื่อนบางคนที่ยังใจเย็นและอดทนกับเขาได้ บางคนปรี๊ดแตกจนประสาทเสียทุกครั้งที่เขาอ้าปากพูด ถึงขั้นเอาไปคิดเป็นพล็อตหนังสนุก ๆ จินตนาการว่าในสังคมมีหน่วยงานจัดการความเครียดแห่งชาติ ที่มีหน้าที่กำจัดพวกที่ชอบทำให้คนอื่นหัวร้อนจนแทบเป็นโรคประสาท บางคนยังสงสาร เห็นใจ และเข้าใจความรู้สึกที่กำลังจะแตกสลายของเขา และบางคนก็แสดงออกให้เห็นชัด ๆ ว่าเอือมระอา หลีกเลี่ยงที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเขา ทว่าก็ไม่วายเอาเขามานินทาลับหลังอยู่เสมอ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ทว่าบนโลกที่ดูสิ้นหวังและมืดมนของเขา “บยอนอึนอา” เจ้าหน้าที่ฝ่ายวางแผนงานโปรดิวเซอร์ในบริษัทผลิตภาพยนตร์ คือคนหนึ่งที่เห็นความพยายามของเขาและเข้าใจทุกอย่างที่เขาเป็น เธอรู้ว่าเขาสิ้นหวังแต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ เธอรู้ว่าเขาทำตัวน่ารำคาญ เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคมเพราะอะไร และเธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังคงฟังในสิ่งที่เขาพูด ไม่ว่าเขาจะพูดมากหรือพูดอะไรแปลก ๆ ที่สำคัญ เธอดูออกว่าเขารู้ตัวว่าคนอื่นมองเขายังไง แต่เขาก็ไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมา

สำหรับเธอ เขาคือมนุษย์ที่น่าทึ่ง ที่ข้างในแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี ข้างนอกยังทำตัวมีปัญหาและทำให้คนอื่นรู้สึกดูแคลนได้ขนาดนั้น อาจเป็นเพราะตัวเธอเองก็กำลังซ่อนบาดแผลทางใจไว้ภายใต้ท่าทางที่ดูสงบนิ่งและมั่นคง อาการทางใจของเธอจะปะทุออกมาทางร่างกายเมื่อถึงขีดจำกัด เธอเคยเป็นคนที่เฉิดฉายมากในออฟฟิศนี้ จากความสามารถในการอ่านบทหนังและวิเคราะห์ได้เฉียบคม สับเละเทะโดยไม่มีเจตนาร้ายจนได้รับฉายาว่า ‘ขวาน’ ซึ่งเมื่อก่อน ผู้กำกับหลายคนจะมาขอให้เธอช่วยอ่านบทและวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อที่จะได้แก้ไขและปรับปรุงบทหนังให้คมขึ้น

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ทว่าปัจจุบัน เธอในเวอร์ชันเฉียบคมไม่อยู่แล้ว เธอใช้ชีวิตแบบคนที่หมดอาลัยตายอยาก โดนโรคซึมเศร้าเล่นงานจนต้องไปพบจิตแพทย์เป็นประจำ เวลาเธอเครียดมาก ๆ เลือดกำเดาจะไหล ยังไม่รู้แน่ชัดว่าอะไรที่ทำเธอเปลี่ยนไป เพราะโดนโปรดิวเซอร์และเจ้านายหมั่นไส้ เลยเข้ากับคนในที่ทำงานไม่ได้? ปัญหาความสัมพันธ์ในอดีต? ความพังจากข้างในและยังพยายามใช้ชีวิตต่อปกติ ทำให้เธอชื่นชมเขาที่แพ้แต่ไม่ยอมแพ้ แถมยังบ้าบอขนาดที่แปรเปลี่ยนความล้มเหลวให้กลายเป็นความน่ารำคาญในสายตาของเหล่าเพื่อนฝูง เธอเห็นเขาลึกกว่าความ toxic ที่เขาแสดงออก และเธอก็ยังพยายามปกป้องเขาอย่างไม่ตัดสิน

หลังจากจบอีพี 2 ตัวละครของเธอก้าวข้ามอะไรบางอย่างมาได้ โดยเป็นฝ่ายเดินเข้าไปในโลกของเขาก่อน ส่วนตัวเขาก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นช้า ๆ มันกำลังจะเข้ามาสร้าง power ให้เกิดขึ้นในตัวเขา และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของคนสองคน ที่คนหนึ่งมักสวมหูฟังอยู่ตลอดเวลา และอีกคนก็เลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ ได้มีโอกาสเยียวยาใจกันและกัน

แทนที่จะยึดติดกับอะไรที่ไม่สำเร็จ แล้วอิจฉาความสำเร็จของคนอื่น จากนี้ไปก็ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพเถอะ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย เกาหัวแกรก ๆ จนรังแคหลุด ว่าคนเขียนบทเขาอยากให้คนดูอย่างเราเชียร์พระเอกแบบนี้จริงดิ? Really? Gu Ask Real? ในอีพี 1 นี้คืออีพีที่ปูบทพระเอกเต็ม ๆ ให้รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง ซึ่งดูแล้วก็ไม่แปลกใจว่าทำไมเพื่อนในชมรมคนทำหนังถึงได้เกลียดพระเอกแทบทุกคน เพราะพฤติกรรมพระเอกเนี่ยมันขี้แพ้จัด ๆ เลย แถมยังพาลอีกต่างหาก กับเพื่อนนี่มองว่าเขาหวังดีกับพระเอกทุกคนนะ ถึงจะพูดถึงลับหลัง (นี่ว่าพระเอกมันตั้งใจให้เพื่อนยังพูดถึง แม้ว่าจะในแง่ลบ) แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงหรือใส่ร้ายป้ายสีเลย เรื่องจริงทั้งนั้น ในมุมความล้มเหลวของพระเอกทุกคนก็รับรู้ แต่ก็ไม่มีใครใจร้ายพอที่กล้าบอกกับเขาเลยสักคน ถนอมน้ำใจสุด ๆ ได้แต่อดทนรับพลังลบและมลพิษที่พระเอกปาใส่แบบเต็ม ๆ

ใช่! พลังลบและมลพิษ คือสิ่งที่พระเอกของเราตอบแทนเพื่อนค่ะ! คือเข้าใจนะที่ชีวิตมีปม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิทำกับคนอื่นแบบนั้นได้ไง อย่างไอ้การไปยืนแหกปากตะโกนเรียกชื่อตัวเองดัง ๆ เนี่ย รู้แหละว่ากำลังดิ้นรนจากความรู้สึกไร้ค่าและไร้ตัวตน ทว่ามันคือการสร้างความรำคาญและรบกวนคนอื่นอะ ที่สำคัญ การไม่ยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น จริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด จะอิจฉาคนที่เขาได้ดีแต่ตัวเองย่ำอยู่กับที่ก็ไม่ผิด แต่การเที่ยวทำลายความสงบสุขและบรรยากาศความสำเร็จของคนอื่นเนี่ย ผิด! มันทำให้ตัวละครนี้ดูแย่มากกว่าน่าเห็นใจ ในเมื่อเจ้าตัวตั้งใจทำตัวรกโลกให้คนอื่นเขารังเกียจและดูแคลนเอง แล้วอ้างเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ใช่! ถ้ามองให้ลึก จะเห็นว่าสิ่งที่พระเอกทำน่ะมันมาจากความอิจฉาล้วน ๆ คนมีปมที่แท้ทรู ความสำเร็จและความโดดเด่นของคนอื่น คือหนามยอกอกที่ทำให้เขาไม่มีความสุข รู้สึกไร้ค่าไร้ตัวตน แต่มองยังไงนี่ก็ไม่ใช่ลักษณะของคนไม่ยอมแพ้อะ เป็นคนที่ไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองห่วยมากกว่า คนที่ไม่ยอมแพ้เขาจะกัดฟัน ก้มหน้าก้มตาพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ แบบเจียมเนื้อเจียมตัวจนกว่ามันจะสำเร็จ ไม่ใช่พูดพล่ามโอ้อวดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ตินั่นตินี่ทั้งที่ไม่เคยสร้างหนังเลยสักเรื่อง ยิ่งเจอซีนที่นางเอกวิจารณ์บทก็ยิ่งรู้เลยว่าพระเอกน่ะห่วยจริง เพราะนางเอกพูดตรง ๆ ว่าทำไมบทหนังของพระเอกถึงเอามาทำหนังไม่ได้ เขาอาจจะขาด passion หรืออะไรก็ตาม แต่ที่แน่ ๆ คือไม่พัฒนาตัวเอง บทหนังที่แก้แล้วแก้อีกยังใช้ไม่ได้ มันก็หมดหวังจริง ๆ แล้ว

แล้วก็นะ คำพูดของ CEO บริษัทหนังที่ถูกยกมาจั่วหัวเปิดประเด็น จะบอกว่าเขาไม่ได้พูดอะไรผิดเลยแม้แต่นิดเดียว และก็ไม่ใช่คำพูดเชิงลบอะไรด้วย ถ้าวิเคราะห์ดี ๆ น้ำเสียงไม่ได้ประสงค์ร้าย เจตนาคือหวังดี อยากให้พระเอกเลิกทำตัวไร้แก่นสาร แล้วไปหาทำอะไรที่มันถูกที่ถูกทาง มันคือแง่คิดที่ให้กับพระเอกในฐานะคนที่อ่านบทหนังของเขามาหลายครั้งแล้วพบว่ามันเอามาทำหนังไม่ได้ เขาจึงรู้ว่าหมดหวัง พัฒนาอะไรต่อไม่ได้แล้ว แก้มา 12 ครั้งก็ยังใช้ไม่ได้ เลยบอกกับเขาดี ๆ ว่าให้เลิกยึดติดกับอะไรที่ไม่สำเร็จ เพราะบางทีต่อให้ชอบมากแค่ไหน แต่มันอาจไม่ใช่ทางของเรา ให้เปลี่ยนแรงริษยาคนอื่นไปเป็นพลังสร้างสรรค์ ดึงพลังงานที่เคยเสียไปกับการจดจ้องคนอื่น กลับไปใช้พัฒนาต้นทุนของตัวเอง เพื่อทำอะไรที่มันมีประสิทธิภาพ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

แต่ผลลัพธ์ก็คือ พระเอกโคตรอวดดี ตอกกลับไปว่าทำไมต้องใช้ชีวิตให้ถูกใจคนอื่น เอ้อ! เอากับเขาสิ คนแบบนี้มันเกินเยียวยาแล้วจริง ๆ แพ้แล้วพาลไม่พอ แพ้แล้วยังยอมรับตัวเองไม่ได้อีก ชีวิตคนเราน่ะมันจะเบาและสบายมากขึ้นเยอะ แค่ยอมรับความจริงให้ได้พอ ถ้าเรารับได้ ถึงจะช่างหัวมันกับคนอื่น การพิสูจน์ตัวเองกับคนอื่นจะเป็นเรื่องไร้ค่า ถ้าตัวเองยังยอมรับตัวเองไม่ได้ ซึ่งกับพระเอกมันไม่ใช่ ตัวเขาไม่เคยยอมรับความจริงว่าตัวเองเป็นยังไง แพ้แต่ไม่ยอมรับแล้วพาลคนอื่น นี่คือขี้แพ้ ยิ่งดูก็ยิ่งเหนื่อยกับคาแรกเตอร์พระเอก

ถึงจะรำคาญและรังเกียจนิสัยพระเอกขนาดไหน แต่เราก็เข้าใจในมุมที่ซีรีส์ต้องการสื่อนะ ว่าเขาต้องการให้พระเอกเป็นพวกขี้แพ้ที่ไม่ยอมรับความจริงแถมยังทำตัวน่ารังเกียจ ทุกอย่างคือการซ่อนความเปราะบาง ด้วยการทำให้คนอื่นรำคาญหรือรังเกียจแทนสงสาร เราจะรับรู้ได้ว่าข้างในพระเอกมันแหลกลาญหมดแล้ว แต่กลับขมขื่นเกินกว่าจะแสดงความอ่อนแอออกมา และขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับความจริงว่าตัวเองโหลยโท่ยแค่ไหน รู้แต่ไม่กล้ายอมรับ เขาคือคนที่น่าสงสารนะ การที่พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองรักแต่มันไม่ประสบความสำเร็จ ถึงอย่างนั้น เขาเองก็ไม่เคยพยายามหาคำตอบ ว่าอะไรที่ทำให้เขาไม่สามารเป็นผู้กำกับหนังได้ ทั้งที่อยู่ในแวดวงนี้มานานถึง 20 ปี

โลกนี้มีคนอยู่สองประเภท คนที่เดินตามทางของตัวเองลูกเดียว กับคนที่ไม่ยอมเดินตามทางของตัวเองเพื่อด่าคนอื่นลูกเดียว คนประเภทหลัง ไม่เคยหยุดด่าคนอื่นเลย เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะมันเป็นทางเดียวที่คนพวกนั้นจะรู้สึกเหนือกว่าคนอื่นได้ไง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ยืนเท้าสะเอวมองจากกาแล็กซีแอนโดรเมดาก็รู้เนอะว่าพระเอกเป็นแบบไหน 555 นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เหล่าเพื่อนฝูงพากันเม้งแตก ประกาศตัดสัมพันธ์ไล่เขาออกจากลุ่ม นี่อยากให้ลองไปดูเองว่าสิ่งที่พระเอกทำกับเพื่อนมัน toxic ขนาดไหน พวกเพื่อนเก่งมากแล้วที่อดทนมาได้ขนาดนี้ มันมีผลต่อสุขภาพจิตจริง ๆ นะ การใช้ชีวิตอยู่กับคนแบบนี้น่ะ

เอาเข้าจริง นี่มองว่าเพื่อนทุกคนค่อนข้างเมตตากับพระเอกมากนะ เป็นคนห่วย นิสัยไม่ดีเพื่อนก็ยังอดทนคบ ซึ่งถ้าคบกันแบบผิวเผินหรือมองกันที่เปลือกนอกจริง ๆ พระเอกเราน่าจะโดนเฉดหัวออกจากกลุ่มตั้งแต่ 10 ปีแรกที่เดบิวต์ไม่ได้แล้วด้วยซ้ำไป แต่สุดท้ายเขาคือคนที่ทำลายคนอื่นก่อนจนทุกคนหมดความอดทน เพื่อนไม่ได้ติดที่เขาล้มเหลว แต่ติดที่เขาขี้แพ้ การไม่เก่งไม่ใช่เรื่องผิด การสร้างความเดือดร้อนต่างหากที่รับไม่ได้ เขาพล่ามแต่เรื่องของตัวเอง กดคนอื่นให้ต่ำ เขาไม่เคยแสดงความยินดีกับความสำเร็จของใคร แต่จะติ ติ แล้วก็ติ จนเพื่อนหมดความมั่นใจ แต่พอตัวเองโดนบ้างกลับรับไม่ได้ นี่เป็นการแสดงออกถึงทัศนคติที่บิดเบี้ยวอย่างแรง และทำให้จากคนที่แค่หลงทางในชีวิต กลายเป็นคนที่ไม่มีแม้แต่ที่จะยืนในกลุ่มเพื่อนของตัวเอง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ตัวละครนี้ขับเคลื่อนด้วยความอิจฉาริษยาและขาดความมั่นใจในตัวเอง มันเป็นปมที่เกิดจากความล้มเหลวตามลำพังท่ามกลางเพื่อน ๆ ที่ไปไกลแล้ว เขาพยายามดิ้นรนที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกมีอำนาจเหนือกว่า ด้วยการดูถูกและกดคนอื่นให้ต่ำ เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เขาสูงขึ้นโดยที่ไม่ต้องพยายามพัฒนาตัวเอง วิธีการกัดฟันสู้กับความรู้สึกไร้ค่า เขาจะรู้สึกดีและมีตัวตนขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังอดทน ประสาทเสีย หรือแม้แต่สูญเสียความมั่นใจ แบบว่าเขายังมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้เพื่อน ๆ ที่สูงส่งรู้สึกแย่ได้

จุดที่น่าสนใจก็คือ การทำตัวเป็นพวกขี้แพ้กับการยอมรับความพ่ายแพ้ ความน่านับถือมันต่างกันมากนะ อย่างหลังต้องใช้ความพยายามและความกล้าหาญสูง เพราะเอาเข้าจริงไม่มีใครอยากยอมรับความจริงหรอกว่าตัวเองพ่ายแพ้และไร้ความสามารถ แต่เข้าใจไหม มีแค่คนที่ยอมรับความจริงได้เท่านั้นที่จะไปต่อ คนที่ยอมรับว่าตัวเองขาด ก็จะพยายามขวนขวายมาเติมเต็ม นั่นคือการพัฒนาตัวเอง ในทางกลับกัน คนขี้แพ้จะหลอกตัวเองไปวัน ๆ ว่าตัวเองไม่ขาดอะไร เหนือกว่าจากการเหยียบคนอื่นให้ตัวเองสูง คนแบบนี้ถือคติว่าหากพิสูจน์ตัวเองด้วยความสำเร็จไม่ได้ ก็ต้องทำให้ตัวเองพิเศษ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการประจานล้มเหลวของตัวเองก็ตาม

ภาพจาก FB: JTBC Drama

อันที่จริง มันไม่ใช่เรื่องผิดเลยนะที่เขายังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนเราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปวิ่งบนลู่วิ่งของคนอื่น แต่เขาดันโฟกัสชีวิตตัวเองกับเพื่อนที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว มันเลยยิ่งขยายความพังของเขาเป็นเท่าทวี การที่เขาเขียนบทมาเยอะแต่ไม่เคยได้รับการคัดเลือกไปทำหนังเลยสักครั้ง จุดนี้คนทั่วไปมันต้องหาสาเหตุแล้วไหมว่าทำไมถึงยังไม่ได้ แต่พระเอกไม่ทำแบบนั้น ยังคงภาคภูมิใจในตัวเองแบบผิด ๆ ฮวังดงมันจึงเป็นตัวละครที่ทั้งน่าสงสาร น่าสมเพช และน่าหงุดหงิด แต่เชื่อไหมว่าตัวละครแบบนี้ มันกลับดูเหมือนใครสักคนที่เราเคยเจอในชีวิตจริง!

เราจะเห็นว่าซีรีส์เรื่องนี้คือการหยิบเอา “ความล้มเหลว” มาเจียระไนให้เฉิดฉาย (แต่มันค่อนข้างท้าทาย ด้วยนิสัยพระเอกนี่แหละที่ทำให้คนดูรู้สึกไม่อยากเชียร์) ด้วยการนำเสนอความพยายามสู้ของคนที่ไม่มีอะไรเลย แต่ก็ไม่อยากสูญเสียเศษเสี้ยวจิตวิญญาณ น่าสังเกตว่าเวลาที่พระเอกทำตัวแย่ ๆ ใส่เพื่อน แล้วเห็นว่าเพื่อนกำลังอดทน เขาจะพูดมากขึ้น เร็วขึ้น และทำตัวไร้มารยาทมากขึ้น หรือการสวมหูฟังเพื่อฟังแค่สิ่งที่ตัวเองอยากได้ยินในโลกส่วนตัว นี่มองว่ามันเป็นการปิดกั้นตัวเองออกจากเสียงเย้ยหยันของโลกที่วิ่งแซงหน้าไป เขาป้องกันตัวเองจากโลกของความจริงที่ทุกคนพุ่งทะยานไปไกล แต่เขากลับยังย่ำอยู่กับที่ ยึดติดอยู่กับความฝันเดิม ๆ ดูหนังเรื่องเดิม ๆ ขังตัวเองไว้ในจุดเดิม มันเลยทำให้เขาไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้

หลังจากที่ดู We Are All Trying Here ไป 2 อีพี บอกตรง ๆ ว่าโคตรอึดอัดกับคาแรกเตอร์พระเอก 555 นี่อดทนดูเพราะชอบ “คูคโยฮวาน” ล้วน ๆ แล้วพี่แกก็ทำถึง พอพี่แกสวมบทเป็นฮวังดงมันเมื่อไรนะ ชวนคนดูเป็นประสาทแดกทันที เข้าใจความรู้สึกเพื่อน ๆ เลยว่าทำไมถึงหมดความอดทนขนาดตัดสัมพันธ์ แต่ที่ชวนงงสุด ๆ ก็คือแก๊งเพื่อนทนมาได้ยังไงตั้ง 20 ปี แค่ 1-2 ปีนี่ก็น่าจะเต็มกลืนแล้ว เพราะคนอื่น ๆ ก็จำเป็นต้องรักษาสุขภาพจิตของตัวเอง

ก็นะ! เข้าใจแหละว่าแรก ๆ พี่แกอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก เพราะเท่าที่ดูท่าทีตอนที่พี่แกอยู่กับเพื่อนคนที่อดทนแกได้ แกก็เป็นเพื่อนที่น่ารักคนหนึ่ง แต่น่าจะเริ่มเป็นตอนที่เพื่อน ๆ ทุกคนประสบความสำเร็จกันหมด แล้วพี่แกต้องดิ้นรนที่จะมีตัวตนท่ามกลางเพื่อน ๆ ที่เจิดจรัสนี่แหละ ทั้งอิจฉาและไร้ค่า แต่ก็ไม่อยากดูอ่อนแอ เลยต้องทำพฤติกรรมแบบนั้นออกมาเพื่อปกปิดความเจ็บปวด และพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ในวันที่อะไร ๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจ

ตรงจุดนี้ มันก็เลยแสดงให้เห็นว่า “ทุกคนต่างก็กำลังพยายามในแบบของตัวเอง เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อโดยไม่เจ็บปวดเกินไป” ทั้งตัวพระเอก นางเอก เหล่าผองเพื่อน และตัวละครอื่น ๆ ทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงเวลาของการล้มลุกคลุกคลาน เคยผ่านจุดที่ยังหาจังหวะชีวิตของตัวเองไม่เจอ เคยผ่านจุดที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ละคนก็หาจุดที่ลงตัวของตัวเอง ประเด็นนี้ตัวละครพี่ชายพระเอกค่อนข้างน่าสนใจมาก นี่น่าจะเป็นอีกตัวละครที่เคยล้มเหลวกับเส้นทางที่ตัวเองใฝ่ฝันมาก่อน จนเบนเข็มมาใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริงมากกว่าการยึดติดอยู่กับอะไรที่มันไม่สำเร็จ ส่วนเพื่อนคนอื่นต้องติดตามเส้นทางชีวิตในอดีตกันต่อไป บอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้น่าจะยังมีอะไรให้ตามต่ออีกเยอะ มากกว่าที่จะมาตัดสินด้วย 2 อีพีแรก ถ้าไม่อกแตกตายเพราะรำคาญพระเอกซะก่อน 555 ❤️‍🩹