ช่วงปิดเทอมคือช่วงเวลาแห่งความสุขของเด็ก ๆ ที่จะได้พักผ่อนจากการเรียน ทว่าสำหรับผู้ปกครอง มันคือช่วงเวลาที่ต้อง “ยกระดับการเฝ้าระวัง” ขึ้นเป็นสองเท่า เพราะในขณะที่เด็ก ๆ มีเวลาว่างเพิ่มขึ้น การกำกับดูแลของผู้ปกครองก็อาจจะลดลงโดยไม่รู้ตัว เพราะพ่อแม่ยังคงต้องทำงานหาเงินกันตามปกติ แต่เด็ก ๆ ต้องอยู่ที่บ้านไม่ใช่ที่โรงเรียน
เนื่องจากสถิติอุบัติเหตุและภัยเงียบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ก็มักจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงปิดเทอมนี้เอง และอีกไม่นาน เด็ก ๆ ก็จะสอบเสร็จและปิดภาคเรียนกันแล้วด้วย ดังนั้น เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองอาจต้องกลับมาพิจารณาดูอีกครั้งว่าพร้อมรับมือกับเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังในช่วงปิดเทอมนี้แล้วหรือยัง นี่คือ 7 เรื่องที่ผู้ปกครองต้องช่วยกันสอดส่องมากเป็นพิเศษในช่วงปิดเทอมนี้
1. การจมน้ำ ภัยเงียบที่คร่าชีวิตเด็กไทยเป็นอันดับ 1
ฤดูร้อนบ้านเราอากาศร้อนจัด ยิ่งช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงเมษายน อุณหภูมิสูงสุดอาจพุ่งถึง 40-43 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว อาการที่ร้อนอบอ้าวและความชื้นทำให้เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ พวกเด็ก ๆ จึงมักจะชวนกันไปเล่นน้ำตามแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อคลายร้อนและล้างตัว ด้วยเข้าใจว่าตัวเองว่ายน้ำเป็นและน้ำไม่ลึกเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นคลอง บ่อ สระว่ายน้ำ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น ๆ ไม่เว้นแม้แต่อุปกรณ์กักเก็บน้ำในบ้าน นี่จึงกลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เพราะจากสถิติพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี คือการจมน้ำ
ดังนั้น สิ่งที่ผู้ปกครองต้องระวังก็คือ การที่เด็ก ๆ แอบไปเล่นน้ำกับเพื่อนโดยที่ไม่มีผู้ใหญ่ดูแล ในช่วงปิดเทอมนี้ ผู้ปกครองต้องคอยกำชับเด็ก ๆ เสมอว่าถ้าจะไปเล่นน้ำ ต้องมีผู้ใหญ่ที่ว่ายน้ำเป็นตามไปดูแลในระยะที่มองเห็นและเอื้อมถึง หลีกเลี่ยงการปล่อยเด็กไปเล่นน้ำตามลำพังแม้ว่าเด็กจะว่ายน้ำเป็น สอนทักษะการเอาตัวรอดทางน้ำขั้นพื้นฐาน และสอนหลัก “ตะโกน โยน ยื่น” หากเห็นเพื่อนจมน้ำ ห้ามลงไปช่วยเองเด็ดขาด เพราะมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เห็นเพื่อนจมน้ำแล้วลงไปช่วยเองทำให้ไม่รอดทั้งคู่ หรือไม่ก็คนที่จมตอนแรกรอด แต่คนที่ลงไปช่วยไม่รอด
2. อุบัติเหตุบนท้องถนน กับการที่เด็กออกมาเล่นหน้าบ้าน
เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของเด็กไทยเลยก็ว่าได้ ในช่วงปิดเทอม เด็ก ๆ มักรวมตัวกันเที่ยวเล่นนอกบ้าน ที่จริงมันก็อาจไม่ได้ไกลหูไกลตาผู้ใหญ่ขนาดนั้น อาจจะเป็นสนามเด็กเล่นของหมู่บ้านไม่ก็แถว ๆ หน้าบ้านที่มีรถวิ่งผ่านไปมา หรือหลายบ้านเป็นอาคารพาณิชย์ที่เปิดร้านขายของ หน้าบ้านอยู่ติดถนนใหญ่ ซึ่งมีรถสัญจรไปมาด้วยความเร็วตลอดวัน หากเด็กวิ่งเล่นพรวดพราดจนล้ำออกถนนไปก็จะอันตรายมาก ความเสี่ยงสำหรับเด็กเล็ก คือพากันจับกลุ่มวิ่งเล่นกันหรือขี่จักรยาน เด็กโตก็อาจจะพากันขี่จักรยานยนต์อยู่แถวละแวกบ้าน จึงขับขี่โดยไม่มีใบขับขี่ และไม่สวมหมวกนิรภัย
ผู้ใหญ่มักเข้าใจว่าเด็กก็เล่นอยู่แถวบ้านไม่ได้ไปไหนไกล และตัวเองก็คอยมองอยู่เป็นระยะ ๆ เหมือนเด็กอยู่ในสายตาตลอด แต่ด้วยความที่บ้านนั้นอยู่ติดกับถนน และเวลาที่เด็กเล่นกันจะไม่ค่อยสนใจความปลอดภัยของตัวเอง ขณะเดียวกัน รถที่สัญจรอยู่ก็อาจจะมาด้วยความเร็วระดับหนึ่ง ที่ถ้าเด็กพุ่งพรวดล้ำถนนออกไปช่วงที่ผู้ใหญ่คลาดสายตา รถจะเบรกไม่ทัน ผู้ปกครองที่อยู่ห่างออกไปก็พุ่งเข้าไปช่วยไม่ทันเหมือนกัน ผู้ใหญ่จึงต้องคอยย้ำเรื่องการเล่นริมถนน การข้ามถนน และพยายามจัดพื้นที่ให้เด็กเล่นในพื้นที่ปลอดภัย ส่วนเด็กโต ต้องคอยกวดขันเรื่องการใช้รถ ให้สวมหมวกนิรภัย และหลีกเลี่ยงการปล่อยให้เด็กที่ยังไม่มีทักษะหรือใบขับขี่ใช้รถจักรยานยนต์ตามลำพัง
3. ไฟดูดและอัคคีภัย ความเสี่ยงจากข้าวของในบ้าน
ในช่วงปิดเทอม อาจมีช่วงที่ผู้ปกครองต้องทิ้งเด็กให้อยู่ตามลำพัง เพราะบางทีผู้ใหญ่ก็ต้องทำงาน ไม่สามารถนั่งเฝ้าเด็กได้ตลอดเวลา ยิ่งเด็กยุคนี้เติบโตมาพร้อมกับสมาร์ตโฟน พวกเขาอาจใช้เวลาอยู่กับหน้าจอจนแบตหมด ขนาดเอาไปชาร์จไฟก็ยังไม่ยอมปล่อยให้มือถือห่างตัว หลายคนนั่งเล่นนอนเล่นมือถือในขณะที่กำลังเสียบชาร์จไฟโดยไม่นึกถึงความเสี่ยง ยังไม่นับรวมความซนทั่วไปตามประสาเด็ก เมื่อความซนและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาเจอกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ปลั๊กไฟ เตาแก๊ส และวัตถุไวไฟ มันอาจกลายเป็นอันตรายที่คาดไม่ถึง ยิ่งถ้าในบ้านมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย เช่น ปลั๊กพ่วง หรือสายชาร์จ ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
จุดที่ผู้ใหญ่ต้องระวังก็คือ เด็กเล็ก ๆ ที่ซนตามประสาอาจจะแหย่ปลั๊กไฟเล่น ส่วนเด็กโตก็อาจไม่ทันระวัง เสียบปลั๊กไฟในขณะที่มือเปียก ตัวเปียก ชาร์จมือถือไปเล่นไป หรือชาร์จแบตอะไรทิ้งแล้ววางไว้บนที่นอน รวมถึงการแอบหยิบเอาไม้ขีดไฟหรือไฟแช็กมาเล่น ต้องพยายามพูดคุยกับเด็กให้เข้าใจว่าปลั๊กไฟอันตราย ห้ามแหย่เล่นเด็ดขาด อาจพิจารณาติดฝาครอบปลั๊กไฟ พยายามเก็บไฟแช็ก ไม้ขีด และสารไวไฟให้พ้นมือเด็ก และคอยตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟ ปลั๊กพ่วงให้อยู่ในสภาพปลอดภัย ใช้ของที่ได้มาตรฐาน รวมถึงออกกฎเข้มงวดว่าห้ามใช้มือถือในขณะที่กำลังเสียบปลั๊กชาร์จ เพื่อลดโอกาสที่จะถูกไฟดูด พร้อมสอนวิธีเอาตัวรอดเมื่อถูกไฟดูดเบื้องต้น
4. ภัยออนไลน์ อันตรายจากหน้าจอที่มาเยือนถึงหัวเตียง
เด็กยุคใหม่เติบโตขึ้นมาโดยมีสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตเป็นเพื่อนเล่นที่สนิทสนมกัน ทำให้เด็ก ๆ เข้าถึงโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้นมา ยิ่งช่วงปิดเทอม เด็ก ๆ จะมีเวลาว่างมาอยู่กับหน้าจอได้นานขึ้นจนกลายเป็นเพื่อนสนิทในช่วงที่เด็กไม่เจอเพื่อนคนอื่น เด็กหลายคนเปิดเผยทุกอย่างบนโลกออนไลน์ ซึ่งถ้าผู้ปกครองไม่ควบคุมเลย หรือไม่เคยสนใจว่าเด็ก ๆ ทำอะไรบนโลกออนไลน์บ้าง มันก็อาจจะนำมาซึ่งความเสี่ยงในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากมิจฉาชีพที่หลอกให้โอนเงิน เว็บพนัน การถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การถูกล่อลวงจากคนแปลกหน้า หรือแม้กระทั่งการเสพคอนเทนต์รุนแรง/ลามก ซึ่งไม่เหมาะสำหรับเด็ก
ผู้ใหญ่ต้องคอยควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดียและตัวตนบนโลกออนไลน์ของเด็กอย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้เด็กนำข้อมูลส่วนตัวโพสต์ลงออนไลน์ หรือเสพคอนเทนต์ตามใจชอบโดยไม่จำกัดเวลา รวมถึงจำกัดการใช้งานบางเว็บไซต์ แต่การควบคุมควรเป็นไปในแบบของการพูดคุยที่เปิดกว้าง เพื่อไม่ให้เด็กเข้าใจว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำเป็นการสอดแนม หรือละเมิดความเป็นส่วนตัวในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพวกเขา พยายามตั้งเวลาการใช้หน้าจอ ว่าวันหนึ่งใช้ได้กี่ชั่วโมงและใช้ได้ตอนไหน สอนหลัก “ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว-ไม่โอนเงิน-ไม่ส่งรูปส่วนตัว” และต้องคอยย้ำกับเด็ก ๆ อย่างจริงใจว่าถ้าเจอเรื่องแปลก ๆ ที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ให้บอกพ่อแม่ทันทีโดยไม่ต้องกลัวโดนดุ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงตัดสินใจหรือทำไปแล้วก็ตาม
5. ฮีตสโตรกและอาหารเป็นพิษ ภัยยอดฮิตที่มากับความร้อน
อย่างที่บอกว่าอุณหภูมิในช่วงหน้าร้อนของบ้านเรามันไม่ใช่เล่น ๆ ยิ่งช่วงปิดเทอมอย่างเดือนเมษายนนี่อาจพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ความร้อนสะสมอาจทำให้เด็กป่วยหนักได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่มักจะออกไปเล่นนอกบ้านกลางแดดจัด ๆ ช่วง 11.00-15.00 น. โดยไม่กลัวแดด ไม่กลัวร้อน หากเด็กสวมใส่เสื้อผ้าหนาเกินไป และเวลาเล่นก็ติดลม ไม่สนใจจะดื่มน้ำ อาจทำให้เกิดฮีตสโตรกได้ และบางทีผู้ใหญ่ก็ปล่อยเด็กออกไปเล่นข้างนอกหรือไปบ้านคนรู้จักแถวนั้น ให้เงินเด็กติดตัวไว้ซื้อของกิน เด็กก็อาจไปซื้อ หรือไปกินอาหาร/น้ำที่ไม่สะอาด เสี่ยงอาหารเป็นพิษตามมาอีก เพราะการกินอาหารในช่วงหน้าร้อนต้องระวังมากเป็นพิเศษ
ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องคอยห้ามปรามเด็ก ๆ ให้เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงแดดแรงจัด ๆ 10.00-16.00 น. ในช่วงที่อากาศร้อนจัด ให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และพยายามให้เด็กจิบน้ำบ่อย ๆ ในเวลากลางวัน หากเป็นไปได้ ควรสอนให้พวกเขารู้ว่าหากมีอาการผิดปกติทางร่างกาย เช่น รู้สึกตัวร้อนจัด หน้ามืด คลื่นไส้ แต่ตามเนื้อตัวไม่มีเหงื่อออก ต้องรีบบอกผู้ใหญ่ทันที รวมถึงพยายามเตือนเรื่องการซื้ออาหารกินนอกบ้านช่วงที่ออกไปเล่น หรือการไปกินอาหารบ้านคนอื่น ถ้าหิวให้กลับมากินที่บ้าน และเน้นให้กินอาหารปรุงสุกใหม่ที่ที่บ้านปรุงเอง ก่อนหยิบอะไรเข้าปากต้องล้างมือให้สะอาดก่อนด้วย
6. ความเสี่ยงทางเพศ/การล่วงละเมิด ภัยร้ายใกล้ตัวที่คุกคามเด็กได้ทุกเพศทุกวัย
ช่วงที่เด็ก ๆ ปิดเทอม เด็กจะมีอิสระมากขึ้น และอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งจากคนแปลกหน้าและคนใกล้ชิด กล่าวคือเด็กหลายคนอยู่บ้านทั้งวัน เด็กบางคนออกไปเรียนพิเศษทั้งวัน ในขณะที่ผู้ปกครองก็ไม่สามารถที่จะคอยดูแลบุตรหลานให้อยู่ในสายตาได้ตลอดเวลา และไม่สบายใจที่จะทิ้งเด็กให้อยู่บ้านตามลำพังด้วย ผู้ใหญ่บางคนจึงอาจไปว่าจ้างพี่เลี้ยง หรือไหว้วานคนใกล้ชิดให้มาคอยดูแลเด็กให้ ส่วนเด็กโตที่ออกไปเรียนพิเศษ ก็ต้องไปพบเจอคนแปลกหน้าระหว่างทางมากมาย ก็ต้องให้ระวังการไปไหนมาไหนคนเดียวทั้งในที่เปลี่ยวและที่สาธารณะ เพราะการถูกล่วงละเมิดสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีการสัมผัสตัว
ในเรื่องนี้ ผู้ใหญ่อาจต้องเริ่มจากการสอนให้เด็กเข้าใจในเรื่องของพื้นที่ส่วนตัวของร่างกาย เพราะการหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กอยู่นอกสายตาเป็นเรื่องยากเกินไป จึงต้องอธิบายทำความเข้าใจว่าร่างกายเป็นของเรา เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เรามีสิทธิ์ปกป้องเต็มที่ หากเกิดอะไรขึ้นต้องกล้าที่จะปฏิเสธและกล้าเล่าให้ผู้ปกครองฟัง สอนให้รู้ว่าการสัมผัสร่างกายแบบไหนที่จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งจากคนรู้จักและไม่รู้จัก นอกจากนี้ ผู้ใหญ่อาจต้องใช้การสังเกตด้วย ว่าเด็กมีพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ หรือหวาดกลัว หลีกเลี่ยงบุคคลบางคนเป็นพิเศษ ต้องสร้างบรรยากาศให้เด็กกล้าที่จะเล่าโดยไม่กลัวถูกตำหนิ เจออะไรแบบไหนต้องไม่มีความลับกับพ่อแม่
7. พฤติกรรมเลียนแบบและสิ่งเสพติด เด็กคือวัยที่อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง
เมื่อเด็กปิดเทอมไม่ต้องไปโรงเรียน เด็กจะได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น โดยที่ยังติดต่อกับเพื่อนและโลกภายนอกได้อยู่ เพียงแต่ไม่มีครูควบคุม ส่วนผู้ปกครองก็ไม่ได้มานั่งเฝ้าเด็กได้ตลอดเวลา เด็กสามารถเสพคอนเทนต์ออนไลน์ได้เต็มที่ บางทีเด็กอาจไปเจอคอนเทนต์ที่ไม่สร้างสรรค์และไม่เหมาะสมเข้า เช่น รีวิวบุหรี่ไฟฟ้า หรือการทำสิ่งเสพติดด้วยสิ่งนั้นสิ่งนี้ และด้วยความที่อยู่ในช่วงวัยอยากรู้อยากลอง บวกกับมีแรงสนับสนุนจากเพื่อนมาชักชวนให้ทดลอง เด็กก็อาจจะเริ่มลองตามเพื่อน เพราะอย่างบุหรี่ไฟฟ้า ถูกออกแบบมาให้มีรูปลักษณ์คล้ายขนมหรือของเล่น ทำให้เด็กเข้าถึงง่าย และเข้าใจผิดว่าไม่อันตราย ช่วงนี้ข่าวอาจน้อยลงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี พ่อแม่อาจชะล่าใจ
ผู้ใหญ่อาจต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของพฤติกรรมเด็กที่เปลี่ยนไป สิ่งของแปลก ๆ ที่อยู่ในกระเป๋า หรือสังเกตการใช้เวลาว่างของเด็กในการคุยกับเพื่อนและการใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์ หากพบว่าบุตรหลานกำลังมีพฤติกรรมเลียนแบบคอนเทนต์ไม่สร้างสรรค์บนโลกออนไลน์ พบการใช้บุหรี่ไฟฟ้า หรือสารเสพติด จะต้องมีการพูดคุยเชิงเหตุผลถึงอันตรายของสารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้าอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ใช้การตำหนิรุนแรง จากนั้นให้หาทางเบี่ยงเบนความสนใจเด็กให้หันไปหากิจกรรมทางเลือกที่สร้างสรรค์อย่างอื่น และอาจต้องพาเด็กไปพบแพทย์ ถ้าเด็กมีปัญหาสุขภาพจากการลอง






























