Home Work & Living Living ปรากฏการณ์ “ตบหัวลูบหลัง” เบื้องหลังของคนช่างติแต่ไม่อยากดูแย่

ปรากฏการณ์ “ตบหัวลูบหลัง” เบื้องหลังของคนช่างติแต่ไม่อยากดูแย่

เคยไหม? เวลาที่เปลี่ยนรูปภาพโปรไฟล์ในโซเชียลมีเดียเป็นรูปใหม่ที่รู้สึกมั่นใจมาก แต่ดันเจอคอมเมนต์ที่ทักให้เสียเซลฟ์ว่า “แต่งหน้าไม่สวยเลย แต่มีเสน่ห์อยู่นะ/แต่ถ้าไม่แต่งดูดีกว่า” หรือ “อ้วนเกินไป ถ้าผอมสวยกว่านี้อีก!” บ้างก็ว่า “หน้าตาบ้าน ๆ แต่แต่งตัว/แต่งหน้าเก่งจัง” หรืออาจจะถึงขั้น “ไม่เห็นสวย แต่หน้าเก๋” คำพูดแบบนี้อาจฟังดูไม่เลวร้ายอะไร แต่สุดท้ายมันก็ทำให้คนฟังงงงวยทางอารมณ์ เพราะไม่เข้าใจว่าตกลงจะติหรือชมกันแน่!

หากลองสังเกตดูดี ๆ รูปประโยคดังกล่าวจะมีโครงสร้าง “ติก่อน” แล้ว “ชมทีหลัง” ที่มันดูไม่แย่ก็เพราะมันมีคำชมแทรกอยู่เสมอ! มันอาจทำให้โล่งใจ แต่หลายครั้งมันก็ทำให้คนฟังรู้สึกเล็กลง หรือแม้กระทั่งสงสัยในคุณค่าของตัวเอง ที่สำคัญ มันทำให้คนฟังทำตัวไม่ถูก ด้วยไม่แน่ใจว่าตกลงอยากชมหรือด่า ใจหนึ่งก็รู้สึกดีและอยากขอบคุณที่เขาชม ทว่ามันก็อดที่จะตงิด ๆ ไม่ได้ ที่รู้สึกเหมือนโดนตบกลางสี่แยก!

ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้ไม่ได้เรียกว่าความจริงใจ แต่มันคือปรากฏการณ์ “ตบหัวแล้วลูบหลัง” ที่ซ่อนกลไกทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนเอาไว้ เจตนาที่แท้จริงของผู้พูดอาจจะเป็นความต้องการวิจารณ์รูปลักษณ์ของผู้อื่น อยากติเตียน เพื่อโจมตีความภาคภูมิใจในตัวเองของผู้อื่น แต่ก็ไม่อยากดูเป็นคนใจร้ายหรือเป็นคนนิสัยไม่ดี เลยตบท้ายด้วยการชมหรือปลอบเพื่อให้ภาพรวมดูนุ่มนวล ซึ่งการวิจารณ์ผู้อื่นแบบนี้ มีให้เห็นบ่อยขึ้นบนโซเชียลมีเดีย ด้วยความที่มันเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างมาก และมีลักษณะบางอย่างที่เอื้อให้คนเราอยากจะพูดตรง ๆ จนไม่สนใจคนฟัง

โซเชียลมีเดีย พื้นที่ที่คนปกติบนโลกออฟไลน์ อาจกลายเป็นปีศาจบนโลกออนไลน์

ใครหลายคนอาจจะเคยมี “เพื่อน” ที่แสนดีในที่ทำงาน ซึ่งในชีวิตจริงบนโลกออฟไลน์ เขาดูเป็นคนธรรมดาที่ไม่เคยมีเรื่องกับใคร เป็นคนเงียบ ๆ ดูสุภาพ ภาพลักษณ์ในครอบครัวก็ดูเป็นคนอบอุ่น แต่เมื่อเปิดประตูเข้าสู่โลกออนไลน์ คนเหล่านี้กลับกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขากลายเป็นนักเลงคีย์บอร์ดที่พร้อมจะสาดถ้อยคำรุนแรงใส่คนแปลกหน้า ด่านักการเมือง ถล่มดารา กล้าที่จะด่าทอ เสียดสี เหยียดหยาม ด้อยค่า หรือไล่ล่าใครสักคนได้อย่างน่าตกใจ

คำถามคือ อะไรที่ทำให้คนบางคนเปลี่ยนจาก “คนปกติ” ไปเป็น “ปีศาจหลังคีย์บอร์ด” ได้ เพียงแค่เปลี่ยนพื้นที่ มันมีมุมมองทางจิตวิทยาที่น่าสนใจซ่อนอยู่

  • พลังของความไม่เปิดเผยตัวตน ในโลกออฟไลน์ คนเรามักถูกกำกับด้วยสายตาของสังคมและมารยาท แต่ในโลกออนไลน์ เรามี “ความรู้สึกล่องหน” ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อจริงหรือรูปจริง ดังนั้น เมื่อเราอยู่หลังคีย์บอร์ด มันจะไม่มีสายตาของคู่สนทนา ไม่เห็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ของคู่สนทนาแบบเรียลไทม์ และไม่ต้องเผชิญผลลัพธ์ทันที ทำให้สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมจริยธรรมทำงานน้อยลง ความยับยั้งชั่งใจจึงต่ำลงตาม เพราะเราจะรู้สึกว่า “ฉันพูดอะไรก็ได้ โดยที่ผลกระทบมันไม่สะท้อนกลับมาหาฉันทันที” ความเจ็บปวดของฝั่งตรงข้ามจึงกลายเป็นเพียงตัวอักษร และนั่นทำให้ความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายถูกลดทอน
  • คนที่โต้ตอบอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คน แต่เป็นพิกเซล กลไกความเห็นอกเห็นใจของมนุษย์ทำงานได้ดีที่สุดผ่านการมองเห็นสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียง เมื่อโลกออนไลน์ตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปให้เหลือแค่ข้อความสั้น ๆ บนหน้าจอ เป็นเพียงตัวหนังสือที่แยกขาดจากบริบทมนุษย์ สมองเราจะมองข้ามความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้ามไป และเมื่อมองไม่เห็นความเจ็บปวดของฝ่ายตรงข้าม การทำร้ายใครสักคนด้วยคำพูดแรง ๆ จึงเกิดขึ้นง่ายมาก เพราะเราจะไม่รู้สึกว่ากำลังด่าคนที่มีชีวิตจิตใจ แต่เรากำลังด่า “ตัวหนังสือ” หรือ “ความเห็นที่เราไม่ถูกใจ”
  • พลังของพวกมากลากไป ในโซเชียลมีเดีย เมื่อเข้าไปอยู่ในกระแสดราม่า ไล่ดูคอมเมนต์มีแต่คนรุมด่า ตัวตนส่วนตัวของเราจะจางหายไป และกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “ม็อบออนไลน์” การพิมพ์ด่าใครสักคนเพียงหนึ่งบรรทัดท่ามกลางพันคอมเมนต์นับพันนับหมื่น ทำให้เรารู้สึกเล็กและปลอดภัย อีกทั้งยังทำให้เรารู้สึกว่า “ฉันไม่ได้ทำคนเดียวเสียหน่อย ใคร ๆ เขาก็ทำ” ความรับผิดชอบต่อคำพูดเลวร้ายถูกกระจายไปในกลุ่ม ถูกหารเฉลี่ยไปในกลุ่มคนที่รุมด่าเหมือน ๆ กัน จนเหลือความผิดชอบชั่วดีเพียงเล็กน้อย ความรู้สึกผิดก็ลดลง
  • โดปามีนจากการเป็นศาลเตี้ย การรุมประณามใครสักคนบนโลกออนไลน์ มักจะมาพร้อมกับความรู้สึกว่า “ฉันคือคนดีที่กำลังลงโทษคนเลว” ซึ่งนี่นับว่าเป็นโดปามีนราคาถูกอีกชนิดหนึ่ง การได้พิมพ์คำด่าใครสักคนว่าโง่ อาจทำให้เรารู้สึกฉลาดขึ้น รู้สึกเหนือกว่าหรือสะใจ ที่สำคัญ ระบบของโซเชียลมีเดียนั้นให้รางวัลกับอารมณ์รุนแรงมากกว่าเหตุผลนิ่ง ๆ เสียด้วย โพสต์ที่แสดงอารมณ์โกรธจัด เหยียดแรง ๆ หรือประชดประชันจัด ๆ มักได้ engagement สูง สมองจะเรียนรู้ว่า “นี่คือสิ่งที่ได้ผล” นั่นทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจและเป็นที่ยอมรับ โดยลืมไปว่าเรากำลังสร้างบาดแผลให้เพื่อนมนุษย์จริง ๆ ที่อยู่อีกฝั่ง
  • การสร้างตัวตนและอัตลักษณ์ผ่านความเกลียดชัง บนโลกออนไลน์ ใครบางคนสร้างตัวตนของตัวเองผ่านการ “ต่อต้าน” เมื่อใช้ความเกลียดให้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้สึกมีตัวตน ยิ่งดุเดือด ยิ่งรู้สึกมีพลัง ยิ่งมีพวกพ้องเห็นด้วย ยิ่งเป็นที่รู้จัก มันเลยกลายเป็นพื้นที่ของคนที่ต้องการการยอมรับและการมีที่ยืน
  • โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ระบายความอัดอั้นที่ไม่มีที่ไป คนบางคนใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นพื้นที่สำหรับปลดปล่อยความกดดันและความไม่ได้ดั่งใจที่ตัวเองพบเจอในโลกออฟไลน์ ความรู้สึกไร้อำนาจในชีวิตจริง จึงมองหาเหยื่อเพื่อระบายอารมณ์ การเหยียบคนอื่นให้ต่ำลงหรือไม่ก็ด้อยค่าคนอื่นไปทั่ว ทำให้ตัวเองรู้สึกสูงขึ้น

“ตบหัวลูบหลัง” เมื่อการติก่อนแล้วค่อยชม เป็นกุศโลบายของคนที่อยากด้อยค่าคนอื่น แต่ไม่อยากเป็นคนไม่ดี

สำนวน “ตบหัวลูบหลัง” ความหมายตามพจนานุกรม คือ ทำหรือพูดให้กระทบกระเทือนใจในตอนแรกแล้วกลับทำหรือพูดเป็นการปลอบใจในตอนหลัง มันมีโครงสร้างทางภาษาแบบ “ลบก่อนแล้วค่อยชดเชย” มักจะมีการใช้คำเชื่อมอย่างคำว่า “แต่” เพื่อหักล้างสิ่งที่พูดไปก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สมองผู้ฟังก็มักจะให้น้ำหนักกับข้อความส่วนหลังคำว่า “แต่” มากกว่า และเกิดเป็นภาพจำได้แรงกว่าด้วย เพราะข้อมูลเชิงลบจะมีพลังทางอารมณ์สูงกว่า มันจึงกลายเป็นคำชมที่แฝงการลดค่า

ซึ่งทุกวันนี้ เรามักจะเจอความคิดเห็นลักษณะนี้ค่อนข้างมากบนโลกออนไลน์ แต่ประเด็นก็คือ ทำไมใครหลายคนเลือกที่จะใช้วิธีนี้ในการติเตียนหรือวิจารณ์ใครสักคน มันมีเรื่องของอำนาจ การจัดลำดับคุณค่า และกลไกปกป้องตัวตนของผู้พูดเข้ามาเกี่ยวข้อง

  • รักษาภาพลักษณ์ตัวเองด้วยการฟอกขาวคำวิจารณ์

คนพูดส่วนใหญ่รู้ดีว่าการวิจารณ์รูปลักษณ์ของคนอื่นตรง ๆ เป็นพฤติกรรมที่ดูไร้มารยาทและขัดต่อบรรทัดฐานสังคม เพราะมันเป็นการโจมตีอัตลักษณ์ของบุคคล แต่ในเมื่ออยากแสดงความคิดเห็นเชิงลบ แต่ไม่อยากถูกมองว่าเป็นไม่ดี เป็นคนใจร้าย จึงต้องเติมคำชมตามเข้าไปทันทีหลังจากที่สร้างรอยแผลเอาไว้ในใจคนอื่น เพื่อให้ดูสมดุล นุ่มนวล และยุติธรรม นัยแฝงก็คือ เป็นการลดความรู้สึกผิดในใจตัวเอง ให้ดูเป็นคนมองโลกตามความเป็นจริง ส่วนคำชมที่เติมเข้าไป จะทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกันทางศีลธรรม” ที่ช่วยลดแรงกระแทกทั้งในตัวคนพูดเองและกับคนฟัง

  • การยืนยันสถานะที่เหนือกว่า

มันคือสร้างอำนาจ! เมื่อใครบางคนใช้การวิจารณ์รูปลักษณ์ตัดสินคนอื่น หรือโจมตีความภูมิใจในตนเอง แม้ว่าจะนุ่มนวลก็ตาม มันทำให้ผู้พูดอยู่ในตำแหน่ง “ผู้ประเมิน” ทันที ในขณะที่อีกฝ่ายจะอยู่ในตำแหน่ง “ผู้ถูกประเมิน” ซึ่งโครงสร้างนี้เป็นการสร้างลำดับชั้นเชิงสังคมโดยไม่ต้องใช้อำนาจตรง ๆ ถ้าชมเฉย ๆ จะรู้สึกถึงความเท่าเทียมกัน แต่เมื่อติแล้วชม จะกลายเป็นการอนุมัติคุณค่าในทันที ดังนั้น มันคือการประกาศว่า “ฉันมีอำนาจในการตัดสินคุณ” โดยอาจทำให้คนฟังเผลอตัวยอมรับคำวิจารณ์ ที่เป็นเจตนาที่แท้จริงของผู้พูดไปโดยปริยาย เพราะมัวแต่หลงใน “เศษเสี้ยวคำชม” ที่ถูกโยนมาปิดท้าย ผู้พูดจึงได้ทั้งอำนาจในการตัดสิน และยังคงภาพลักษณ์ของความสุภาพไว้

  • กลไกปกป้องความรู้สึกตัวเอง

ในบางครั้ง การตบหัวแล้วลูบหลัง ก็เกิดจากความรู้สึกสับสนภายใน เช่น รู้สึกอิจฉาริษยาแต่ไม่อยากยอมรับ หรือรู้สึกดึงดูดแต่ไม่อยากแสดงออกตรง ๆ การลดค่าด้วยคำวิจารณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนเอ่ยปากชม จึงอาจเป็นการสร้างระยะห่างทางอารมณ์ เพื่อไม่ให้ตนเองดูอ่อนแอหรือยอมรับมากเกินไป ซึ่งนี่เป็นกลไกป้องกันตัวในระดับหนึ่ง

  • เทคนิคตบให้ต่ำแล้วดึงให้สูง

ในทางจิตวิทยา เมื่อเราทำให้ใครสักคนรู้สึกแย่ (โจมตีความภูมิใจในตนเอง) แล้วตบท้ายด้วยสิ่งที่ดีกว่านิดหน่อย (ดึงข้อดีมาชม) จะช่วยทำให้ความรู้สึกดีนั้นดู “ยิ่งใหญ่” กว่าความเป็นจริง และทำให้คำชมดูมีคุณค่าขึ้น เช่น เมื่อมีใครสักคนมาวิจารณ์เราว่าเราไม่สวย จะทำให้กราฟความรู้สึกของเราดิ่งลงไปจนติดลบ แต่เมื่อเขาพูดมาว่ามีเสน่ห์นะ ทำให้กราฟความรู้สึกเด้งกลับขึ้นมา แทนที่เราจะโกรธหรือหัวเสีย เรากลับรู้สึกโล่งใจ ที่อย่างน้อยก็ยังมีข้อดี ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราเพิ่งถูกวิจารณ์ไปหยก ๆ

  • คำชมแบบมีเงื่อนไข

“อ้วนเกินไป ถ้าผอมสวยกว่านี้อีก!” จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ “ตบหัวลูบหลัง” คือ “ติก่อนชม” แต่มีการเพิ่มกลไกของคำชมแบบมีเงื่อนไข เพราะมันคือการปฏิเสธตัวตนในปัจจุบัน โดยเอาคำชมไปวางไว้ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง โดยมีเงื่อนไขว่าคุณต้องเปลี่ยนตัวเองก่อนเท่านั้นถึงจะได้รับคำชมนั้น ประโยคนี้มักถูกฉาบไว้ด้วยหน้ากากของความปรารถนาดี แต่แฝงไปด้วยการกดทับ คนพูดจะวางตัวเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่รู้ดีกว่าตัวเราว่าเราควรเป็นอย่างไรถึงจะดูมีคุณค่า ในขณะที่คนฟัง ถูกทำให้รู้สึกว่า “อ๋อ! ที่ฉันยังไม่ได้รับคำชมตรง ๆ เป็นเพราะฉันยังไม่ดีพอ” ทำให้สมองเกิดสภาวะติดค้างว่าตอนนี้เรา “สอบตก” นี่จึงเป็น “คำชมอาบยาพิษ” ที่มอบความมั่นใจให้ “ร่างในอนาคต” แต่กลับกระชากความมั่นใจ “ร่างปัจจุบัน” ทิ้งไป

คำชมที่บริสุทธิ์ใจ ไม่จำเป็นต้องมีคำวิจารณ์หรือติเตียนนำหน้า และความจริงใจที่ไม่ผ่านการกรอง อาจเป็นความหยาบคายที่ฉาบด้วยหน้ากากของความหวังดี เพราะความสวยงามเป็นเรื่องปัจเจก เราอาจมีสิทธิ์จะมองว่าใครไม่สวยใครไม่หล่อเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อไม่ถูกจริตหรือไม่ใช่รสนิยม แต่…เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่างที่คิด โดยเฉพาะเรื่องที่คนฟังไม่ได้ขอความคิดเห็น ลองคิดว่าถ้าตัวเองได้ยินอะไรที่มันบั่นทอนความมั่นใจ ถึงจะมีคำชมปิดท้าย ก็คงรู้สึกไม่ดีเหมือนกัน!

ในทางจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) การวิจารณ์รูปลักษณ์ผู้อื่นด้วยเทคนิคนี้มักถูกมองว่า toxic หรือ passive-aggressive (พฤติกรรมก้าวร้าวแฝงเร้นหรือไม่พอใจแต่ไม่ยอมพูดตรง ๆ) เนื่องจากสมองของคนเราจำเรื่องลบได้แม่นกว่า คำชมที่แฝงการลดค่า ต่อให้มีคำชมมาปิดท้าย คำวิจารณ์ก็จะติดค้างอยู่ในใจคนฟังไปอีกนานอยู่ดี ที่สำคัญ มันยังทำลายความไว้ใจ เพราะคนฟังจะรู้สึกสับสนเล็ก ๆ ที่ได้รับทั้งการปฏิเสธและการยอมรับพร้อมกัน ทั้งจากการที่ถูกทำให้ไม่มั่นใจในตัวเองเล็กน้อย แต่ก็ยังได้รับคำชม และมันสร้างความระแวงว่า “คนนี้พร้อมจะตัดสินเราตลอดเวลา”