Home Work & Living Living อยากมีแต่ชีวิตจริงมีไม่ได้ จึงพยายามจะมีด้วยการ “โกหก”

อยากมีแต่ชีวิตจริงมีไม่ได้ จึงพยายามจะมีด้วยการ “โกหก”

“สิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น” ยังคงเป็นนิยามที่ใช้อธิบายถึงโลกโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี เพราะสิ่งที่เราเห็นหรือรับรู้ได้จากโซเชียลมีเดียมันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป ไลฟ์สไตล์ของคนรอบข้างเราที่เราเห็น มีทั้งภาพลวงตาและเรื่องจริง เราไม่มีทางรู้ได้ว่าหลังคีย์บอร์ด คนแต่ละคนเป็นอย่างไร ด้วยด้านที่เรามักแสดงให้คนอื่นได้เห็น มักจะเป็นด้านที่สวยงามกว่าความจริงที่เป็น รวมถึงเราอาจไม่รู้แม้กระทั่งว่าแอ็กเคานต์ของใครสักคนที่เรากำลังติดตามอยู่นั้น เป็นตัวจริงที่เขาเล่นเอง หรือมีใครกำลังสวมรอยเป็นเขาอยู่!

ยิ่งในสังคมที่เราต่างใช้ “โซเชียลมีเดีย” เป็นช่องทางในการอวดอ้างความสำเร็จของชีวิต ค่อย ๆ สร้างการเปรียบเทียบจนเกิดเป็นปมในใจใครหลายคน และกลายเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้โลกออนไลน์มี “ตัวปลอม” เยอะแยะเต็มไปหมด ตัวปลอมที่สร้างโปรไฟล์สวยหรูไว้เพื่อหลอกลวงให้คนที่อยากประสบความสำเร็จตามได้รับความเสียหาย กับตัวปลอมที่ปลอมเป็นคนอื่นที่คุณภาพชีวิตดีกว่าตัวเองเพื่อเติมเต็มทางจิตใจ เห็นคนอื่นเขาประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับของคนอื่น ๆ ก็อยากรับรู้อารมณ์แบบนั้นบ้าง แต่ด้วยความที่มีและเป็นแบบเขาไม่ได้ ใครหลายคนจึง “โกหก” และสร้างโลกจอมปลอมขึ้นมา ด้วยการสวมรอยเป็นคนอื่น

เพราะความจริงมันเจ็บปวด แต่เรื่องหลอกลวงมันทำให้ได้มีในสิ่งที่ไม่มี ได้เป็นในสิ่งที่ไม่ได้เป็น

“การโกหก” มักจะถูกตีความไปในแง่ลบเสมอ เพราะมันคือการจงใจพูดคำที่ไม่จริง การพูดปด เจตนาหลัก ๆ ที่เข้าใจกันก็คือเพื่อหลอกลวง แต่จริง ๆ แล้ว การโกหกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายเจตนา การหลอกลวงในบางครั้งก็ทำด้วยเจตนาดี เราอาจจะโกหกเพราะต้องการปิดบังความจริงที่เลวร้าย เราอาจจะบิดเบือนความจริงเพื่อถนอมน้ำใจใครสักคน โดยมีคำที่ใช้เรียกการโกหกประเภทเจตนาดีว่า “การโกหกสีขาว (white lie)” นั่นเอง ดังนั้น การโกหกไม่จำเป็นต้องมีเจตนาร้าย หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเสมอไป แต่สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ สิ่งที่โกหกไม่ใช่ความจริง และการโกหกเพื่อให้คนอื่นสบายใจ สุดท้ายก็เพื่อให้ตัวเราเองสบายใจเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการโกหกอีกประเภทที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใคร (แต่ในบางกรณีก็ทำให้คนอื่นได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อย) โดยมันเป็นการโกหกที่เกิดขึ้นเพราะผู้พูดต้องการจะ “ลบปมในใจ” ของตัวเอง นั่นหมายความว่าการโกหกดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงบาดแผลบางอย่างที่อยู่ในใจ อันทำให้เกิดความผิดปกติที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้ จึงต้องหลีกเลี่ยงตัวเองจากความจริงที่เจ็บปวด ด้วยการอยู่กับจินตนาการปลอม ๆ ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเอง หรือที่เรียกว่า “การโกหกตัวเอง”

อาการโกหกตัวเอง (Pathological Lying หรือ Mythomania หรือ Pseudologia fantastica) เป็นอาการที่คนคนหนึ่งสร้างเรื่องโกหก สร้างอีกตัวตนหนึ่งขึ้นมา หรือแม้แต่สวมรอยเป็นคนอื่น คนที่ตนเองชื่นชม (ปนอิจฉา) ด้วยเจตนาทางใจของตัวเอง อาการนี้จัดอยู่ในกลุ่มความผิดปกติทางบุคลิกภาพ หรือความผิดปกติทางพฤติกรรม ทำให้มีพฤติกรรมโกหกตามแรงกดดัน หรือโกหกเพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างของตนเองจนกลายเป็นนิสัยที่หยุดไม่ได้ เช่น โกหกว่าเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง โกหกว่าได้ทำงานในบริษัทใหญ่เงินเดือนสูง โกหกว่ามีไลฟ์สไตล์กินหรูอยู่สบายจนใคร ๆ ก็ต้องอิจฉา ก็เพื่อเติมเต็มปมในชีวิตจริงที่ไม่เป็นเช่นนั้น

เพราะในความเป็นจริง ทุกอย่างล้วนตรงข้ามกับสิ่งที่โกหกออกไปทั้งสิ้น ไม่ได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยดัง ไม่ได้ทำงานบริษัทใหญ่โต ไม่ได้มีไลฟ์สไตล์สวยหรูให้ใครมาอิจฉา ทว่าก็มีความสุขอยู่กับตัวตนปลอม ๆ ที่ไม่มีอยู่จริง ตัวตนที่สร้างขึ้นมาจากโปรไฟล์ดี ๆ ที่ตัวเอง “อยากมี” หรืออาจจะสวมรอยเป็นใครสักคนที่มีโปรไฟล์ดี ๆ คนที่ตัวเองรู้สึกชื่นชม (ลึก ๆ คืออิจฉา) คนที่เป็นที่ยอมรับของคนอื่น เพราะเวลาที่ได้สวมรอยเป็นคนคนนั้น จะได้รู้สึกว่าตนเองก็เป็นที่ยอมรับของคนอื่นได้นะ เป็นคนมีโปรไฟล์ดี ๆ ได้นะ ได้มีและได้เป็นในสิ่งที่ไม่มีและไม่ได้เป็นในชีวิตจริง

ปมในใจที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม จึงต้องสร้างโลกคู่ขนานที่มโนได้ดั่งใจนึก

อาจด้วยปมบางอย่างในใจที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม หรือชีวิตตกอยู่ในสภาพที่ยากจะยอมรับความจริง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนบางคนมีพฤติกรรมหลอกตัวเอง ด้วยการสร้างเรื่องราวให้ตัวเองสบายใจหรือรู้สึกดี เพราะต้องการจะลบปมหรือเติมเต็มส่วนที่ตัวเองไม่มี ในทางจิตวิทยา เชื่อว่าเป็นการหนีปัญหารูปแบบหนึ่ง เพราะคนที่มีพฤติกรรมนี้มักจะแต่งเติมสิ่งที่ขาดหายไปด้วยการสร้างโลกแห่งจินตนาการขึ้นมาด้วยสภาพที่ตัวเองอยากเป็น โดยลักษณะร่วมของคนเหล่านี้ อาจมีลักษณะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ขาดความเคารพหรือภาคภูมิใจในตัวเอง มักจะด้อยค่าตัวเอง หรือไม่เห็นคุณค่าในตัวเองเสมอ ขาดสังคม หรือต่อต้านสังคม

หรือในโลกที่ทุกคนมักจะอวดอ้างความสำเร็จของตัวเองผ่านโซเชียลมีเดีย อย่างที่เรามักจะเห็นคอนเทนต์ประเภทที่รีวิวชีวิตที่ประสบความสำเร็จปรากฏอยู่ทั่วไปในโลกออนไลน์ให้คนอื่น ๆ ได้เสพและชื่นชม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคนในยุคสมัยนี้เป็นอย่างมาก ยิ่งกับคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือไม่เห็นคุณค่าในตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การเสพคอนเทนต์ที่แสดงถึงความสำเร็จของคนอื่นมาก ๆ เข้า ทำให้เราเห็นแต่คนที่มีชีวิตสมบูรณ์แบบเต็มไปหมด แต่ในขณะเดียวกัน ตัวเรากลับไม่มีอะไรเลย จึงค่อย ๆ นำมาเปรียบเทียบ สร้างความกดดันและความเครียดให้กับตัวเอง เกิดเป็นปัญหาสุขภาพจิต บ้างก็กลายเป็นสภาวะซึมเศร้าที่อาจรุนแรงถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเองได้

แต่บางคนก็อยากจะหลีกหนีความจริงนั้น เพราะถ้าในชีวิตจริงเราประสบความสำเร็จแบบนั้นไม่ได้ ก็สร้างเรื่องราวขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเองว่ามีชีวิตแบบนั้นแบบนี้เอาเองก็ได้ ในประเด็นนี้ มีข้อมูลจาก พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่เคยกล่าวถึงโรคโกหกตัวเองหรือโรคหลอกตัวเองนี้ ว่าทางการแพทย์ไม่มีชื่อโรคดังกล่าวระบุไว้ เพียงแต่เป็นภาวะของคนที่มีข้อจำกัดทางจิตใจ มีความคิดที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อตัวเองและผู้อื่น ซึ่งคนที่มีอาการนี้แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

  • คนที่มีจินตนาการถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ตนเองปรารถนา แต่ยังรู้ถึงความเป็นจริงว่าตนเองเป็นใคร ความจริงคืออะไร
  • คนที่มีจินตนาการถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ โดยในขณะที่มีจินตนาการอยู่นั้นก็ลืมความจริงไปเลยว่าตนเองเป็นใคร ความจริงเป็นอย่างไร หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ หลอกแม้แต่ความทรงจำของตัวเอง

พญ.อัมพร ยังกล่าวต่ออีกว่า การโกหกตัวเองด้วยการจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ผู้คิดจะได้ประโยชน์ใน 3 ขั้น ขั้นแรกคือ การที่มีความสุขที่ได้จินตนาการในสิ่งที่ตนเองปรารถนา ตอบสนองสิ่งที่ตนเองคิด ขั้นที่สอง คือ เมื่อโกหกตนเองและโกหกผู้อื่นให้เชื่อด้วย ก็จะทำให้ได้รับการยอมรับ ได้รับความชื่นชมในสิ่งที่ตัวเองโกหกออกไป ส่วนขั้นที่สาม คือ เมื่อโกหกตัวเอง โกหกคนอื่น แล้วอาจจะได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น ยกตัวอย่างกรณีของไลฟ์โค้ชต่าง ๆ ที่มักจะอวดอ้างสรรพคุณและโปรไฟล์ของตัวเองเกินจริง เพื่อให้มีภาพลักษณ์ที่น่ายอมรับ น่าเชื่อถือ จากนั้นจึงนำภาพลักษณ์นั้นไปใช้เพื่อได้รับการยอมรับจากผู้คน สร้างคอร์สเรียนต่าง ๆ เพื่อเอาเงินจากผู้อื่นได้

ค่านิยมบางอย่างในสังคม ทำให้คนบางคนอยากจะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นเสมอ ความรู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเป็นสิ่งที่คนเราปรารถนา เพราะเราจะได้รับ “การยอมรับ” จากผู้อื่น อย่างไรก็ตาม โลกยุคปัจจุบันมีรูปแบบการเข้าสังคมที่แตกต่างจากเมื่ออดีต การมาถึงของอินเทอร์เน็ตทำให้โลกไร้พรมแดน และการมีโซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น รับรู้ความเป็นไปของกันและกันได้ง่ายขึ้น เราสามารถรู้ความสำเร็จของคนอื่น ๆ เพียงแค่เป็นเพื่อนหรือกดติดตามพวกเขาไว้ เมื่อได้รับรู้เรื่องที่คนอื่นต่างก็ประสบความสำเร็จ ก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบทางสังคมขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งมันมักจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ทำไมคนนั้นเขาอย่างนั้น ทำไมคนนี้เขามีนั่นมีนี่ แต่ทำไมตัวเราไม่มีอะไรเลย” เรามักไม่รู้ตัวว่ามีความคิดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แค่เปิดโซเชียลมีเดียขึ้นมาสักแพลตฟอร์ม เราก็เห็นคุณภาพชีวิตคนอื่นที่ “ดีกว่า” อยู่ตลอดเวลา จนอดคิดไม่ได้ว่าแล้วตัวเราเป็นยังไงบ้าง นานวันเข้าก็นำไปสู่ความพึงพอในในตัวเองที่ต่ำลง เริ่มด้อยค่าตัวเองว่าทำอะไรก็ไม่ได้ดี ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ และกลายเป็นปมในใจที่คิดไปแล้วว่า “เราขาด” ที่ทำให้รู้สึกว่าเราแตกต่างจากคนอื่น ๆ ในสังคม เป็นจุดด่างพร้อยในสังคมที่มีแต่คนประสบความสำเร็จ ทว่าเรากลับเป็นคนล้มเหลวที่ไม่ได้รับการยอมรับ

จากสภาพสังคมที่มีการแข่งขันสูง คนแพ้จะโดนคัดออกและต้องกลับมาดูแลตัวเอง ค่อย ๆ สั่งสมให้คนหลายคนพยายามสร้างตัวตนที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาเพื่อเติมเต็มในส่วนไม่มี ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยในยุคที่มีโซเชียลมีเดีย เพราะเราจะปรับเปลี่ยนรายละเอียดอะไรที่เกี่ยวกับตัวเองลงไปก็ได้ จะเรื่องโกหกล้วนก็ได้ จะบิดเบือนนิดหน่อยก็ได้ จะไปตระเวนถ่ายภาพไลฟ์สไตล์หรู ๆ ตามสตูดิโอที่มีฉากถ่ายรูปสวย ๆ เก๋ ๆ ก็ได้ หรือแม้แต่ไปขโมยตัวตนของคนอื่น แสร้งปลอมเป็นเขา เพื่อให้คนอื่นได้เห็นไลฟ์สไตล์แบบที่เราอยากเป็น แต่ชีวิตจริงเป็นแบบนั้นไม่ได้ หรือจะแต่งเรื่องโกหกเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองลงบนโลกออนไลน์ไปเลยก็ได้ ใครจะรู้ล่ะว่าเป็นเรื่องโกหก

เรากำลังอยู่ในสังคมที่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา และด้อยค่าว่าตัวเองไม่มีอะไรที่มีคุณค่าเลย ซึ่งที่มามันอาจมาจากค่านิยมหรือความกดดันบางอย่างทางสังคม ที่ทำให้คนเรารู้สึกว่าต้องประสบความสำเร็จ ชีวิตต้องเพอร์เฟกต์ ต้องกินหรูอยู่แพงจึงจะกลายเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ถึงจะได้รับคำชื่นชม และใครไม่มีตามนี้ เท่ากับใช้ชีวิตล้มเหลว เมื่อยอมรับความล้มเหลวไม่ได้ ก็ต้องสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อปกปิดความล้มเหลวนั้น ทั้งที่ความจริงแล้วการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว มันไม่ได้ตัดสินกันได้ง่ายขนาดนั้น รวมถึงถ้ารู้จักวิธีการสร้างรู้คุณค่าและยอมรับในตัวเอง เราจะพบว่าเราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ และไม่ต้องพยายามจะสมบูรณ์แบบ เราก็สุขใจในแบบที่เราเป็นได้

การโกหกตัวเองที่ไม่ได้โกหกแค่ตัวเอง

จุดเริ่มต้นที่แต่งเรื่องหลอกตัวเองเพื่อหลบหนีความจริงที่ไม่อยากรับรู้และยอมรับ ความไม่พึงพอใจในตัวเอง การไม่ได้ไม่มีในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ค่อย ๆ สร้างเรื่องหลอกตัวเองซ้ำ ๆ กระทั่งเข้าใจว่าเรื่องที่มโนขึ้นมานั้นเป็นเรื่องจริง หรือเริ่มหยุดไม่ได้กับความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้น ได้รับความสนใจจากคนอื่นมากขึ้น ทำให้การโกหกนี้กลายเป็นนิสัยที่ไม่สามารถจะหยุดได้ และอาจสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นด้วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ปกติการหลอกตัวเองนั้นมักเกิดขึ้นโดยที่คนโกหกจะไม่ได้มีเจตนาอะไรที่มากไปกว่าการเรียกร้องความสนใจ หรืออยากตะเติมเต็มคุณค่าในตัวเอง

แต่การโกหกนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคำโกหกของเราไปสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นที่หลงเชื่อคำโกหกของเรา หรือในกรณีที่มีการไปขโมยตัวตนของคนอื่นมาและสวมรอยปลอมเป็นบุคคลนั้น เพราะมันเท่ากับการที่เราต้องคอยติดตามสอดส่องชีวิตของคนผู้นั้นอยู่ตลอดว่าเขาทำอะไรที่ไหน ฉันจะได้ไปบันทึกรูปของเขามาโพสต์ด้วย พฤติกรรมแบบนี้อาจเข้าข่ายสตอล์กเกอร์ เพราะเจ้าของตัวตนที่แท้จริงเขารู้สึกไม่ปลอดภัย และที่สำคัญ การแอบอ้างเป็นคนอื่นก็เป็นเรื่องผิดกฎหมายด้วย

ความผิดมาตรา 16 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ผู้ใดที่แอบอ้างตนเองว่าเป็นบุคคลอื่น โดยการสร้างเพจ Facebook, Twitter, Whatsapp, Line หรือสื่อโซเชียลมีเดียอะไรก็ตาม โดยใช้ภาพและชื่อของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือนำภาพของผู้อื่นมาตัดต่อและดัดแปลง โดยที่เจ้าของภาพไม่ยินยอม จนทำให้ผู้เป็นเจ้าของภาพนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ถือว่ากระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เป็นเรื่องน่าคิด ว่าการโกหกที่มีปัจจัยมาจากปมบางอย่างในจิตใจ โดยเฉพาะ “ความไม่มีที่อยากมี แต่ในชีวิตจริงมีแบบนั้นไม่ได้” แล้วต้องสรรหาสารพัดวิธีที่จะเสแสร้งให้ตัวเองมีด้วยวิธีการโกหก มันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เพราะดูเหมือนว่าในสังคมเราจะมีคนแบบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ อะไรบ้างที่ส่งเสริมให้คนบางคนให้ “ไม่พอใจในตัวเองจนอยากจะเป็นคนอื่น” ได้มากขนาดนั้น อย่างการสวมรอยเป็นคนอื่น ยิ่งเป็นพฤติกรรมที่น่ากลัว และเมื่อไรถึงจะเรียกว่าความผิดปกติที่ควรได้รับคำแนะนำหรือคำปรึกษาจากจิตแพทย์ แล้วท้ายที่สุด เราจะหยุดวงจรของการโกหกเพื่อเติมเต็ม “ความไม่มี” ได้อย่างไรบ้าง