Home Inspiration My Dear มีเดีย “ชนชั้นไร้ประโยชน์” และ “แรงงานมีฝีมือ” ที่หายไป

“ชนชั้นไร้ประโยชน์” และ “แรงงานมีฝีมือ” ที่หายไป

มีเนื้อหาช่วงหนึ่งในหนังสือ “21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21” ของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี ที่ติดอยู่ในใจของผู้เขียน และรู้สึกได้ว่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบันที่ได้พบเห็น ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวเขียนถึงเรื่อง AI ที่จะเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ สายอาชีพ และในทุก ๆ อุตสาหกรรม อันจะส่งผลให้แรงงานไร้ฝีมือ อันหมายถึงผู้ที่ทำงานในลักษณะงานง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และใช้แรงงานในการปฏิบัติงานเสียเป็นส่วนใหญ่ อาจจะกลายเป็นกลุ่มชนชั้นใหม่ของสังคมที่เรียกว่า “ชนชั้นไร้ประโยชน์”

อันเนื่องมาจากงานเดิมที่กลุ่มคนเหล่านี้ทำอยู่นั้น ถูกเข้ามาแทนที่โดย AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ขณะเดียวกันแรงงานที่ไร้ฝีมือเหล่านี้ไม่ได้มีทักษะความสามารถใด ๆ ที่จะพัฒนาตนเองเพื่อเข้าสู่การทำงานที่ใช้การประยุกต์จากเอไอได้… นับเป็นการคาดเดาสู่โลกอนาคตที่น่ากลัวไม่ใช่น้อยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราอยู่ในยุคที่ขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ (ผู้ที่มีความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติ มีความชำนาญในสายงานอาชีพ สามารถตัดสินใจและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานด้วยตนเองได้) ในเกือบทุกอุตสาหกรรม

ยกตัวอย่างแรงงานด้านไอทีในเมืองไทย ที่ปัจจุบันยังขาดแรงงานมีฝีมือเป็นจำนวนมาก และการขาดแคลนดังกล่าวเกิดขึ้นจากสภาพสังคม ระบบการศึกษา และทัศนคติในการหาเลี้ยงชีพของคนไทยเอง รายงานจากบริษัทจัดหางานด้านไอทีแห่งหนึ่งระบุว่า ในปี 2565 ถึง 2566 นั้น งานด้านไอทียังคงเป็นสายงานที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน เพราะทุกบริษัทต้องการปรับเปลี่ยนระบบการทำงาน และระบบบริหารเข้าสู่ยุคดิจิทัล หากแต่การหาเจ้าหน้าที่ระดับชำนาญการ หรือแม้แต่ระดับปฏิบัติการยังทำได้ยาก

ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการขาดแคลน ประกอบด้วย 1. กลุ่มคนรุ่นใหม่เลือกที่จะประกอบอาชีพอิสระจากกระแสสังคม ที่คนยุคใหม่ซึ่งโตมากับโซเชียลมีเดียมองว่าการเป็น Youtuber Influencer หรือ TikToker ทำเงินได้มากกว่าการเป็นพนักงานประจำ และเป็นอาชีพอิสระที่เป็นเจ้านายตัวเอง พร้อมกับทัศนคติที่มองว่าการเรียนหนักทั้งคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยากมีการแข่งขันสูง เลยเลือกที่จะทำอะไรที่ง่ายกว่

2. มหาวิทยาลัยจำนวนมากเปิดสอนสาขาไอที ในปัจจุบันนั้นเน้นที่ปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซึ่งข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ประเทศไทยมีนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในสาขาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จำนวน 5.7 แสนคนต่อปี แต่ทำงานตรงสายงานแค่เพียง 15% เท่านั้น และในแต่ละปี ประเทศไทยสามารถผลิตบัณฑิตด้านไอทีที่มีคุณสมบัติเพียงพอกับความต้องการของภาคธุรกิจได้ไม่เกิน 5,000 คน

3. บุคลากรไอทีที่มีคุณภาพจะเน้นเลือกทำงานกับองค์กรใหญ่ ๆ และบริษัทข้ามชาติ หรือบางส่วนก็ได้โอกาสไปทำงานที่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีแรงงานบางส่วนออกไปตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีของตนเอง และบางส่วนมีการเปลี่ยนไปอยู่ในสายงานอื่น

เป็นปัจจัยของการขาดแคลนแรงงานที่น่ากังวลใจเป็นอย่างมากค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อแรกและข้อที่สอง ข้อแรกนั้นดูจะชัดเจนที่สุด ในปัจจุบันที่ผู้คนให้ความสำคัญกับเงินมากกว่าการพัฒนาการทำงานของตนเอง เรามักได้เห็น Content ประเภทไม่ต้องจบปริญญาตรีก็ทำงานได้เงินมากกว่าคนจบปริญญาตรี เวลามีน้อง ๆ มาเล่าเรื่องแบบนี้ให้ฟัง ผู้เขียนมักถามกลับไปว่า “แล้วงานที่ว่านั้น สามารถพัฒนาต่อยอดไปทำอะไรต่อได้บ้าง”

เพราะสิ่งสำคัญของการเป็นแรงงานมีฝีมือ “ผู้ที่มีความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติ มีความชำนาญในสายงานอาชีพ สามารถตัดสินใจและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานด้วยตนเองได้”

วันนี้อาจจะได้เงินเยอะจริง แต่ในอนาคตเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น งานที่ทำโดยไร้ฝีมือและไม่ได้สร้างทักษะให้แก่ผู้ปฏิบัตินั้น จะทำให้พวกเขาปรับเปลี่ยนตนเองให้เข้ากับโลกของงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร

ขณะที่ข้อสอง จากรายงานของ TDRI ที่ระบุว่า ในแต่ละปีประเทศไทยสามารถผลิตบัณฑิตด้านไอทีที่มีคุณสมบัติเพียงพอกับความต้องการของภาคธุรกิจได้ไม่เกิน 5,000 คน จากบัณฑิตด้านไอที 5.7 แสนคนต่อปี นับเป็นจำนวนคุณภาพแรงงานมีฝีมือที่น้อยมาก เท่ากับว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรหรือแม้แต่มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในสาขาด้านไอที คงต้องหันกลับไปสำรวจว่าที่ผ่านมาทำธุรกิจการศึกษาเสียจนลืมนึกถึงคุณภาพกันมากเกินไปหรือเปล่า

สิ่งที่ยูวัล โนอาห์ “เขียนในหนังสือ 21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21” นั้น เจ้าตัวย้ำบ่อยในเนื้อหาว่าเป็นสิ่งที่เขาอาจจะคาดเดาจนเกินจริง เพราะเป็นเรื่องที่เขียนในปี 2018 ที่มองไกลไปถึงปี 2050 อันหมายถึงอีก 32 ปีข้างหน้า อันเป็นครึ่งทางของศตวรรษที่ 21 หากแต่เอาเข้าจริง สิ่งที่เห็นในปัจจุบันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดจาก AI (Artificial Intelligent) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าสิ่งที่ยูวัลคาดเดาเอาไว้นั้น อาจจะเป็นจริงเร็วกว่าที่เขาคาดเดาเอาไว้

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพคนในสังคม การสร้างและส่งต่อทัศนคติในการทำงานที่ดีสู่เด็กรุ่นใหม่ ลองหันไปสำรวจสิ่งที่คุณให้บทเรียนกับลูก ให้กับคนที่คุณร่วมงานด้วย ให้กับคนที่อยู่ร่วมด้วยในสังคม แล้วคุณจะได้คำตอบว่าในอีก 32 ปีข้างหน้า เราจะมี “ชนชั้นไร้ประโยชน์” หรือจะเป็นการอยู่ร่วมกันแล้วสร้างประโยชน์จากการใช้ AI ลองสำรวจดูค่ะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า