สถานการณ์ “คนแก่เต็มเมือง” กำลังกลายเป็นภาพที่ชัดเจนของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งการที่สังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์มาตั้งแต่ปี 2564 แล้วนั้น ทำให้ในสังคมไทยมีประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลที่ตามมาคือครอบครัวส่วนใหญ่ก็จะมีสมาชิกในบ้านกลายเป็นผู้สูงอายุ เรื่องน่ากังวลใจก็คือ การดูแลผู้สูงอายุในบ้านที่จะต้องหันมาใส่ใจและละเลยไม่ได้ แต่ปัญหาก็คือ ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่พูดยากหรือดื้อ เมื่อเราพยายามจะเข้าไปดูแลจัดการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของพวกท่าน
สาเหตุส่วนหนึ่งที่ผู้สูงอายุมักจะทำอะไรตามใจตัวเอง ทั้งที่สังขารไม่ได้แข็งแรงดีเหมือนเมื่อก่อน มาจากการที่พวกเขาใช้ชีวิตแบบนั้นมาทั้งชีวิต คิดว่าที่ตัวเองเชื่อมันดีอยู่แล้ว เลยไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่เราในฐานะลูกหลานกลับรู้สึกแตกต่างออกไป เพราะเห็นว่าพวกเขาอายุมากขึ้น สังขารก็ไม่เหมือนเดิม พฤติกรรมหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำได้ในวัยหนุ่มสาวอาจส่งผลต่อสุขภาพในทางลบมากกว่าที่คิดในวัยสูงอายุ ทั้งนี้ทั้งนั้น การพูดคุยทำความเข้าใจก็ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ อาจด้วยอคติบางอย่าง ความคิดที่ว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่กว่า จะต้องมานั่งฟังเด็กเมื่อวานซืนพูดเตือนนั่นเตือนนี่ ออกคำสั่ง หรือสอนเรื่องการดูแลสุขภาพ มันเป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุบางคนไม่ยอมเชื่อและทำตามเลยจริง ๆ
นอกจากนี้ คนในครอบครัวยังต้องรับมือกับอารมณ์และความรู้สึกที่อาจจะขึ้น ๆ ลง ๆ หรือเปราะบางเป็นพิเศษของบรรดาผู้สูงอายุด้วย หลายรายที่อยู่ในช่วงปรับตัว ทำให้อารมณ์ลูกหลานพลอยแกว่งตามไปด้วย ดังนั้น บ้านที่มีญาติผู้ใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุหรือวัยทอง ก็คงจะเคยประสบปัญหาลักษณะนี้คล้าย ๆ กัน คือรู้สึกเหมือนว่าเรากับบรรดาผู้ใหญ่พูดกันคนละเรื่อง พูดภาษาเดียวกันก็จริงแต่ไม่เข้าใจกัน เรางงกับท่าน ท่านก็งงกับเรา การจะคุยอะไรกับผู้ใหญ่เป็นเรื่องยากน่าปวดหัว เพราะฉะนั้น คุยกันดี ๆ ได้ไม่เกิน 5 นาทีก็วงแตก ถ้าไม่จำเป็นก็จะพยายามเลี่ยง ๆ ที่จะไม่คุย
แต่ในท้ายที่สุด เราก็ปล่อยปละละเลยเรื่องสุขภาพของพวกเขาไม่ได้อยู่ดี แล้วเราจะจัดการเรื่องสุขภาพของเหล่าผู้สูงอายุที่เอาใจยากอย่างไรได้บ้าง
ใส่ใจเรื่องการตรวจสุขภาพ
ร่างกายของผู้สูงอายุนั้นไม่เหมือนสมัยยังหนุ่มยังสาวอีกแล้ว ต่อให้ที่ผ่านมาจะมีการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่ตลอดมาก็เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ ทางที่ดีจึงควรพาพวกท่านไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสำหรับคนกลุ่มวัยผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องตรวจสุขภาพตามโปรแกรมดังนี้
- ตรวจร่างกายทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง BMI และวัดความดันโลหิต อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- ตรวจสายตา อายุ 60-64 ปี ตรวจทุก 2-4 ปี อายุ 65 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1-2 ปี เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการมองไม่เห็น
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น
- ตรวจปัสสาวะ ควรตรวจทุกปี เพื่อคัดกรองความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ
- ตรวจหาภาวะซีด ควรตรวจทุกปี เมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป
- ตรวจหาไขมันในเลือด ควรตรวจทุก 5 ปี
- ตรวจหาเบาหวาน ควรตรวจทุกปี
- ตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไต ควรตรวจทุกปี เพื่อตรวจคัดกรองความผิดปกติของไต
- ตรวจคัดกรองมะเร็ง
- มะเร็งปากมดลูก ตรวจทุก 3 ปีจนถึงอายุ 65 ปี
- มะเร็งเต้านม ตรวจทุกปีจนถึงอายุ 69 ปี
- มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจอุจจาระทุกปี
- ประเมินสภาวะสุขภาพในผู้สูงอายุ
- ภาวะโภชนาการ เพื่อลดภาวะทุพโภชนาการ และได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม
- ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกันการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต
- ความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันการเกิดกระดูกหัก
- ภาวะสมองเสื่อม เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่เหมาะสมในการดำรงชีวิต
- ภาวะซึมเศร้า เพื่อคัดกรองภาวะซึมเศร้า และได้รับการวินิจฉัยช่วยเหลือที่ถูกต้องและเหมาะสม
เสริมสร้างสุขภาพด้วยโภชนาการอาหาร
Angie Asche นักโภชนาการ สาขาโภชนาการและสมรรถภาพทางกาย คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมอาหารเพื่อการกีฬา (CSSD) เจ้าของสถาบัน Eleat Sports Nutrition และผู้เขียนหนังสือ Fuel Your Body กล่าวว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด คือปัญหาสุขภาพอันดับแรกสำหรับคนวัยสูงอายุ แม้ว่าการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสมดุลจะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรค แต่ก็ควรให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญคือต้องดูแลสุขภาพของตนเองให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน
มีอาหารมากมายที่รับประทานเพื่อช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคเรื้อรัง (ตั้งแต่โรคหัวใจไปจนถึงโรคกระดูกพรุน) แต่แทนที่จะระบุรายการอาหารเป็นเมนูเฉพาะ จะดีกว่าถ้าหากจะรับประทานอาหารที่หลากหลายเพื่อรับสารอาหารอย่างหลากหลาย โดยเมนูอาหารที่คนวัย 60 ปีขึ้นไปควรบริโภคทุกวัน จะเป็นอาหารพวกที่มีโปรตีนสูง อุดมไปด้วยแคลเซียมและวิตามินรวมถึงไฟเบอร์
พฤติกรรมสุขภาพที่ควรจะหลีกเลี่ยงหรือเลิกได้แล้ว
ก่อนอื่น ต้องยอมรับความจริงว่านี่เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตแล้ว อีกทั้งยังมีความเปราะบางตามวัย จึงต้องเริ่มรักษาสุขภาพอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเลิกนิสัยหรือพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะสร้างสุขนิสัยด้านสุขภาพใหม่ ๆ ในทุกช่วงอายุ เพราะการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยสามารถนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีและมีสุขภาพที่ยั่งยืนในอนาคต ฉะนั้น ลูก ๆ หลาน ๆ อาจต้องหันมาเข้มงวดกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในบ้านให้มากขึ้น ส่วนตัวผู้สูงอายุเองก็ต้องนึกถึงสุขภาพของตัวเองด้วยเช่นกัน อย่าคิดว่าลูกหลานบังคับให้ทำ เพราะผลดีมันเกิดขึ้นกับร่างกายของตัวเองทั้งนั้น ซึ่งมีพฤติกรรมหลายอย่างทีเดียวที่ต้องลด ละ เลิกได้แล้ว
จิตใจที่ยังปรับตัวไม่ได้
“ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ” เป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจของคนวัยสูงอายุ ซึ่งเกิดจากความรู้สึกผิดหวัง สูญเสีย ถวิลหาอดีต หรือสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิต รวมถึงความยากลำบากในการยอมรับความเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่มีความสุข จิตใจเศร้าหมอง รู้สึกสิ้นหวัง จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ เราจึงต้องหมั่นสังเกตถึงสัญญาณเตือนภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ รวมถึงทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่สนับสนุนให้พวกท่านรู้สึกเช่นนั้น
เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ว่าการที่ผู้สูงอายุต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงพร้อม ๆ กันทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การที่จะก้าวข้ามผ่านไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับคนวัยนี้ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ ที่อารมณ์และความรู้สึกอาจจะเปราะบางเป็นพิเศษ เมื่อรับมือได้ยาก ก็จะส่งผลให้สุขภาพจิตย่ำแย่ จนอาจกลายเป็นภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้ นี่เป็นเรื่องที่คนในครอบครัวจำเป็นต้องสังเกตพฤติกรรมพวกท่านให้ดี ว่ามีอะไรผิดแปลกไปจากเดิมหรือไม่ อย่ามัวแต่ฟังเสียงบ่นแล้วทำท่าทีรำคาญใส่อย่างเดียว เพราะมันอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายได้
เคล็ดลับการเป็นคนอายุเยอะ แต่ก็อายุยืนนะ
การเป็นผู้สูงอายุ แน่นอนว่าขณะที่เป็นอยู่ก็อายุเยอะมากพออยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน หรือจะตายวันตายพรุ่งเสียหน่อย หากตอนนี้มีอายุ 60 ปีพอดี แล้วเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ และลูกหลานก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้ใช้ชีวิตวัยชราตามลำพัง อายุก็อาจจะยืนยาวถึง 90 หรือ 100 ปีเลยก็ได้ ซึ่งนับจากวันที่อายุ 60 ปี ยังสามารถอยู่ต่อมาได้นานกว่า 30-40 ปีเลยทีเดียว ซึ่งระยะเวลา 30-40 ปีนี่มันนานมากนะ แบบว่าได้อยู่เห็นลูกหลานเติบโตตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยกลางคนเลยด้วยซ้ำ เห็นไหมว่ามันไม่ธรรมดาเลย
การมีอายุยืนยาวและสุขภาพดี ถือเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน แม้ว่าคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยไลฟ์สไตล์หรือการใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพและมีโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ตามมาได้ แต่ถ้าอยากเป็นคนที่รักสุขภาพ อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนยาว ก็อาจจะต้องเคล็ดลับในการดูแลตัวเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวเหมือนกัน ซึ่งไม่ได้มีอะไรยากเลย ประการแรกคือพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดีต้องเลิก และประการต่อมาคือพฤติกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพต้องทำ






























