ดูแลใส่ใจผู้สูงอายุ นิสัยที่ไม่ควรทำเมื่อมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

มีปู่ย่าตายายหรือแม้แต่พ่อแม่ที่อยู่ก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปี) จำนวนไม่น้อยที่พูดยากหรือดื้อ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของตนเอง ส่วนหนึ่งมาจากการที่พวกเขาใช้ชีวิตแบบนั้นมาทั้งชีวิต เลยไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่เราในฐานะลูกหลานกลับรู้สึกแตกต่างออกไป ด้วยเราเห็นว่าพวกเขาอายุมากขึ้น สังขารก็ไม่เหมือนเดิม พฤติกรรมหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำได้ในวัยหนุ่มสาว อาจส่งผลต่อสุขภาพในทางลบมากกว่าที่คิดในวัยสูงอายุ

ฉะนั้น นี่เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ที่ต้องเริ่มรักษาสุขภาพอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเลิกนิสัยหรือพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะสร้างสุขนิสัยด้านสุขภาพใหม่ ๆ ในทุกช่วงอายุ เพราะการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยสามารถนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีและมีสุขภาพที่ยั่งยืนในอนาคต ฉะนั้น ลูก ๆ หลาน ๆ อาจต้องหันมาเข้มงวดกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในบ้านให้มากขึ้น ส่วนตัวผู้สูงอายุเองก็ต้องนึกถึงสุขภาพของตัวเองด้วยเช่นกัน อย่าคิดว่าลูกหลานบังคับให้ทำ เพราะผลดีมันเกิดขึ้นกับร่างกายของตัวเองทั้งนั้น

มีนิสัยหรือพฤติกรรมสุขภาพอะไรบ้างที่ควรเลิกหรือไม่ควรทำ เมื่อคุณมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ดื่มน้ำน้อย

เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่อายุมากขึ้น ความรู้สึกกระหายน้ำจะลดลง ทำให้คนสูงวัยมักจะดื่มน้ำน้อยกว่าคนวัยหนุ่มสาว เพราะพวกเขาไม่รู้สึกกระหายน้ำ การดื่มน้ำน้อยอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ความดันโลหิตไม่คงที่ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า รวมถึงความผิดปกติอื่น ๆ ของร่างกาย หลักการดื่มน้ำที่ดีแบบไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ให้สังเกตจากสีของปัสสาวะ การดื่มน้ำที่พอเหมาะ ปัสสาวะควรเป็นสีเหลืองอ่อนคล้ายฟาง ถ้าเข้มเกินไปก็แสดงว่าดื่มน้ำน้อย แต่ถ้าใสก็แสดงว่าดื่มน้ำมากเกินไป

ไม่เปลี่ยนการออกกำลังกาย

อย่าลืมว่าสังขารของผู้สูงอายุนั้นไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว แม้ว่าบางคนจะยังดูแข็งแรงกว่าคนหนุ่มสาวก็ตาม ผู้สูงอายุหลายคนต้องการเริ่มออกกำลังกาย บางคนเคยออกกำลังกายมาแล้ว และก็อยากกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง ก็คิดว่าทำแบบที่เคยทำได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น การทำกิจกรรมบางอย่างอาจทำให้ร่างกายบาดเจ็บมากกว่าที่จะแข็งแรง ดังนั้น ควรเน้นไปที่การฟื้นฟูร่างกายให้ยังแข็งแรง รักษาการทรงตัว สร้างกล้ามเนื้อ หรือการฝึกโดยใช้น้ำหนัก (weight training) ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ได้รับบาดเจ็บหรือหกล้มน้อยลง

เลิกกินยาที่กินมาหลายปี

จุดประสงค์ของการใช้ยานั้นก็เพื่อส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว ซึ่งภาวะโภชนาการ การออกกำลังกาย และเปลี่ยนวิถีชีวิต คือข้อกำหนดเบื้องต้นของการดูแลปัญหาสุขภาพ ควรระมัดระวังการเลิกกินยาหรือลดปริมาณยาตามใจชอบ

ไม่รับวัคซีนใด ๆ ทั้งสิ้น

หลายคนมองข้ามความสำคัญของการฉีดวัคซีนในวัยเด็ก รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี อาจเป็นเพราะไม่ให้ความสำคัญ รวมถึงได้รับข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกบิดเบือนมา ทำให้ไม่กล้าที่จะฉีด ยิ่งการระบาดของโควิด-19 ยิ่งทำให้เห็นว่าการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนั้นสำคัญแค่ไหน ดังนั้น ควรพาผู้สูงอายุไปปรึกษาแพทย์ว่าจำเป็นต้องรับวัคซีนอะไรบ้างตามช่วงอายุ หากมองว่าการเกษียณคือการพักผ่อนช่วงบั้นปลายชีวิต ก็ควรจะพักผ่อนอย่างมีความสุขและมีสุขภาพดีด้วยไม่ใช่หรือ

ละเลยการตรวจวัดสายตา

โรคจอประสาทตาเสื่อม (age-related macula degeneration : AMD) สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีตาบอดได้ การที่ไม่ไปตรวจสายตาเลย อาจทำให้ไม่รู้ว่าตนเองกำลังมีภาวะเริ่มต้นของโรค AMD อยู่ เพราะแรกเริ่มนั้นมักจะไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ แต่ถ้าเป็นมากแล้วไม่ได้รับการรักษาที่ทันเวลา อาจทำให้ตาพร่ามัว การมองเห็นผิดปกติ และสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด ฉะนั้น การตรวจวัดสายตาจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่ต้องตรวจเป็นประจำ จะได้ไม่มีปัญหาการมองเห็นหรือรักษาได้ทันการ

ดื่มกาแฟหลังเที่ยง

ยิ่งอายุมากขึ้น อย่าหาดื่มกาแฟหลังเที่ยง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมง ในการกำจัดคาเฟอีน (แค่ครึ่งหนึ่ง) ที่ดื่มเข้าไป ดังนั้น จะใช้เวลานานกว่า 10-15 ชั่วโมง ถึงจะไม่มีฤทธิ์ต่อร่างกายและสมองอีกต่อไป การดื่มกาแฟช่วงเที่ยงหรือหลังเที่ยงจะรบกวนการนอนหลับ ทำให้หลับยาก และคาเฟอีนก็มีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ทำให้ต้องลุกไปห้องน้ำบ่อย ๆ และอาจกระหายน้ำมากขึ้นด้วย เพราะขับถ่ายปัสสาวะบ่อยนั่นเอง

นอนน้อย

ไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อย คนเราก็ไม่ควรอดนอนอยู่แล้ว ชั่วโมงการนอนหลับไม่เหมือนเงิน ที่สามารถเก็บสะสมหรือตุนไว้ได้ด้วยการนอนทั้งวันในวันเดียว (แต่วันอื่น ๆ อดนอน) การนอนเยอะ ๆ ในวันเดียวหรือช่วงสุดสัปดาห์ไม่สามารถชดเชยได้ และความเชื่อที่ว่าพออายุมากแล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องนอนเยอะนั้นไม่ถูกต้อง คนวัย 60 ปีขึ้นไป ก็ยังควรวางแผนการนอนหลับให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เพราะการนอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอเป็นเรื่องสำคัญ

โทษอายุตัวเอง

ดูแลอย่าให้ผู้สูงอายุกล่าวโทษอายุของตนเอง เพราะการเอาแต่มองว่าตัวเองแก่แล้ว ทำอะไรไม่ไหว คิดลบ มีผลโดยตรงต่อสุขภาพ เสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม บั่นทอนกำลังใจ และอื่น ๆ ดังนั้น ควรจะปรับมุมมองการมองอายุที่มากขึ้นเป็นเชิงบวก เช่น ถึงจะสูงวัยแต่ก็มากด้วยประสบการณ์ ต้องไม่ลืมว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว สุขภาพกายที่ดีขึ้นอยู่กับสุขภาพใจที่ดีด้วย ให้ผู้สูงอายุมองอายุตัวเองในทางบวก เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขที่สุด

ข้อมูลจาก Eat This, Not That!