“แก่แล้ว” เป็นคำพูดไม่รื่นหูที่ได้ยินได้ฟังทีไรก็รู้สึกปวดใจ ว่ากันตามจริง คนทั่วไปไม่ค่อยอยากจะได้ยินคำนี้เท่าไรนักแม้ว่ามันจะเป็นความจริงก็ตาม อย่างไรเสียมันก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้แค่ปากพูดและจิตใจที่พร่ำบอกกับตัวเองว่าฉันยังเอ๊าะ ๆ อยู่ก็เท่านั้น เพราะข้อเท็จจริงคือ “แก่แล้ว” มันก็เป็นไปตามอายุของร่างกายนั่นเองว่าใช้งานมานานกี่ปีแล้ว อายุก็มากขึ้นไปตามสังขารของคนเรา
ร่างกายของเราถูกใช้งานทุกวัน ๆ หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่คน เพราะคนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยใช้ร่างกายอย่างหนักมาโดยตลอด สะสมเป็นระยะเวลานานหลายปี ยิ่งมีอายุมากขึ้น ความสึกหรอของอวัยวะต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นตาม ประสิทธิภาพในการซ่อมแซมตัวเองของร่างกายก็ลดลง ร่างกายเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จึงเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นตามไปด้วย
ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ “การตรวจสุขภาพประจำปี” เริ่มสำคัญ เพราะเป็นการค้นหาความเสี่ยงและความเสื่อมของร่างกายในเบื้องต้น ถ้าหากตรวจพบความผิดปกตินั้นได้เร็ว ก็จะสามารถตรวจเพิ่มเติม ป้องกัน และรักษาได้แทบจะทันที โรคร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังนั้น พบเร็ว รักษาไว โอกาสหายเป็นปกติก็ย่อมมากกว่า โอกาสที่จะมีอายุยืนขึ้นก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ค่อยคิดที่จะตรวจสุขภาพประจำปี รู้อีกทีคือตอนที่โรคแสดงอาการ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าโดนโรคร้ายกัดกินไปครึ่งตัวแล้ว แทบจะรักษาอะไรไม่ได้
ดังนั้น การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอช่วยซื้อทั้งความอุ่นใจ ซื้อความคลายกังวลจากปัญหาสุขภาพอาจเกิดขึ้นในอนาคต และซื้อสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะการตรวจสุขภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค หรือโรคและภาวะต่าง ๆ ที่ยังไม่แสดงอาการ สำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ การพบปัญหาแต่เนิ่น ๆ ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ประสบความสำเร็จ ลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของโรค วางแผนดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย
ทั้งนี้ หลายคนอาจตั้งคำถามว่าการตรวจสุขภาพนั้นจะต้องตรวจอะไรบ้างและต้องตรวจถี่ขนาดไหน คำตอบคือขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพโดยรวม ประวัติครอบครัว และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล เพราะรายการตรวจสุขภาพเบื้องต้นจะแบ่งตามเพศและอายุ แต่โดยทั่วไปแล้วแพทย์แนะนำให้ตรวจทุกปี สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษก็อาจจำเป็นต้องมีการตรวจเพิ่มเติมและตรวจบ่อยขึ้น
ทำไมการตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญ
หลาย ๆ คนคงจะคิดว่าการเดินเข้าออกโรงพยาบาลให้น้อยที่สุดเป็นเรื่องที่ดีกว่า ถ้าไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรจะไปโรงพยาบาลทำไม จึงมักจะไปโรงพยาบาลหรือไปพบแพทย์ก็ต่อเมื่อตนเองมีอาการเจ็บป่วยหรือรู้สึกไม่สบายเท่านั้น แต่ลืมคิดไปว่าไม่มีอะไรมาการันตีได้เสียหน่อยว่าที่ยังสบายดีอยู่ทุกวันนี้ สุขภาพร่างกายของตนเองนั้นดีจริง ๆ หรือเปล่า หรือแค่คิดอนุมานไปเองจากการที่ตัวเองยังไม่มีอาการอะไร กรณีแบบนี้มีหลายรายทีเดียวที่มาตรวจพบโรคร้ายได้ในวันที่สายไปเสียแล้ว อย่ารอให้มีอาการหนักแล้วค่อยตรวจ ระลึกไว้ว่า “รู้ก่อน รักษาไว หายได้ ไม่ด่วนตาย”
และอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ ค่ารักษาพยาบาล หลายคนไม่กล้าไปตรวจสุขภาพเพราะกลัวต้องจ่ายแพง แต่รู้หรือไม่ว่าหากคุณป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือโรคเรื้อรัง ค่ารักษาพยาบาลในระดับที่โรคอยู่ในขั้นกลาง ๆ หรือท้าย ๆ แล้วนั้น แพงกว่าการตรวจสุขภาพไม่รู้กี่เท่าตัว เข้าทำนองเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ต้องจ่ายเงินเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางกลับไปแข็งแรงเหมือนเดิม ทีนี้ก็อยู่ที่จะเลือกแล้วว่าจะยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อประคองอาการที่รักษาไม่หายและรักษาชีวิตที่ทรง ๆ ทรุด ๆ ต่อไป หรือจะจ่ายถูกกว่าเพื่อซื้อผลลัพธ์ว่าสุขภาพคุณยังแข็งแรงดี แม้ว่าอายุจะมากแล้วก็ตามล่ะ
ดังนั้น การเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ โดยคุณสามารถเดินเข้า-ออกได้ด้วยตัวเอง ยังไป-กลับเองได้ ก็น่าจะดีกว่าการเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้งแบบต้องมีคนคอยหามขึ้นเข็นรถเข็นหรือขึ้นเตียงถูกต้องหรือไม่ ดีไม่ดีอาจจะไม่ได้ไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้าน แต่ต้องนอนติดเตียงอยู่โรงพยาบาล สายนั่นสายนี่โยงระยางไปหมดก็เป็นได้ ในเมื่อยังมีเวลาก็ต้องรีบให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพร่างกาย ตรวจให้โล่งใจว่าตัวเองแข็งแรงดี ไม่เป็นอะไรจริง ๆ
นอกจาก “การตรวจสุขภาพประจำปี” จะช่วยให้เราตรวจพบโรคร้ายหรือโรคเรื้อรังก่อนที่จะแสดงอาการหรือลุกลามแล้ว ยังมีส่วนช่วยในวางแผนเพื่อการรักษาที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตลอดจนช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย และอัตราการเสียชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะ “การรักษา ยากกว่าการป้องกัน” เราจึงต้องตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อ…
- ป้องกันหรือค้นหาโรคและภาวะผิดปกติในร่างกาย โรคบางโรคสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ก่อนแสดงอาการ
- ถ้าต้องต่อสู้กับโรคร้าย นอกจากการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้เราตรวจพบโรคก่อนที่จะแสดงอาการหรือลุกลามแล้ว ยังช่วยให้เราวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ วางแผนดูแลตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ บรรเทาความรุนแรงของโรค
- ลดอัตราการเจ็บป่วย และอัตราการเสียชีวิตได้เป็นอย่างดี
โปรแกรมการตรวจสุขภาพของคนทั่วไป
เมื่อประสงค์จะตรวจสุขภาพ จะมีรายการตรวจสุขภาพโดยรวมเบื้องต้น หรือการตรวจแบบ comprehensive ว่าต้องตรวจอะไรบ้างเพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด สำหรับทั้งเพศหญิงและเพศชาย ซึ่งจะประกอบด้วย
- การตรวจร่างกายทั่วไป แพทย์จะสอบถามประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิดของคนในครอบครัว ประวัติอาการต่าง ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการใช้ยา รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ ร่วมกับการตรวจเบื้องต้น เช่น การตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจหาดัชนีมวลกาย ประกอบกับการตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยแพทย์ จะช่วยให้สามารถเห็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดโรคและแยกโรคได้ในระดับหนึ่ง
- ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อหาความผิดปกติของส่วนประกอบของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ประเมินความเข้มข้นของเลือด ซึ่งอาจบอกถึงสภาวะผิดปกติเช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย จำนวนเกล็ดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
- ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) และค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) เพื่อประเมินความเสี่ยงและคัดกรองโรคเบาหวาน
- ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด เพื่อดูระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ รวมถึงไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดีและคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
- ตรวจระดับกรดยูริก เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์
- ตรวจการทำงานของไต เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูระดับค่าครีเอตินิน ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อ และ ค่า BUN (Blood Urea Nitrogen) ซึ่งเป็นค่าของเสียจากการย่อยสลายโปรตีน เพื่อประเมินความสามารถในการขับของเสียของไต
- ตรวจการทำงานของตับ เป็นการตรวจดูความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี โดยตรวจหาเอ็นไซม์และสารต่าง ๆ ในเลือดเพื่อหาภาวะตับอักเสบ ตับเสื่อมสภาพ ภาวะดีซ่าน
- ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ เป็นการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์จากระดับฮอร์โมนในเลือด
- ตรวจไวรัสตับอักเสบ โดยไวรัสตับอักเสบบีจะสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้จากส่วนประกอบของเชื้อ HBsAg และการตรวจระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้แก่การตรวจ HBsAb ขณะที่ไวรัสตับอักเสบซีสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้โดยตรวจ Anti-HCV
- ตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง ได้แก่ การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CEA) การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) ในสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี และตรวจสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) ในสุภาพบุรุษทุกช่วงวัย
- ตรวจปัสสาวะ ช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินปัสสาวะเบื้องต้น รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะเช่น โรคเบาหวาน
- ตรวจอุจจาระ ช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินอาหารเบื้องต้น เช่น ภาวะการอักเสบติดเชื้อในลำไส้ พยาธิ รวมถึงตรวจหาภาวะเลือดปนในอุจจาระซึ่งอาจเกิดจากแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ริดสีดวงทวาร มะเร็งทางเดินอาหาร
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการประเมินการทำงานของหัวใจในขณะพัก เพื่อดูความผิดปกติเช่นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- เอกซเรย์ปอด เพื่อดูความผิดปกติในช่องทรวงอก เช่น ขนาดของหัวใจ วัณโรค และโรคต่าง ๆ ของปอด
- ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะสำคัญภายในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ตับอ่อน ม้าม เส้นเลือดใหญ่ภายในช่องท้อง รวมถึงมดลูกและรังไข่ในผู้หญิงและต่อมลูกหมากในผู้ชาย
- ตรวจวัดความสามารถในการมองเห็นและความดันลูกตา เป็นการตรวจสุขภาพตาทั่วไป และค้นหาความเสี่ยงต่อภาวะต้อหิน
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม สำหรับสุภาพสตรี โรคมะเร็งปากมดลูก เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป หรือ 3 ปีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก (ขึ้นกับว่าเวลาใดถึงก่อน) หลังจากนั้นทำการตรวจทุก 1-2 ปี ส่วนโรคมะเร็งเต้านม เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ในทุก 3 ปี โดยความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ดังนั้น สตรีที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมพร้อมอัลตราซาวนด์เต้านมทุก 1-2 ปี
รายการตรวจต่าง ๆ เหล่านี้จะเหมาะกับกลุ่มคนวัยทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี และสำหรับการตรวจสุขภาพในผู้สูงอายุ อาจมีการตรวจบางอย่างเพิ่มเติม เช่น การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST) เพื่อทดสอบการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกายโดยการเดินสายพาน จะช่วยให้ทราบว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่ หรือสุภาพสตรีในวัย 55 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจความหนาแน่นของกระดูกช่วงกระดูกสันหลังส่วนเอวและสะโพกเพิ่ม เป็นต้น
การใช้สิทธิตรวจสุขภาพของประกันสังคม
การตรวจสุขภาพ อาจจะดูเหมือนว่าจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งในการไปหาหมอ ยิ่งถ้าทำงานกับบริษัทที่ไม่ได้มีสวัสดิการในส่วนนี้ดูแล ก็อาจจะต้องจ่ายเองทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้ว หลายคนอาจจะยังไม่ทราบมาก่อนว่าการที่เราเป็นแรงงานในระบบ “ประกันสังคม” ที่ต้องจ่ายเงินสบทบเข้าระบบทุกเดือน ๆ นั้น ประกันสังคมก็ได้มอบสิทธิ์ในการตรวจสุขภาพให้กับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม โดย “ไม่เสียค่าใช้จ่าย” ด้วย ซึ่งการตรวรสุขภาพประกันสังคมนี้ เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39
การให้สิทธิปรโยชน์ตรวจสุขภาพกับผู้ประกันตนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนี้ เป็นนโยบายของภาครัฐและกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ใช้แรงงานได้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เนื่องจากคนวัยทำงานนั้นถือเป็นวัยที่มีความสำคัญมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สำนักงานประกันสังคมจึงให้ความสำคัญต่อการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเชิงรุก มีบริการสำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม สามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพกับสำนักงานประกันสังคมได้ฟรี ซึ่งผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้ เพียงใช้บัตรประชาชนใบเเดียว
ดังนั้น ใครที่ยังไม่เคย “ตรวจสุขภาพประจำปี” ด้วยเหตุผลที่ว่าบริษัทที่ทำงานอยู่ไม่มีสวัสดิการตรงนี้ให้ คุณสามารถใช้สิทธิ์การตรวจสุขภาพตามสิทธิ์ “ประกันสังคม” ได้ที่โรงพยาบาลในสิทธิ์ของผู้ประกันตน ยื่นขอใช้สิทธิ์ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว สำหรับการตรวจสุขภาพประกันสังคมนี้ จะมีรายการตรวจสุขภาพครอบคลุม 14 รายการโรคกลุ่มเสี่ยง ก็เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อดูปัจจัยเสี่ยง ป้องกัน และวางแผนรักษาหากพบความผิดปกติ ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับการบำบัดตั้งแต่ระยะแรก
รายการการตรวจร่างกายของสิทธิประกันสังคม
รายการการตรวจสุขภาพทั้ง 14 รายการ แบ่งการตรวจและช่วงอายุที่ควรตรวจ ดังนี้
การตรวจร่างกายทั่วไป
- การคัดกรองการได้ยิน Finger Rub Test สำหรับผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข สำหรับผู้ที่อายุ 30-39 ปี ตรวจทุก 3 ปี ผู้ที่อายุ 40-54 ปี ตรวจทุกปี และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจตามความเหมาะสมหรือมีความเสี่ยง
- การตรวจตาโดยความดูแลของจักษุแพทย์ สำหรับผู้ที่อายุ 40-54 ปี ตรวจ 1 ครั้ง และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1-2 ปี
- การตรวจตาด้วย Snellen eye Chart สำหรับผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1 ครั้ง/ปี
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC สำหรับผู้ที่อายุ 18-54 ปี ตรวจ 1 ครั้ง และผู้ที่อายุ 55-70 ปี ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- ปัสสาวะ UA สำหรับผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
การตรวจสารเคมีในเลือด
- น้ำตาลในเลือด FBS สำหรับผู้ที่อายุ 35-54 ปี ตรวจทุก 3 ปี และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- การทำงานของไต Cr สำหรับผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- ไขมันในเส้นเลือดชนิด Total & HDL cholesterol (เพื่อหาความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรค NCDs อาทิ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน) สำหรับผู้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 5 ปี
การตรวจอื่น ๆ
- เชื้อไวรัสตับอักเสบ HBsAg สำหรับผู้ที่เกิดก่อนพ.ศ.2535 ตรวจ 1 ครั้ง
- มะเร็งปากมดลูก หรือ Pap Smear สำหรับผู้ที่อายุ 30-54 ปี ตรวจทุก 3 ปี และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจตามความเหมาะสมหรือมีความเสี่ยง
- มะเร็งปากมดลูกวิธี Via สำหรับผู้ที่อายุ 30-54 ปี ตรวจทุก 5 ปี และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจ Pap Smear
- เลือดในอุจจาระ FOBT สำหรับผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- Chest X-ray สำหรับผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง

จะใช้สิทธิอย่างไร และใช้ได้ที่ไหนบ้าง
หากผู้ประกันตนประสงค์จะเข้ารับการตรวจสุขภาพประกันสังคม ควรตรวจสอบกับสถานพยาบาลที่ต้องการจะเข้ารับบริการก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อทำการนัดหมายวัน เวลา และรายการที่ควรตรวจตามช่วงอายุ รวมถึงเพื่อทราบข้อควรปฏิบัติก่อนการตรวจสุขภาพด้วย
โดยการตรวจสุขภาพประจำปีนี้ ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการตรวจได้ ณ สถานพยาบาลที่สมัครเข้าร่วมเป็นสถานพยาบาลเครือข่ายของสำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ โดยมีทั้งสถานพยาบาลของรัฐ เอกชน รวมถึงคลินิกและศูนย์บริการสาธารณสุข โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพได้ที่ www.sso.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือโทร 1506 (มีเจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง)






























