สัปดาห์ที่แล้วได้รับชมรายการที่ทางสถานีดิจิทัลทีวีเจ้าหนึ่งบอกว่าเป็นรายการข่าว ก็ได้เห็นการแสดงความคิดเห็นกึ่งกังวลใจของพิธีกรของรายการ ต่อข่าวที่บริษัทผลิตรายการเจ้าใหญ่ประกาศปิดตัวบางส่วนและพูดถึงการถูก Disrupt ของวงการทีวี ที่ทำให้การเดินทางของบริษัทผลิตสื่อเจ้าดังกล่าวเดินทางมาถึงจุดนี้ และยังแสดงความคิดเห็นต่อไปว่าทีวีจะหายไป ผู้คนจะหันไปรับชมแต่ Second Screen (หน้าจอที่สองอันได้แก่โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์)
เห็นสีหน้าแสดงความกังวลใจของเหล่าพิธีกรแล้ว ทางเราอยากปลอบใจเธอมากเลย “เพื่อนรัก” (ฮา) พอคุยเรื่องนี้กับเพื่อนฝูง เพื่อนก็ทักกลับมาว่า ผู้เขียนเองก็อยู่ในแวดวงเป็นบริษัทผลิตสื่อ และมีรายการทางดิจิทัลทีวีเหมือนกัน ไม่กังวลหรือ คำตอบที่ให้เพื่อนไปคือ “ไม่” เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น อยู่ที่ว่าเราจะปรับเปลี่ยน หรือพัฒนาตนเองเพื่อตั้งรับความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร
เหนืออื่นใด ทีวีหรือแม้แต่เหล่า Second Screen ถือว่าเป็น Device หรืออุปกรณ์ที่ต้องใช้เพื่อการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และความบันเทิง และทีวีหรือโทรทัศน์ เป็น Device ที่ตอบโจทย์อันดับหนึ่ง ส่วน Second Screen นั้นเป็น Device เพื่อใช้ในเวลาที่ต้องรอคอย หรืออยากออกจากโลกของความเป็นจริงที่เป็นอยู่แบบส่วนตั๊วส่วนตัว
วงการโทรทัศน์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องของภาพ เสียง และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้การเผยแพร่ภาพนั้นทำได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าคุณภาพที่ดีขึ้นการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น และทำให้ตัวเนื้อหา หรือที่เรียกกันว่า Content นั้นมีพัฒนาการ จนมาถึงจุดที่ถูก Disruption ซึ่งการทำลายล้างรูปแบบเดิม ๆ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการปฏิวัติวงการทีวีอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงเนื้อหาในทีวีไปด้วย
เนื้อหาที่ว่าก็มาจากเจ้าของเนื้อหาหรือผู้ให้บริการเนื้อหา ที่เรียกตัวเองว่า Streaming Services อาทิ Netflix, Hulu, Amazon Prime, HBO, YouTube หรือ Apple TV ผู้ให้บริการเหล่านี้ต่างจาก เคเบิลทีวีแบบเดิมที่ซื้อเนื้อหาแบบรวม แล้วเอามาจัดแพ็กเกจ จากนั้นก็ให้สมาชิกจ่ายเงินเพื่อรับชมโดยไม่มีโฆษณามาคั่น และปัจจุบันเหล่า Streaming Services ก็วิธีการเดียวกันกับเคเบิลทีวี เพียงแต่เนื้อหาของพวกเขานั้นชัดเจนกว่า และแข่งขันกันด้วย Flag Ship Content
แล้วเรื่องเหล่านี้มันเกี่ยวกันอย่างไรที่ทีวีจะยังคงอยู่ต่อ คำตอบคือเกี่ยวอย่างมากค่ะ อย่างที่บอกไว้ด้านบนว่า ทีวี เป็นเพียง Device ซึ่งการพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งเห็นได้จาก Smart TV ในปัจจุบันและอนาคตกับการพัฒนาให้ทีวีเกิด Interactive หรือปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ก็จะทำให้ทีวีอยู่รอดต่อไป
แต่ที่ต้องปรับตัวอย่างหนักคือ สถานีโทรทัศน์และบริษัทผลิตสื่อ เอาแค่บนดิจิทัลทีวีในปัจจุบันก่อน ช่องที่เป็น SD หรือ Standard Definition อันเป็นค่าความละเอียดพื้นฐานนั้น โอกาสพัฒนาในส่วนของสถานีนั้นยากเต็มที เพราะโลกใบนี้เข้าสู่ระบบ High Definition นานแล้ว ดังนั้น เนื้อหาที่จะอยู่กับช่องแบบนี้คือ เนื้อหาที่มีต้นทุนการผลิต หรือการซื้อเนื้อหาที่ราคาไม่แพง อยู่รอดได้ด้วยการพัฒนาเป็นช่องขายของที่มีเนื้อหาบันเทิงและข่าวมาคั่น ราคาโฆษณาของช่องในระบบ SD ก็จะมีราคาที่ถูกกว่าระบบ HD
ส่วนช่อง HD หรือ High Definition หรือช่องที่มีความคมชัดสูง โอกาสในการพัฒนาเนื้อหามีมากกว่า SD เพียงแต่อยู่ที่การวางคาแรคเตอร์ หรือการวางภาพจำของช่องด้วย และปัจจุบันก็มีช่องในระดับ HD ของสถานีดิจิทัลไทย (ตั้งแต่ช่อง 30 ขึ้นไป) ที่ทำให้เห็นแล้วว่าการให้ความสำคัญกับเนื้อหา และหาคนจัดผังที่มีความสามารถก็ทำให้ช่องรอดได้
ส่วนจะเป็นการวางเนื้อหาแบบไหน และจัดผังอย่างไรนั้นลองพิจารณาดูจาก 8 เหตุผลที่เรายังดูทีวีกันอยู่นะคะ เป็น 8 เหตุผลที่มาจากเว็บไซต์ Thinkbox.tv ที่ประมวลมาจากหลักพื้นฐานทางจิตวิทยาว่าทำไปมนุษย์ถึงชอบรับชมความบันเทิงผ่านทางหน้าจอ
ข้อแรก (1) มนุษย์ต้องการผ่อนคลายตนเองจากปัญหาที่ต้องเจอในแต่ละวัน (2) มนุษย์ต้องการใช้ช่วงเวลาที่ได้เป็นตัวของตัวเองจากเนื้อหาที่ตนเองชื่นชอบ (3) มนุษย์ยังต้องการใช้เวลาเพื่อพักผ่อนกับคนรัก หรือครอบครัวด้วยการรับชมรายการโปรด (4) มนุษย์ต้องการรับรู้ความเคลื่อนไหวและความเป็นไปบนโลกใบนี้
(5) มนุษย์ชอบอยู่รวมกันการรับชมการแข่งขันที่ถ่ายทอดสดร่วมกัน และได้แลกเปลี่ยนทัศนะเป็นสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ (6) การรับชมรายการทางโทรทัศน์ทำให้ให้เกิดความรู้สึกอยากเข้าร่วมหรือกระตุ้นความรู้สึกในใจ (7) การรับชมเนื้อหาจาก Streaming หรือรับชมละคร ทำให้พวกเขาได้หลุดจากโลกแห่งความเป็นจริงชั่วขณะ (8) ได้ข้อมูลความรู้บางส่วนจากการรับชมทีวีหรือสตรีมมิ่งเพื่อไปขยายความต่อ
มาบรรทัดนี้ก็ขอยืนยันอีกครั้งว่า ทีวีไม่หายไปหรอกค่ะ แต่จะพัฒนารูปแบบให้ตอบสนองความต้องการมากขึ้น ส่วนที่ต้องปรับตัวและปรับอย่างเร็วภายใน 5 ปีนี้ คือสถานีโทรทัศน์และบริษัทผู้ผลิตสื่อและเนื้อหา ที่จะต้องเอาความต้องการของผู้ชมในประเทศมาปรับเป็นเนื้อหาที่โดนใจพวกเขา ไม่ต้องกลัวว่าโซเชียลมีเดีย Influencer หรือ Youtuber จะมาแย่งงาน
จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน พบว่าการนำเสนอเนื้อหาในแต่ละแพลตฟอร์มต่างกัน การก้าวข้ามแพลตฟอร์มไม่ใช่เรื่องง่าย หากดาวโซเชียลและดาวทีวี ต้องพึ่งพากันในการสร้าง Viral ขาดโซเชียลไป นักเล่าข่าวคงไม่มีอะไรให้พูด ขาดทีวีไป เรื่องในโซเชียล ก็คงไม่กระจายเป็นวงกว้างระดับประเทศ
การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้ค่ะ รุ่นพี่ที่เคารพท่านหนึ่งเคยพูดประโยคอันเป็นสัจธรรมเมื่อครั้งที่ผู้เขียนเพิ่งเข้าสู่บรรณพิภพและนิตยสารที่ทำอยู่ปิดตัวลง แกพูดเอาไว้ว่า “พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว” เป็นประโยคที่ทุกวันนี้ผู้เขียนเอาไว้เตือนตัวเองเสมอเมื่อเจอวิกฤติ เพราะพรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว คือการบอกลาความสำเร็จหรือความผิดหวังในอดีต และอยู่กับปัจจุบันเพื่อให้พร้อมต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า เป็นประโยคธรรมดาที่คิดตามได้ลึกค่ะ ลองเอาไปใช้ดูได้นะคะ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























