Sh**ting Stars รักวุ่นวายของยัยพีอาร์ตัวแสบกับต้าวซุปตาร์ตัวท็อป

ตั้งแต่เข้าสู่วงการติดซีรีส์เกาหลีอย่างจริงจัง นี่ก็เป็นคนหนึ่งที่เคยนึกสงสัยมาโดยตลอดว่าทำไมซีรีส์เกาหลีเรื่องที่คนดูบ้านเราบอกว่าพล็อตดี พล็อตแปลก น่าติดตาม น่าดู แต่ในท้ายที่สุดเรตติ้งดูสดจากทางฝั่งเกาหลีถึงได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินตลอด ในทางกลับกัน ซีรีส์แบบที่คนยุคใหม่บ้านเราเบื่อมาก แบบที่เรียกว่าน้ำเน่า เน้นเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ ตบตีแย่งผู้หญิงผู้ชาย แก้แค้นไม่ลืมหูลืมตา และซีรีส์แม่บ้านช่วงหัวค่ำที่ชอบเล่าเกี่ยวกับดราม่าครอบครัวแทบทุกเรื่องถึงขายดิบขายดีนัก เรตติ้งดูสดของซีรีส์แนว ๆ นี้มักจะสูงมากตลอดเลย

ถ้าเป็นซีรีส์แม่บ้านที่ออนแอร์ช่วงหัวค่ำ เป็นที่เข้าใจได้อยู่ว่าทำไมเรตติ้งสูง หลาย ๆ บ้านคงจะเปิดทีวีดูไปด้วยตอนนั่งกินข้าวเย็น ดูบ้างไม่ดูบ้าง แต่แค่เปิดทิ้งไว้เรตติ้งก็ขึ้นแล้ว ส่วนพล็อตน้ำเน่าแรง ๆ ที่เป็นที่นิยมก็คิดว่าน่าจะเหตุผลกับที่ผู้ใหญ่ในบ้านเราหลายคนติดละครประเภทนี้ คงมันในอารมณ์จนอินด้วยส่วนหนึ่ง การเห็นคนในทีวีตบตีเพื่อแย่งอะไรบางอย่างกันมันคงสนองอะไรบางอย่างในใจ แต่ต้องยอมรับว่าพวกละครน้ำเน่าชวนประสาทแ_ก ของเกาหลีนั้นก็นำเสนอมีชั้นเชิงกว่าละครบ้านเรา ชิงไหวชิงพริบมากกว่าทาปากแดงแล้วออกมากรี๊ด ๆ แสบรูหู ดูแล้วยังได้อะไรบ้าง

ส่วนตัวถ้าเจอพล็อตแบบนี้กับซีรีส์เกาหลีก็จะพยายามหลีกเลี่ยงไปหาดูเรื่องอื่น นี่คือข้อดีที่ว่าเกาหลีเขาทำละครมาหลากหลายเพื่อให้คนมีทางเลือก ชอบพล็อตน้ำเน่า อิจฉาริษยาแย่งชิงก็ดูไป ชอบพล็อตแปลกใหม่เน้นน่ารักกุ๊กกิ๊กสไตล์รอมคอมก็ดูไป อินกับพล็อตฟีลกู๊ดเยียวยาหัวใจก็ดูไป ส่วนละครไทยก็มีทางเลือกอยู่เหมือนกันนะ เลือกที่จะไม่ดูกับเลือกไปดูซีรีส์หรือละครต่างประเทศดีกว่า 555

สำหรับซีรีส์ในวันนี้ เป็นซีรีส์แนวรอมคอมที่ทั้งน่ารักและโบ๊ะบ๊ะ มันจะมีความฮาแบบป่วน ๆ ตัวละครเน้นขายขำมากกว่าขายสวยหล่อ Shooting Stars หรือที่ในแอปฯ สตรีมจะเขียนชื่อเรื่องนี้ว่า Sh**ting Stars เพื่อให้ดูเหมือนกำลังเซ็นเซอร์คำสแลงคำหนึ่งที่มีความหมายหยาบคาย เพราะหากอ่านเรื่องย่อแล้วจะรู้ว่าทำไมเขาถึงพยายามจะล้อไปถึงคำสแลงที่เป็นคำหยาบคำนั้น

Sh**ting Star เป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวเบื้องหลังของคนในวงการบันเทิง โดยเน้นมาที่บริษัทเอเจนซีบริษัทหนึ่ง คือต้นสังกัดที่มีหน้าที่ต้องดูแลบรรดานักแสดง ที่มักจะถูกเรียกว่าเป็นดารา เป็นดวงดาวที่เจิดจรัสบนฝากฟ้า ชื่อเสียงและความเป็นที่นิยมของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นดารานั้นต้องแลกมากับหยาดเหงื่อแรงกายของคนที่ทำงานเบื้องหลัง บรรดาทีมงานที่ต้องคอยช่วยเหลือและสนับสนุนนักแสดงในสังกัดตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ว่านักแสดงจะทำผิดหรือถูกก็ตาม คนกลุ่มนี้มีหน้าที่ต้องเก็บกวาดเรื่องวุ่นวายให้กับเหล่าศิลปินดารา เพื่อให้พวกเขาได้ส่องประกายเจิดจ้าให้ได้มากที่สุด

ดังนั้น ไม่มีดาวดวงไหนที่จะเฉิดฉายได้เพียงลำพังโดยไม่มีกองหลัง ซีรีส์เรื่องนี้จึงเน้นมาที่การทำงานของกลุ่มคนเบื้องหลังทั้งหมด ทั้งเหล่าผู้บริหารค่ายที่ลงมาคลุกคลีกับนักแสดงด้วยตนเอง ผู้จัดการดารา ทีมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายข่าว ฝ่ายกฎหมาย พวกเขาจะกลายเป็นด่านหน้าที่ต้องทำงานเงียบ ๆ ทันทีเมื่อต้องเจรจาแก้ข่าวเสีย ๆ หาย สารพัดที่นักแสดงไปก่อเรื่องไว้กับเหล่านักข่าวบันเทิงที่รองับเหยื่ออยู่ มีนักข่าวจำนวนไม่น้อยที่โทรหาคนกลุ่มนี้แบบไม่ขาดสายเพื่อหาข่าวของเหล่าดาราไปลง นั่นก็เป็นงานของพวกเขา

นางเอกเป็นหนึ่งในทีมงานเบื้องหลังผู้ทรงคุณค่า เธอเป็นหัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ที่ต้องถือโทรศัพท์ติดมือตลอด ชนิดที่ว่าให้มันละลายติดหูไปด้วยเลยก็ยิ่งดี อดีตเธอก็เคยเป็นพนักงานน้องใหม่ที่มีประสบการณ์เขียนข่าวแบบสะกดผิดจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นหัวหน้าทีมที่ทำงานเก่งมาก วาทศิลป์ยอดเยี่ยม และมีความสามารถในการรับมือสถานการณ์วิกฤติได้รวดเร็วมาก ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเลิศจนโดนเรียกตัวตลอด ใคร ๆ ก็อยากจะปรึกษาปัญหากับเธอ แต่การทำงานกับเหล่าซุปตาร์นั้นไม่ได้ง่ายเสมอไป แม้ว่าจะไม่มีใครข่มเธอได้ง่าย ๆ

พระเอกคือหนึ่งในนักแสดงตัวท็อปที่นางเอกทำงานด้วยยากที่สุด เพราะภาพลักษณ์หน้ากล้องกับหลังกล้องของเขาต่างกันลิบลับ เบื้องหน้า เขาคือซูเปอร์สตาร์ตัวท็อปของวงการที่โด่งดัง รอยยิ้มเทพบุตร ความหล่อทำลายล้าง ชายหนุ่มผู้เปล่งประกายและน่าชื่นชม ทำให้ใคร ๆ ต่างก็หลงใหล แต่เบื้องหลังกลับเป็นหนุ่มเอาแต่ใจ ชอบเอาชนะ แถมยังฉุนเฉียวง่ายเบอร์แรง โดยเขาซ่อนมันเอาไว้ภายใต้ภาพลักษณ์สุดเพอร์เฟกที่ทุกคนเห็นนั่นแหละ

เมื่อเขาและเธอต้องมาสู้รบปรบมือกันเองหลังจากจัดการศึกภายนอก ความไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่ครั้งอดีตทำให้ต่างฝ่ายต่างยังมีความผูกพันกันอยู่ แต่พระเอกจะเป็นฝ่ายตอแยซะมากกว่า มองจากดาวอังคารยังมองออกว่าคลั่งรักนางเอกอยู่แต่ชอบทำพฤติกรรมห่าม ๆ ใส่และปากแข็งไปงั้น เห็นภาพความสนุกแบบวายป่วงแล้วใช่ไหมว่าการตีกันของคู่นี้มันจะกลายเป็นความรักสุดวุ่นวายฉบับ “สาวพีอาร์ตัวแสบกับหนุ่มซุปตาร์ตัวท็อป” ก็เป็นได้

คนโง่แต่ขยันน่ะ หายนะสุดแล้ว

ออกตัวกันทัวร์ก่อนเลยละกันว่าที่หยิบข้อความนี้ขึ้นมาพูดคุย ไม่ได้มีเจตนาจะชี้หน้าหาว่าใครโง่ เพื่อให้ตัวเองกลายเป็นคนฉลาดขึ้นมาแต่ประการใด มันเป็นข้อความที่มาจากในซีรีส์จริง ๆ แล้วถ้าดูบริบทในซีรีส์มันก็ไม่ใช่คำพูดที่ตัวละครพูดออกมาแบบตั้งใจจะชี้หน้าด่าว่าใครว่าโง่ แต่เริ่มต้นจากสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดจากคนคนหนึ่งที่มักจะทำงานแบบคนที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไร อารมณ์แบบรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยฉลาด ไม่มีความเฉลียวอยู่แล้ว ขยันแบบผิดที่ผิดทางเพื่อพิสูจน์ตัวเอง มันเลยเกิดเรื่องวุ่นวายสารพัดให้คนอื่นต้องไปตามล้างตามเช็ดแก้ไขปัญหาให้

คนทำงานที่เคยเจอเพื่อนร่วมงานประเภทนี้ จะรู้ดีว่าข้อความที่บอกว่า “คนโง่ที่ขยันน่ะหายนะสุดแล้ว” มันเป็นข้อเท็จจริงมากกว่าจะใช้พูดเพื่อปรามาสคนอื่น คนโง่ที่ว่าอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับระดับสติปัญญาโดยตรง แต่จะออกแนวซื่อ ๆ บื้อ ๆ ทำอะไรเถรตรงโดยไม่มองดูบริบท ไม่เรียนรู้จากสถานการณ์ว่าต้องพลิกแพลงเกมเอาตัวรอดยังไง เหมือนถูกสอนมาว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ เรียงตามขั้นตอนหนึ่งสองสามสี่ แล้วก็ยึดหลักว่าจะทำแบบนั้นเสมอไม่ว่าจะกรณีใด เป็นพวกไม่มีเซนส์ ไม่มีกึ๋น ไม่มีความเฉลียว แต่ดันขยันทำงานได้ปริมาณมากมาย เพื่อต้องการจะพิสูจน์ตัวเอง

นี่แหละ หายนะมันอยู่ที่ตรงนี้แหละ คนที่เคยร่วมงานกับคนประเภทนี้ล้วนแล้วแต่ต้องเคยเข้าไปช่วยแก้ปัญหาที่คนเหล่านี้ก่อเอาไว้แน่นอน คือสิ่งที่พวกเขาทำมันไม่ผิดหรอกถ้าจะอิงตามทฤษฎี ตามหลักการที่เรียนมา แต่การที่พวกเขาคิดไม่ได้ว่าสถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องพลิกแพลงวิธีเพื่อให้เข้ากับบริบทของงาน โดยมุ่งมั่นว่าจะทำตามขั้นตอนเป๊ะ ๆ อย่างเดียวเพราะเรียนมาแบบนี้ มันทำให้งานผิดพลาด แล้วพวกเขาก็ดันมั่นใจด้วยว่าทำแบบนี้มันถูกแล้ว แล้วก็ไม่ถามใคร คิดว่าก็ทำตามที่เรียนมาเป๊ะ ๆ นี่นา ทำไปเรื่อย ๆ จนได้งานปริมาณมากแต่หาคุณภาพไม่ได้เลย

กรณีแบบนี้มักจะจบที่คนอื่นต้องเดือดร้อนลงไปทำงานซ้ำซ้อน แทนที่จะได้ทำงานของตัวเองอย่างสบายใจ กลับต้องเผื่อเวลาไว้แก้ปัญหางานที่งอกออกมาจากคนเหล่านี้ให้ตามเก็บตามปิดงานเสมอ คือเราไม่สามารถเชื่อใจให้คนเหล่านี้จบงานได้ในคนเดียวอีกเลย เพราะรู้ว่าพวกเขาทำไม่ได้ บอกปากเปล่าไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว สอนเป็นลายลักษณ์อักษรก็แล้ว เปิดเทียบดูได้เลย แยกเป็นกรณี ๆ ให้ด้วย แต่ก็ยังมีปัญหาเดิม ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจะไม่พังพินาศได้ยังไง

ส่วนใหญ่แล้วคนประเภทนี้จะน่าเอ็นดูเวลาที่ต้องร่วมงานด้วย เป็นคนซื่อ ๆ ที่ไม่มีพิษมีภัย และตัวเขาก็มักจะมีด้านที่น่าทึ่งอยู่เหมือนกัน แต่พอเห็นผลงานก็ไม่มีใครอยากทำงานด้วยเท่าไรนัก เพราะเท่ากับต้องเหนื่อยคูณสองทำงานตัวเองแล้วต้องมาคุมงานคนกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดอีก ปล่อยไม่ได้เลย ฉะนั้น สู้ลงมือทำเองแต่แรกดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องเหนื่อยพูดหรือเหนื่อยแก้ปัญหาตอนที่ปัญหามันเกิด จบงานได้ง่าย ๆ ในรอบเดียวไม่ต้องต่อ

ถ้ายกตัวอย่างจากตัวละครในเรื่อง เวลานี้บุคคลผู้ซึ่งทำงานแบบคนไม่ค่อยฉลาดเป็นประจำ เริ่มเผยถึงด้านที่น่าทึ่งของเขาให้คนอื่น ๆ ได้เห็นแล้วว่าเขามีความสามารถพิเศษบางอย่าง เริ่มมีคนยอมรับมากขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นหลังจากก่อเรื่องงามไส้ไว้กับพระเอก ซึ่งมีอาชีพเป็นนักแสดงต้องอับอาย และสร้างปัญหาให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นต้องตามล้างตามเช็ดให้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นี่แหละ คนโง่ที่ขยันน่ะ มีพิษภัยตรงนี้แหละ! เน้นสร้างงานไม่เน้นจบงาน สร้างปัญหาเก่ง

อยากลาออกมันทุกวันนั่นแหละค่ะ เมื่อวานก็ยังอยากลาออกอยู่เลย

ข้อความข้างต้น เป็นข้อความน่าประทับใจจากนางเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ บัดนี้ฉากนี้ถูกแคปหน้าจอออกมาเล่นเป็นมีมเกลื่อนโซเชียลมีเดียไปแล้ว อย่างที่บอกไปแล้วก็คือทีมนางเอกมีหน้าที่หลัก ๆ คือตามแก้ข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ของบรรดานักแสดงในค่ายมากกว่าจะเขียนข่าวประชาสัมพันธ์นักแสดงให้เป็นที่รู้จักเสียอีก แล้วนักแสดงในค่ายก็ขยันมีข่าวในทางลบไม่เว้นแต่ละวัน นางเอกก็เลยบ่นว่าอยากจะลาออกให้รู้แล้วรู้รอด เพราะเบื่อที่จะต้องคอยกังวลแต่กับเรื่องของคนอื่นเต็มแก่แล้ว

รู้นะว่าในหัวของคนทำงานหลาย ๆ คน ก็มีความคิดแบบเดียวกับนางเอกนี่แหละ ในใจอยากจะลาออกมันทุกวัน คิดเรื่องลาออกมากพอ ๆ กับที่คิดว่ามื้อนี้จะกินอะไรดี ทำงานทุกวันก็อยากลาออกมันทุกวัน ยิ่งถ้าวันไหนเจอปัญหาบ้าบอมา อารมณ์อยากลาออกยิ่งพลุ่งพล่านมากเป็นพิเศษ แต่ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่แล้วคนพวกนี้กลับอยู่ยงคงกระพันกว่าที่คิด อยู่ยั่งอยู่ยืน อยู่นานกว่าใครต่อใครในที่ทำงานเสียอีก เด็กใหม่มาจนลาออกไปกี่ชุดแล้วก็ไม่รู้ เยอะจนเลิกนับ ทว่าคนพวกนี้ก็ทำได้แค่คิดและบ่นว่าจะลาออก แต่ก็ไม่ออกเสียที

เชื่อว่าคนทำงานทุกคนต่างก็รู้ดีแหละว่าการที่ตัวเองยังทำงานงก ๆ ไม่สละเวลาเดินไปยื่นใบลาออกนั้นเป็นเพราะอะไร มีเหตุผลมากมายสารพัดที่ทำให้คนเราต้องอดทนทำงานต่อไป แล้วก็บ่นเรื่องลาออกต่อไปโดยไม่ทำจริง หลาย ๆ คนบอกว่าจะลาออกมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ผ่านมาสิบปีก็เห็นยังทำงานอยู่ที่เดิม จริง ๆ แล้วที่คิดอยู่ในหัวแล้วบ่นอยู่ทุกวี่วันน่ะ ในใจลึก ๆ ไม่ได้อยากจะลาออกจริง ๆ หรอก ที่บอกว่าอยากลาออกมันก็แค่กลวิธีในการระบายความคับข้องใจออกมา เพื่อให้สิ่งที่อยู่ข้างในมันเบาลง เมื่อนั้นเราก็จะทำงานต่อได้ แม้ว่าต้องทำหรือแก้ปัญหาเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา

การเป็นคนมีการมีงานทำ ทำให้ใครหลายคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้ใช้ชีวิตแบบเป็นที่ต้องการของคนอื่นเสมอ เพราะอย่างน้อยเขาก็ต้องการให้เราเข้าไปแก้ปัญหาให้ ถึงมันจะหนัก เหนื่อย และท้าทาย จนอยากจะลาออกมันทุกวัน แบบที่นางเอกบอกก็คืออยากจะปิดเครื่องและตัดการติดต่อต่าง ๆ ไปวันละหลายรอบ เพราะเธอต้องรับโทรศัพท์แล้ววิ่งเต้นแก้ปัญหาให้คนนั้นคนนี้อยู่เป็นประจำ แต่เธอกลับพบว่า “งานไร้สาระที่ได้แต่ห่วงชีวิตคนอื่น” มันก็สนุกอยู่เหมือนกัน คนที่บ่นอยากจะลาออกอยู่ทุกวัน กลับยังอยู่ที่เดิมจนเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีมไปแล้ว

“คนออกไม่บ่น คนบ่นไม่ออก” แม้ว่าจะพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นจริงตามนี้เสมอ แต่ก็อย่างที่บอก สำหรับบางคน ความคิดที่ว่าจะลาออกนั้นมันก็เป็นแค่กลวิธีในการระบายความเครียดออกมาเท่านั้น ขอแค่ได้บ่น ได้พูดออกมา ได้คิดในเชิงต่อต้านกับสิ่งที่ทำอยู่มันก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว ดีขึ้นแล้วก็ทำงานต่อได้ ในขณะที่คนที่เดินสับไปยื่นใบลาออกได้แทบจะทันที มักจะไม่พูดพล่ามทำเพลงให้เสียเวลา ทำไวไปไว ก็นะ คนเราไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ถ้าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่สนุก ไม่มีความสุขที่จะทำ ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องลังเลเรื่องลาออก

สมัยนี้ สุขภาพจิตสำคัญมากนะ

บอกเลยว่าชอบซีรีส์เรื่องนี้มากก็ตรงที่ซีรีส์เลือกที่จะนำเสนอความวายป่วงในบริษัทหนึ่งที่ต้องทำงานกันอย่างหนักหนาสาหัสเพื่อดูแลนักแสดงในสังกัด แต่บริษัทนี้กลับไม่ได้ละเลยเรื่องสุขภาพของพนักงานเลย มีการบังคับให้พนักงานไปตรวจสุขภาพประจำปี ไปช้ามีเสียค่าปรับ มีการขอให้ทุกคนในบริษัทไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ทีมงาน ยันเด็กฝึกงาน ทำแบบประเมินสุขภาพจิต เพื่อที่จะเข้ารับการดูแลสุขภาพจิตพร้อมกันทั้งบริษัท แถมยังให้มีคนติดต่อโรงพยาบาลคู่สัญญาอย่างจริงจังเลยด้วย ไม่ใช่แค่พูดออกคำสั่งเฉย ๆ

ส่วนตัวไม่แน่ใจว่ามันเป็นหนึ่งในกฎหมายแรงงานหรือข้อบังคับอะไรสักอย่างของเกาหลีใต้หรือไม่ว่านายจ้างต้องมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพให้กับลูกจ้าง เพราะพวกเขาเป็นคนที่ทำงานให้กับบริษัท คือเหมือนจะไม่เคยเห็นซีรีส์เรื่องอื่นที่นำเสนอเกี่ยวกับการทำงานพูดถึงเรื่องนี้จริงจังมาก่อน หรือมันเป็นแค่สวัสดิการของบริษัทใหญ่ ๆ อันนี้ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ คือรู้สึกดีนะที่ซีรีส์เกาหลีเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตคนทำงานมากขึ้น เพราะบ้านเมืองเขาก็มีคนที่เลือกจบปัญหาชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายสูงมากเหมือนกัน

จริง ๆ แล้ว Tonkit360 มีคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการใส่ใจดูแลสุขภาพจิตเยอะมาก เพราะรู้ดีว่ามันแย่แค่ไหนที่ต้องทำงานทั้งที่สุขภาพจิตไม่พร้อม เพิ่งเขียนไปเมื่อไม่นานมานี้เองว่าการที่จิตใจป่วยมันไม่ได้แสดงอาการให้สังเกตเห็นได้ง่ายเหมือนเวลาร่างกายป่วย บางคนจิตใจพังหนักมาก แต่ยังฝืนยิ้มให้มีรอยยิ้มอยู่บนหน้าอยู่เลย บางคนก็ร่าเริงแจ่มใสเนียนมากจนสังเกตไม่เห็น เราจึงได้ยินข่าวร้ายเกี่ยวกับคนประเภทนี้อยู่บ่อย ๆ คนที่เพิ่งพูดคุยกันเมื่อวานนี้เอง แต่วันนี้เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายไปแล้ว ทั้งกะทันหันทั้งตกใจไปเลยสิ

โดยเฉพาะคนทำงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องงาน อาจมีปัญหาความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ปัญหาการกลั่นแกล้งที่มีแฝงอยู่ในทุกสังคม การบูลลี่กันในที่ทำงานมีให้เห็นเยอะแยะเต็มไปหมด คนกลุ่มที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้จะรู้สึกในทางลบต่อตนเองและต้องรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ยิ่งหากต้องยอมรับว่าตนเองมีอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ มันจะมีความเข้าใจที่บิดเบี้ยวที่เชื่อสืบต่อกันมายาวนานว่า “ป่วยทางจิต=บ้า” หรือ “คนที่ไปพบจิตแพทย์=เป็นคนบ้า” ทำให้หลายคนปฏิเสธความช่วยเหลือเพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็นคนบ้านั่นเอง

เรื่องสุขภาพกับการทำงาน ควรจะถูกดูแลควบคู่กันไป เพราะการทำงานนั้นต้องทุ่มเทหนักมากทั้งแรงกายและแรงใจ ในสายตาเรานะ เราชอบการนำเสนอประเด็นนี้ที่สุดแล้วในซีรีส์เรื่องนี้ พยายามให้เห็นภาพว่ามีคนทำงานหลายคนเลยล่ะที่ต้องล้มป่วยจากการทำงานหนัก ทั้งป่วยร่างกายและป่วยจิต โดยเฉพาะอาชีพนักแสดง ที่ใครหลายคนอิจฉาความเป็นคนดังของพวกเขา เป็นอาชีพที่งานง่าย ๆ ก็ทำเงินได้มากมาย แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าจิตใจพวกเขายังดีอยู่เหมือนรอยยิ้มที่แสดงออกมาไหม อาชีพเขาคือการแสดงเป็นคนอื่นเป็นประจำ มันไม่ง่ายหรอกการแสดงที่ว่าน่ะ

น่าชื่นชมที่ซีรีส์เรื่องใหม่ ๆ มักจะพยายามแก้ไขความเชื่อผิด ๆ และสร้างค่านิยมใหม่ ๆ ให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ สร้าง มันอาจต้องใช้เวลาและท้าทายความเชื่อคนรุ่นเก่าที่ไม่ค่อยจะเปิดรับอะไรใหม่ ๆ ส่วนตัวไม่เคยลืมหรอกว่าสังคมจริง ๆ ของเกาหลีใต้นั้นก็มีด้านมืดไม่น้อย และชีวิตประชาชนเขาก็ไม่ได้สวยงามเหมือนในซีรีส์ แต่การที่ซีรีส์เกาหลีนำเสนอภาพลักษณ์ดี ๆ ออกมาตลอด ก็ไม่แปลกใจเลยที่ซีรีส์เกาหลีจะเป็นหนึ่งใน soft power ที่แข็งแกร่งมากของเกาหลีใต้ ชื่นชมความพยายามถ่ายทอดภาพลักษณ์บางอย่างออกสู่สายตาชาวโลก ซึ่งมันได้ผล

Sh**ting Star ถือเป็นซีรีส์อีกหนึ่งเรื่องในล็อตที่กำลังออนแอร์อยู่ในเวลานี้ที่น่าติดตามต่อ แม้ว่าช่วงนี้คิวดูซีรีส์จะแน่นไปหน่อย แต่ถ้าใครยังไม่เริ่มดูหรือยังไม่อยู่ในลิสต์ที่จะดู ป้ายยาเลยว่าดูเถอะ สนุกดี มันเป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวในวงการบันเทิงได้ดี ไม่เครียด พล็อตไม่ได้เบาขนาดนั้นแต่เน้นดูได้สบาย ๆ มีความโบ๊ะบ๊ะขายขำเยอะมาก ซึ่งมันจะต่างจากละครที่ตีแผ่วงการบันเทิงบ้านเราที่มักเน้นเรื่องอิจฉาริษยา อยากเป็นดาวต้องแย่งชิง ทำได้ทุกอย่างเพื่อไปยืนอยู่จุดสูงสุดอะไรเทือก ๆ นั้น นั่นแหละ เกาหลีเขาจะแยกพล็อตน้ำเน่ากับพล็อตสบาย ๆ ให้คนได้มีทางเลือก 🌟