Home Inspiration My Dear มีเดีย เมื่อโซเชียลมีเดีย กลายเป็นอาวุธของ “นักเลือกตั้ง”

เมื่อโซเชียลมีเดีย กลายเป็นอาวุธของ “นักเลือกตั้ง”

สัปดาห์ที่ผ่านมาดูจะคึกคักกันเป็นพิเศษเลยนะคะสำหรับสนามการเมือง เพราะเป็นสัปดาห์ที่มีการเปิดรับสมัครผู้ว่าฯ กทม. เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี และแน่นอนว่าคำถามยอดฮิตที่คนกรุงช่วงนี้จะทักทายกันด้วยประโยคที่ว่า “จะเลือกใคร” สร้างกระแสให้เกิดการติดตามข่าวสารกันในทุกแพลตฟอร์ม รวมไปถึงโซเชียลมีเดีย ที่นักเลือกตั้งทั้งหลายหันมาใช้เป็นอาวุธหลักในการ สร้าง Engagement ให้กับตนเอง

เอาเข้าจริงตัวผู้เขียนเองเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิดเกิดที่โรงพยาบาลรามาฯ เป็นชาวสุขุมวิทรุ่นเก่าที่เรียกสุขุมวิท 77 ว่าอ่อนนุช เรียกสุขมวิท 49 ว่าซอยกลาง ไม่ได้เรียกชื่อตัวเลขเหมือนที่พวกนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชอบใช้กัน

ด้วยความที่เห็นกทม. มานาน พอเห็นปี่กลองการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ดังขึ้นก็ให้ได้ครึกครื้นกับเขาไปด้วย เพราะตนเองก็ทำงานในฐานะสื่อได้เห็นการรับลูกกันได้อย่างน่าสนใจระหว่างสื่อออฟไลน์กับสื่อออนไลน์ ที่นักเลือกตั้งใช้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ด้วยยุคสมัยที่มักจะวัดกระแสกันจากจากเทรนด์ในโซเชียลมีเดีย บวกกับกระแสเนื้อหาหรือคอนเทนต์ในเชิงไวรัล ใครชิงพื้นที่ได้ก่อน ใครถูกพูดถึงมากเท่าไร โอกาสที่จะกลายเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็มีมากขึ้นเพราะคนกรุงเทพฯ ในยุคนี้รับข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ยิ่งในวันที่รับสมัครนั้น เชื่อว่าทีมงานออนไลน์ของผู้สมัครที่เป็นตัวเก็งทั้งหลายสู้กันมันหยด เพราะเมื่อมีหนึ่งชื่อที่ติดเทรนด์ในโซเชียล ชื่ออื่น ๆ ก็ต้องพยายามมากกว่าเพื่อให้ติดเทรนด์บ้าง เมื่อติดเทรนด์แล้ว ก็จะถูกนำไปเขียนเป็นข่าวออกในทุกแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และออฟไลน์

หลังจากนั้นจะมี Influencer มาช่วยรับลูกในการสร้าง Content เพื่อแสดงความสนับสนุน วิธีการดังกล่าวก็จะทำให้ถูกพูดถึงไปอย่างต่อเนื่องไม่ตกกระแส ยิ่งถ้ามีดราม่าประเภทเรียกร้องหรือเลือกประเด็นให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย โอกาสที่จะได้เสียงจากคนกทม. ก็มีไม่น้อย

แต่วิธีการใช้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ก็เหมือนดาบสองคม หากเลือกใช้ให้เป็น ไม่โป๊ะ และเลือกคอนเทนต์ได้โดนใจโอกาสรอดและรุ่งก็สูง แต่ถ้าดันเลือกคอนเทนต์ด้วยความคิดแค่ว่าอยากจะเป็นกระแส ก็ต้องระวังว่า กระแสจะสู้กลับ (ฮา) เพราะเห็นมีพลาดมาแล้วหลายราย

เห็นวิธีการใช้โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ในทุกแพลตฟอร์มของ นักเลือกตั้งยุคนี้แล้วต้องบอกว่าน่ากลัวกว่าเมื่อการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อปี 2562 เป็นยิ่งนักเพราะนักเลือกตั้งทั้งหลายมีเครื่องมือในการสร้าง “ความเชื่อ” และ “ความน่าเชื่อถือ” มากขึ้น

ขณะเดียวกันผู้คนทุกวันนี้ติดอยู่ใน “ห้องเสียงสะท้อน” ของตนเอง อันเกิดจากอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย เหล่านี้ทำให้เกิดความเชื่อแบบผิดปกติในตัวนักเลือกตั้งที่เตรียมลงสนามใหญ่ในอนาคตอันใกล้ และนั่นจะส่งผลอันบิดเบี้ยวต่อสังคม

เอาเข้าจริงแล้ว การเลือกตั้งผู้ว่ากทม. อาจเป็นสนามชิมลางในการใช้สกิล Information Operation ของแต่ละพรรคการเมือง เหมือนวัดกึ๋นกันว่าใครจะคิดคอนเทนต์ที่เหนือกว่าได้เพื่อเรียกคนให้อยู่ข้างตนเองมากที่สุด

จะเห็นได้ว่าตลอดเส้นทางของนักเลือกตั้งนั้นพวกเขาพร้อมจะใช้เครื่องมือทุกชนิดเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ เมื่อเป็นเช่นนั้นคุณผู้อ่านที่ต้องรับสารจากสื่อทุกแพลตฟอร์มก็ต้องระมัดระวังกายใจให้มากหากคิดจะติดตามข่าวการเมือง

เพราะท้ายที่สุดแล้วในฐานะคนที่มีสิทธิ์ลงคะแนน คุณอาจเป็นคนยื่นดาบให้นักเลือกตั้งเข้ามาปลิดชีพตนเองก็เป็นได้ ดังนั้นก่อนจะกาเบอร์อะไร ทบทวนความจำกันด้วยว่า กรุงเทพฯ น้ำท่วมมาตลอด 40 ปีไม่มีใครแก้ได้ (แต่แก้จากน้ำท่วมเป็นน้ำรอการระบายแทน) ปริมาณรถที่มีมากกว่าถนนยังไงรถก็ติด ใครมาบอกจะแก้ปัญหาสองข้อนี้ว่าจะทำได้ในเวลาสี่ปี ขอให้ตัดทิ้งไปเลย

เหนืออื่นใดขอให้คิดไว้เสมอว่านักการเมือง คือนักการเมือง พวกเขาบริหารด้วยการเล่นเกมผลประโยชน์ ดังนั้นไม่ต้องไปคิดถึงคนดีที่ไม่มีอยู่จริง หรือประโยคประเภทว่า “คนเลวน้อยที่สุด” นี่ก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน ขอให้เลือกด้วยการพิจารณาจากนโยบายที่มีความเป็นไปได้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของชาวกรุงเทพฯ ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้น ก็ขออย่าได้คาดหวัง เมื่อเลือกไปแล้วก็ขอให้คิดว่าคุณได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้วในระบอบประชาธิปไตย จากนั้นก็ทำมาหากินกันต่อไป คิดเช่นนี้แล้ว…คุณจะไม่ผิดหวังค่ะ

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ