“แค่ประดาบก็เลือดเดือด” น่าจะเป็นคำนิยามของการประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่สิ้นสุดสัญญาสามฤดูกาล กับทุกทวีปทั่วโลก (ยกเว้นจีน) รวมไปถึงประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการยื่นตัวเพื่อเข้าร่วมประมูลเพื่อเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฤดูกาลใหม่นั้น เริ่มต้นกันไปเมื่อปลายปี 2564 ในช่วงเดือนธันวาคม และเพิ่งจะมีการเริ่มต้นยื่นข้อเสนอกันเมื่อวันพฤหัสที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา
แน่นอนว่าใคร ๆ ก็อยากได้ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ไม่ว่าจะเจ้าใหญ่ที่เคยถือครองมานาน เจ้าใหม่ในตลาดที่ต้องการสร้างแบรนด์ของตนเองด้วยพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ขอเรียนคุณผู้อ่านของทางเราไว้เลยว่า เจ้าของลิขสิทธิ์และ การรับชมพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ต่อจากนี้จะไม่เหมือนเดิม และมีทางเลือกให้มากกว่าเดิม
ทำไมถึงกล้าการันตีเช่นนั้น เพราะเงื่อนไขการประมูล และบทเรียนอันเจ็บปวดของพรีเมียร์ลีกกับกลุ่มทุน Sunning ของจีนยังคงฝากรอยแผลให้พรีเมียร์ลีก ต้องพิจารณาอย่างหนัก
ในรายละเอียดที่ถูกเปิดเผยผ่านทาง Sportbusiness.com สื่อที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกีฬานั้นระบุว่า การประมูลของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้จะแบ่งเป็นอินโดนีเซียและติมอร์ตะวันออก (หนึ่งตลาด), ญี่ปุ่น มาเลเซีย บรูไน (หนึ่งตลาด), มองโกเลีย นิวซีแลนด์ หมู่เกาะแปซิฟิก ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย กัมพูชา และลาว (หนึ่งตลาด) และเวียดนาม โดยในรายละเอียดการประมูลนั้นน่าสนใจมาก
ซึ่งเหล่า Broadcaster ทั้งขนาดใหญ่และเจ้าที่เกิดใหม่น่าจะมีโอกาสมากขึ้นเพราะมีการขายแบบเดิมคือลิขสิทธิ์สามฤดูกาล แต่ยังมีเพิ่มเติมคือการให้โอกาสประมูล 6 ฤดูกาล เพราะพรีเมียร์ลีกเองก็เจ็บไม่ใช่น้อยกับช่วงเวลาของ “สงครามโรค” ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังต้องสู้กับกระแส Disruption ของวงการโทรทัศน์และเคเบิล ที่ยุคหลังการชมถ่ายทอดสดผ่านช่องทางสตรีมมิ่งได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ
จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้พรีเมียร์ลีกต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ด้วยการทุบ Content ของตนเองให้มีแพ็กเกจที่สามารถขายได้มากขึ้น จากเดิมที่ขายแบบ Exclusive ให้หนึ่งเจ้าครบ 380 แมตช์ และผู้ได้ลิขสิทธิ์ก็ต้องจับมือร่วมกับฟรีทีวี เพื่อถ่ายทอดสดบางแมตช์ แต่สำหรับการประมูลครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่แพ็กเกจแบบเดิมอย่างเดียว แต่พรีเมียร์ลีกอังกฤษยังเพิ่มเติมแพ็กเกจเล็กอีกสองแพ็กเกจ
ความน่าสนใจอยู่ตรงนี้ล่ะค่ะ เพราะในแพ็กเกจเล็กนั้นจะมีหนึ่งแมตช์ที่ถ่ายทอดสดหนึ่งนัดต่อสัปดาห์ และจะมีภาพการแข่งขันที่ไม่ใช่ถ่ายทอดสดรวมอยู่ในแพ็กเกจด้วย ซึ่ง 5 ตลาดที่จะมีการขายลิขสิทธ์ในแพ็กเกจเล็กนั้น ได้แก่ อินโดนีเซีย ติมอร์ตะวันออก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย กัมพูชาและลาว และเวียดนาม
ซึ่งการแบ่งออกเป็นแพ็ดเกจเล็กสองแพ็กนี้ของพรีเมียร์ลีก นับว่าทำให้เกิดโอกาสและกระจายตลาดการถ่ายทอดสดการแข่งขันพรีเมียร์ลีก เพราะแพ็กเกจเล็กนั้นจะทำให้เกิดการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ที่ต้องการใช้พรีเมียร์ลีกในการสร้างแบรนด์และไม่ได้ต้องการการถ่ายทอดทั้ง 380 แมตช์ตลอดทั้งฤดูกาลเพราะบางเจ้าอาจจะดูมากเกินไป
และเท่าที่ได้ข่าวมาเวลานี้ เอาเฉพาะลิขสิทธิ์ในเมืองไทย ไม่เพียงเจ้าเดิมที่ถือครองลิขสิทธิ์ และเจ้าใหม่ในตลาดที่มีการจับมือเป็นพันธมิตรกันต่างสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อลิขสิทธิ์ ไม่นับรวมผู้เล่นที่ยังไม่ยอมเปิดตัวอย่างเต็มที่เวลานี้อย่างน้อยสองเจ้าที่เข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้เช่นกัน
ต้องบอกก่อนว่าในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกอังกฤษนับเป็น Content การถ่ายทอดสดที่มีมูลค่าในระดับเกรดทริปเปิล A โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยที่ตลาดฟุตบอลลีกไหนก็สู้พรีเมียร์ลีกไม่ได้ แต่ในห้วงเวลาที่ไวรัสแพร่ระบาดไปทั่วโลกดูเหมือนว่า มูลค่าของลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลดลงจากเดิมเป็นอย่างมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดีลล่าสุดที่สตรีมมิ่งดังของจีนอย่าง iQIYI Sports ที่ได้ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ แบบจัดเต็ม 4 ฤดูกาล 2021/22 – 2024/25 นับเป็นการเซ็นสัญญาที่ทางพรีเมียร์ลีกเองต้องกล้ำกลืนเพราะก่อนหน้านี้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลนั้นอยู่กับทาง PP Sports ของ Suning Group Holding ด้วยมูลค่า 523 ล้านปอนด์ แต่ทว่าไม่มีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ทำให้ทางพรีเมียร์ลีกต้องยกเลิกสัญญาดังกล่าวและเปิดดีลใหม่กับ ทาง iQIYI Sports ได้ลิขสิทธิ์ไปในราคาที่ทาง พรีเมียร์ลีกเองต้องกลืนเลือดกลับเกาะอังกฤษ
เมื่อเป็นเช่นนี้ พรีเมียร์ลีกเลยมองว่าลิขสิทธิ์แบบ Exclusive ไม่ใช่ทองคำเหมือนเคยเสียแล้ว หากต้องแบ่งทองคำก้อนดังกล่าวออกเป็นหลาย ๆ ก้อนเพื่อสร้างรายได้ให้เท่าเดิม และเพิ่มมูลค่าด้วยคู่การแข่งขัน สำหรับแพ็กเกจใหญ่ที่ผู้ประมูลลิขสิทธิ์ได้คือครบ 380 แมตช์ตลอดฤดูกาลและเป็นความฝันของเหล่า Broadcaster
แต่ถ้าพูดถึง Broadcaster ในเมืองไทยแล้วคุณภาพที่จะทำให้เกิด Linear Channel แบบของต่างประเทศนั้นทำได้ยาก ทำให้เจ้าใหม่บางเจ้าพิจารณาที่การซื้อแพ็กเกจเล็กและถ้าได้คู่สำคัญที่มีแฟนบอลกลุ่มใหญ่ในประเทศ ผู้ซื้อก็สามารถนำไปทำการตลาดต่อได้ไม่ยาก คู่สำคัญนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน ขอแค่มีชื่อทีมดังอย่าง แมนฯ ยู ลิเวอร์พูล แมนฯ ซิตี้ เชลซี สเปอร์ส อาร์เซนอล และเลสเตอร์ซิตี้ เหล่านี้ก็เรียกแฟนบอลได้เกินครึ่งหนึ่งที่มีอยู่ในประเทศแล้ว
การประกาศผู้ที่ได้ลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการนั้นจะประกาศประมาณช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค. เพื่อให้ผู้ที่ได้รับลิขสิทธิ์ได้เตรียมตัวและทำการตลาด ปีนี้แค่เริ่มประมูลก็เลือดเดือดแล้ว ใครที่คิดว่าเจ้านี้ไม่มีเงิน เจ้านั้นน่าจะถอดใจ อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินใจไปค่ะ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ปีนี้คุณอาจได้เห็นม้ามืด ที่ทำให้คุณต้องรอง “โอ้ววววว” กันได้อย่างน้อยก็หนึ่งรายล่ะค่ะ (ฮา) ลองฟังเพลงของวงนั่งเล่น “สิ่งที่เป็นกับสิ่งที่เห็น” ไปพร้อม ๆ กับการอ่านคอลัมน์นี้ดูนะคะ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























