เมื่อโลกของสตรีมมิ่งไม่ใช่แค่การดูซีรีส์อีกต่อไป

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวประชาสัมพันธ์ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นการประกาศสร้างสารคดีกีฬาของวงการเทนนิสอาชีพทั้งชายและหญิง เป็นสารคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้ง ATP และ WTA รวมไปถึงแกรนด์สแลมทั้งสี่รายการ โดยทีมงานสร้างจาก Netflix สตรีมมิ่งชื่อดังที่ทำตลาดไปทั่วโลก

ทำไมถึงบอกว่ามีความน่าสนใจในข่าวประชาสัมพันธ์ชิ้นนี้ ง่าย ๆ ค่ะ นี่คือ Docuseries Content สารคดีแฝงโฆษณาชั้นดีที่ทำให้คนที่ไม่ดูกีฬา ไม่เล่นกีฬาได้รู้จักกับวงการกีฬาผ่านทางสตรีมมิ่งที่ได้ชื่อว่าขายความบันเทิงประเภทภาพยนตร์และซีรีส์ เป็นการเดินตามรอยความสำเร็จของ Docuseries อย่าง Drive to Survive ที่ทำให้วงการ F1 กลับมามีชีวิตชีวาและถูกพูดถึงอีกครั้ง

ฤดูกาล 2021 สนามแข่ง F1 ไม่ได้ถูกพูดถึงแค่สื่อในยุโรป หรือเป็นข่าวกรอบเล็ก ๆ ในสื่อทั่วโลกเหมือนดั่งเช่นในอดีต หากแต่การแข่งขัน F1 ในฤดูกาลที่ผ่านมา สื่อทั่วโลกต่างพากันติดตามข่าวตั้งแต่สนามแรกจนสนามสุดท้าย ขณะเดียวกัน Docuseries ยังทำให้ ได้ผู้ชมหน้าใหม่จำนวนมากที่ติดใจมากจาก Drive to Survive

ด้วยความที่ผู้เขียนเองเป็นคนเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก ทั้งว่ายน้ำ เทนนิส บาสเกตบอล และอยู่ในครอบครัวที่เล่นกีฬาและดูกีฬา การให้ความสนใจในกีฬาประเภทต่าง ๆ ของผู้เขียนเลยเป็นไปแบบอัตโนมัติ วันหนึ่งเมื่อเจอเพื่อนฝูง หรือคนรู้จักที่มาจากครอบครัวที่ไม่ดูกีฬาไม่เล่นกีฬา ก็ทำให้รู้สึกแปลกใจ และยิ่งแปลกใจมากขึ้นเมื่อมีเพื่อนหรือคนรู้จักรอบตัวที่ไม่ได้รับชมกีฬา

พวกเขาให้เหตุผลว่าส่วนหนึ่งเพราะไม่เข้าใจกติกาการแข่งขัน อีกส่วนหนึ่งให้ความสนใจในกิจกรรมประเภทอื่น แต่ก็น่าแปลกที่คนเหล่านี้เมื่อถึงเวลาที่มีการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือแม้แต่ฟุตบอลโลกพวกเขาจะให้ความสนใจกับกีฬาที่มาตามกระแสทันที บางคนนั้นสามารถพูดแบบน้ำลายแตกฟอง กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉย

และคำว่า “กระแส” นี่แหละค่ะที่น่าสนใจเพราะนี่คือจุดขายสำคัญของการใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้คนไม่เคยชมกีฬา ไม่เล่นกีฬาหันมาสนใจได้ เพราะคนส่วนใหญ่สนใจ การแข่งขัน F1 ในอดีตนั้น เบอร์นี่ย์ เอคเคิลสโตน คือผู้ถือลิขสิทธิ์การแข่งขัน และเอคเคิลสโตน จะทำตลาดเฉพาะในยุโรป ออกแนวหยิ่ง ๆ ต่อการขยายมาตะวันออกกลาง หรือเอเชียไกล เรียกว่าป็นการขายสิทธิ์สนามแข่งแบบเสียไม่ได้

จนกระทั่ง เอคเคิลสโตน นำพาการแข่งขัน F1 ต่อไปไม่ไหว ก็ได้ขายลิขสิทธิ์การแข่งขันให้กลุ่มทุนอเมริกันอย่าง Liverty Media การทำการตลาด F1 จึงไม่ได้อยู่แค่ในยุโรปอีกต่อไป หากแต่ได้กระจายไปทั่วโลก พร้อมกับการสร้างกลุ่มคนดูรุ่นใหม่ผ่านทางสตรีมมิ่งเจ้าดังอย่าง Netflix กับสารคดีที่เรียกว่า ได้โปรดิวเซอร์ชาวอังกฤษ อย่าง เจมส์ กี ลีส์ มาร่วมงาน (เจมส์​ กี ลีส์คือ Producer จากภาพยนตร์สารคดี นักขับรถสูตรหนึ่งอย่าง “Senna” ในปี 2010)

Docuseries อย่าง Drive to Survive ประสบความสำเร็จอย่างมาก เห็นได้จากผู้ชมหน้าใหม่ที่ต้องการติดตามการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นจากทั่วโลก ถึงขนาดที่ทีมบอสของ เรดบูลล์ อย่าง คริสเตียน ฮอร์เนอร์ และ ทีมบอสเมอร์ซิเดสฯ โตโต้ วูล์ฟ ยังต้องให้ความร่วมมือ เพื่อช่วยสร้างสีสันให้กับการแข่งขัน อันหมายถึงจำนวนผู้ชมที่มากขึ้น และสปอนเซอร์ ที่จะหันมาให้ความสนใจกับการแข่งขันในสนามความเร็ว

เมื่อมี Model of Success ให้เห็นได้อย่างชัดเจนจาก Drive to Survive สนามการแข่งขันประเภทอื่นที่เรียกได้ว่าเป็นกีฬารุ่นเก่าอย่างเทนนิส ก็ต้องการลองใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อประชาสัมพันธ์และเพิ่มจำนวนผู้ชมหน้าใหม่ขึ้นมาบ้าง

เพราะโลกที่เปลี่ยนจำนวนผู้ชมการแข่งขันลดลง สปอนเซอร์ให้ความสนใจกับโลกออนไลน์เกือบจะทั้งหมดของงบประมาณที่มี ยิ่งผลการแข่งขันวนเวียนอยู่กับแชมป์หน้าเดิม การทำให้เรื่องราวจากคอร์ต กลายเป็นดราม่าและมีความน่าจดจำ จนต้องหันมาติดตามการแข่งขัน จึงจำเป็นที่ต้องเกิดขึ้น และนั่นทำให้สตรีมมิ่งเจ้าใหญ่อย่าง Netflix เตรียมที่จะสร้าง Docuseries ดังกล่าวโดยใช้ทีมงานเดียวกับ Drive to Survive

การเปลี่ยนแปลงของวงการกีฬาที่หันมาใช้สตรีมมิ่งในการสร้าง Docusiries นับว่าเป็นการสร้างความจดจำต่อแบรนด์การแข่งขัน และทำให้เกิดความอยากที่จะรับชมการแข่งขันจริง ๆ อันเกิดจากความรู้สึกร่วมที่ได้รับข้อมูลมาจาก Docusires ที่พวกเขาได้ชมผ่านตา เป็นวิธีการตลาดในการสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้กับตนเองได้อย่างน่าสนใจมากค่ะ

ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยได้ยินผู้บริหารบริษัทหนึ่งในเมืองไทยพูดด้วยน้ำเสียงออกจะเย่อหยิ่งกับความเชื่อของเขาว่า “หากสินค้าดีจริง อย่างไรเสียคนก็อยากซื้อและใช้บริการ” และนั่นทำให้เขาไม่ให้ความสำคัญกับการตลาด ซึ่งก็เป็นวิธีคิดที่ไม่ต่างอะไรจาก เบอร์นี่ย์ เอคเคิลสโตน ที่ถือลิขสิทธิ์ F1 มา 40 ปี สุดท้ายตลาดของเขาแคบลงเรื่อย ๆ จนต้องขายลิขสิทธิ์ให้กับ Liberty Meida

เอาเป็นว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปมากด้วย ต่อให้สินค้าดีจริงและเชื่อว่าการบอกต่อจะทำให้เติบโต แต่คำถามต่อมาคือ เติบโตได้แค่ไหน หากของดีนั้นอยู่แต่ในตลาดแคบ ๆ และดูเหมือนผู้บริหารท่านนั้นจะเปลี่ยนวิธีคิดแล้ว เพราะแว่วมาว่า Venture Capital ยุคนี้ชอบให้บริษัทที่ตนเองลงทุนเป็นข่าวบ่อย ๆ ทำการตลาดให้เกิดไวรัล สุดท้ายที่พยายามจะปิดตัวด้วยเหตุผลบางอย่าง ตอนนี้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อรายวันและเข้าร่วมสัมมนาเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว…..อย่างว่าละค่ะ กระแสมันต้องมา (ฮา) และเจ้าของสตรีมมิ่งเองก็ต้องพัฒนาตนเองเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ