คุณเป็นพวก Armchair Quarterback รึเปล่า 

การทำงานสัปดาห์แรกของปี 2565 ผ่านไปได้หนึ่งสัปดาห์ ความรู้สึกของคนเขียนนั้นเหมือนเวลา 7 วันเหมือนสามเดือน เพราะต้องบริหารจัดการการงานที่ต่อเนื่องมาจากปีที่ผ่านมาให้รันกันต่อในปีนี้ ความสุขสงบช่วงเดียวที่เกิดขึ้นเห็นจะเป็นช่วงเช้ามืดของวันที่ 1 มกราคม ที่ได้มีโอกาสไปใส่บาตรที่วันบวรนิเวศฯอันเป็นมงคลเพื่อเริ่มต้นปีที่ทำเป็นประจำทุกปี

ในช่วงเวลาที่ต้องจัดการกับงาน ที่เรียกได้ว่าเริ่มต้นไว้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และต้องเจอกับช่วงเวลาสุญญากาศในช่วงปีใหม่ พอกลับมาเริ่มต้นอีกทีก็เหมือนการประสานงานที่ต้องเร่งรีบไปเสียทุกฝ่าย ยิ่งมาเจอทัศนคติการทำงานแบบไทย (ของบางคน) ที่ยังคงอยู่ในความรู้สึก Festive จนทำให้เจ้าของคอลัมน์วันอังคารของ Tonkit360 ที่ถูกคนในแวดวงออกปากว่าเป็นพี่ใหญ่ใจดีและไม่ค่อยจะเอ่ยปากว่าใครถึงกับออกปากว่า

“บางคนนี่ชอบคิดว่าการทำงานของคนอื่นเป็นเรื่องง่ายทั้งที่ไม่เคยลงมือทำอะไรเลย” ฟังแล้วคนเขียนเองถึงกับสะดุ้ง เพราะไม่รู้ว่า “บางคน” ของพี่เขาหมายถึงใคร (ฮา)

แต่ทัศนคติแบบนั้นไม่ได้มีเฉพาะคนไทยหรอกค่ะ มีกันทั่วโลกเลย ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดวลีกระแทกแดกดันที่ว่า “Armchair Quarterback” ซึ่งเปรียบเปรยกับพวกที่ชอบดูอเมริกันฟุตบอล แล้วนั่งวิจารณ์เกมว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ไม่เคยเล่นหรือมีประสบการณ์คุมจริงมาก่อนเลย

วลีดังกล่าวจึงถูกเปรียบเทียบถึงคนที่ชอบแสดงความคิดเห็นด้วยความรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ แบบที่ได้ยินคนอื่นพูดให้ฟังหรืออ่านจากหนังสือ หากแต่ความเป็นจริงแล้ว คนประเภทนี้ไม่เคยใช้ชีวิตหรือทำงานในแวดวงที่เขาแสดงความคิดเห็น ไม่มีประสบการณ์จริง ไม่แม้แต่จะเคยลงมือทำ

คนประเภท Armchair Quarterback นั้นแสดงความคิดเห็นชนิดที่ไม่ได้ใช้สมองซีกซ้ายในการวิเคราะห์จนกลายเป็นประโยคประเภท “งานแค่นี้ไม่เห็นจะยากเลย” เลยเถิดไปถึงขนาดที่เราเห็นบางคนในโลกโซเชียลกล้าที่จะพิมพ์ว่า “มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นมหาเศรษฐีได้” (ตรรกะแบบนี้มันใช่หรือ)

ในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดียหรือมีอินเทอร์เน็ต (ซึ่งคนเขียนยังพอทันอยู่) โลกใบนี้มี Armchair Quarterback เกิดขึ้นมาแล้ว คนเหล่านั้นอาจจะนั่งอยู่ในห้องเรียนเดียวกับเราหรือ อยู่ตามร้านกาแฟอาโกในตลาด คนกลุ่มนี้สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ตั้งแต่เรื่องแม่ไอ้แดงตีกับแม่ไอ้ดำ ไปจนถึงการวิจารณ์การเมือง ที่หลายคนชอบเพราะเป็นคำใหญ่พูดแล้วจะรู้สึกตัวพอง ๆ เหมือนมีความรู้ (มีจริงหรือไม่เราไม่อาจรู้ได้) เสียงของคนกลุ่มนี้ในอดีตไม่ค่อยดังนัก ใครชอบก็นั่งฟังไปได้เวลาก็แยกย้ายไปเรียนไปทำงาน ใครไม่ชอบก็เดินเลี่ยงไปเลย

แต่ในยุคที่โซเชียลบานสะพรั่ง ประหนึ่งดอกไม้แห่งเสรีที่หลายคนใฝ่ฝัน ปรากฏว่าความคิดเห็นของคนประเภท Armchair Quarterback กลาดเกลื่อนไปหมด คนจากไหนก็ไม่รู้ขนาดแอคเคาท์ยังเป็นอวตารสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกสถานการณ์ที่กำลังติดเทรนด์ ยิ่งบนโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่า Wikipedia และ Google ยิ่งทำให้ Armchair Quarterback หลงอยู่ในความรู้ที่ตัวเองคิดว่ารู้ชนิดที่กู่ไม่กลับ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เคยมีงานที่ชำนาญจริง ๆ นอกจากกดกูเกิลหรือวิกิพีเดีย เพื่อให้ได้แสดงความคิดเห็น บางคนถึงขนาดก๊อปเอาข้อมูลของตัวจริงมาดัดแปลงเป็นของตัวเองได้อย่างน่าตาเฉย

การอยู่ในสังคมเวลานี้ ต้องระวังตัวให้มากนะคะ เพราะเหล่า Armchair Quarterback นั้นสามารถกลายร่างเป็น 18 มงกุฎได้ไม่ยาก เมื่อพวกเขาเริ่มเชื่อไปแล้วว่าตนเองคือผู้เชี่ยวชาญ และสร้างคำโกหกต่อไปเรื่อยจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ (แบบลวงโลก) แถมยังมีคนคอยติดตามหรือเอฟซีจำนวนไม่น้อย

พอตรวจสอบประวัติกลับไป ก็ไม่เคยเห็นมีประสบการณ์อย่างที่เคยกล่าวอ้าง แถมบางคนมีประวัติเปลี่ยนชื่อมานับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งในโลกโซเชียลนั้นเราจะเห็นหลายต่อหลายครั้งที่มีคนประเภทเอาบุคลิกคนอื่นมาสวมเป็นตัวเองสร้างตัวตนในโลกเสมือน แล้วก็ได้ก่อเรื่องหลอกลวงโกหกคนอื่นไปทั่ว

ขึ้นปีใหม่กันแล้ว เราลองมาจัดจิตใจกันใหม่ดีไหมคะ ให้ความเคารพในการทำงานของคนอื่น ให้เกียรติที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ในงานที่เราไม่เคยมีความชำนาญ เลิกสนับสนุนความคิดตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ฟังเสียงจากคนที่ลงมือทำจริงมาแล้วบ้าง เหนืออื่นใด ออกจากโซเชียลมีเดีย มาใช้ชีวิตในโลกจริงให้มากกว่าเดิม แล้วคุณจะรู้ว่าการลงมือทำนั้นสนุกกว่านั่งวิจารณ์งานของคนอื่นตั้งเยอะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ