สวัสดีปีใหม่ สวัสดีวันแรกของปี 2022 นะคะ เป็นปีที่ 2 แล้วที่คอลัมน์ชะนีติดซีรีส์มาวน ๆ เวียน ๆ อยู่ในช่วงปีใหม่พอดิบพอดี เมื่อปีก่อนคอลัมน์แรกของปีก็ขึ้นในวันที่ 2 มกราคม พอมาปีนี้ก็ขึ้นมันวันแรกไปเลยสิคะ (ฮี่ ๆ) เพื่อไม่ให้ผิดธรรมเนียม ขออวยพรให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคน อะไรที่เคยหมดหวัง สิ้นหวัง ก็กลับมามีความหวังและสมหวังในที่สุด ขอให้เป็นปีเสือที่น่ารักตะมุตะมิ เลิกโหดร้ายกับมวลชนชาวโลก เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเราเจอเรื่องแย่ ๆ มาพอแล้ว ขอให้มีความสุขกันเสียทีเถิด
ซีรีส์สัปดาห์นี้เป็นซีรีส์ที่ลงฉายใน Netflix ก่อนสิ้นปี สำหรับเรื่องนี้แฟน ๆ ซีรีส์หลายคนรอคอยมาตั้งแต่ที่เห็นโปรโมทใหม่ ๆ เพราะมาใน genre ที่แปลกใหม่มากสำหรับซีรีส์เกาหลี ที่สำคัญยังเป็นผลงานคัมแบ็กอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในรอบ 5 ปี ของพระเอกฉายาลมหายใจแห่งภาคพื้นเอเชีย “กงยู” หลังจากที่แค่โผล่หน้ามารับเชิญเรียกน้ำย่อยใน Squid Game เมื่อ 3-4 เดือนก่อน แถมยังมีอีกหนึ่งตัวแม่ของวงการอย่าง “แบดูนา” มารับบทนำหญิงอีกต่างหาก และยังทัพนักแสดงคนอื่น ๆ อีกเพียบ ไม่แปลกเลยใช่ไหมล่ะที่หลาย ๆ คนจะรอเรื่องนี้
The Silent Sea หรือที่ Netflix ใช้ชื่อไทยว่า “ทะเลสงัด” เป็นซีรีส์สัญชาติเกาหลีที่มีพล็อตเรื่องเป็นไซไฟผสมกับความลึกลับระทึกขวัญ บอกเล่าถึงโลกใบนี้นี่แหละที่กำลังเผชิญกับวิกฤติในการขาดแคลนทรัพยากร โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำ เมื่อมนุษย์โลกต้องเจอกับเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน น้ำที่เคยมีกินมีใช้เหลือเฟือ ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด กลายเป็นของมีค่ามีต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ ถึงขั้นต้องต่อแถวเพื่อรอกรอกน้ำตามปริมาณที่ภาครัฐกำหนด ประชาชนแต่ละคนจะมีบัตรประจำตัวสำหรับกรอกน้ำ แน่นอนว่าแต่ละคนได้ไม่เท่ากันตามประเภทของบัตร
เพราะภาครัฐต้องบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ทุกคนได้ใช้อย่างทั่วถึง ปริมาณน้ำที่ได้จึงต้องถูกจำกัด ถึงอย่างนั้นมันก็จะมีคนบางกลุ่มที่เป็นคนที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติ ภาครัฐเลยให้บัตรกดน้ำประเภทที่ได้มากกว่าชาวบ้านเพื่อเป็นสิ่งตอบแทน ในขณะเดียวกันก็มีการวางแผนแก้ปัญหา โดยการทำภารกิจบางอย่างเพื่อที่จะทำให้ประเทศชาติพ้นจากภาวะขาดแคลนน้ำ แต่ในเมื่อทั้งโลกขาดแคลนน้ำเหมือนกันหมด แหล่งน้ำบนโลกที่เคยมีไม่มีอีกแล้ว จึงจำเป็นต้องหาแหล่งน้ำใหม่ที่ไม่ได้อยู่บนโลก รัฐบาลเกาหลีใต้พุ่งเป้าไปที่ “ดวงจันทร์” บริวารของโลก
เนื้อเรื่องจะดำเนินอยู่บนโลกไม่นาน ตัวละครหลักจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจลับที่ดวงจันทร์ ที่ต้องบอกว่าภารกิจลับ เพราะแม้แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักบินที่เดินทางไปยังไม่มีใครรู้เลยว่าต้องไปทำอะไรกันแน่ ต้องเจอกับอะไรบ้าง สิ่งที่ภาครัฐบอกกับพวกเขาคือแค่ให้ไปเก็บตัวอย่างลึกลับจากสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ที่ถูกทิ้งร้างมานานถึง 5 ปี ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศปิดสถานีวิจัยนี้อย่างถาวร นี่จึงเป็นภารกิจที่สาธารณรัฐเกาหลีได้บินออกไปยังอวกาศ เพื่อไปทำภารกิจในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนทรัพยากรน้ำบนโลก
ว่ากันตามจริง แม้ว่าเรื่องนี้จะได้ทั้งกงยูและแบดูนามารับบทนำ แฟน ๆ ซีรีส์หลายคนตั้งตารอ แต่กระแสวิจารณ์เรื่องนี้เรียกว่าเป็นดราม่าขนาดย่อม ๆ เลยทีเดียว คนดูเสียงแตกชัดเจน หลายคนบอกว่าสนุกมาก แต่อีกหลายคนก็มองว่าเรื่องนี้บทห่วย ความน่าตื่นเต้นไม่มี เล่าเรื่องไม่น่าสนใจ และอะไรหลาย ๆ อย่างก็ไม่สมจริง โดยเฉพาะการใช้ชีวิตบนดวงจันทร์
ซึ่งประเด็นนี้บอกเลยว่าเราก็ขัดใจมาก คือต้องเข้าใจว่าดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลก 6 เท่า ฉะนั้น พวกคุณจะไปเดินไปวิ่งกับตึงตังแบบที่เห็นในซีรีส์ไม่ได้หรอก มันต้องมีล่อง ๆ ลอย ๆ บ้างแหละ อีกอย่างบนดวงจันทร์ไม่มีอากาศแบบที่มนุษย์เราใช้หายใจ ต่อให้อยู่ในสถานีวิจัย การถอดชุดที่ครอบหัวแบบนั้นออกไม่น่าจะทำได้ (คิดเอง) เพราะสถานีก็ตั้งอยู่บนดวงจันทร์ ถึงจะปิดมิดชิด มีระบบสร้างอากาศสำหรับหายใจหรือถ่ายเทอากาศยังไงมันก็ดูไม่สมจริงอยู่ดีที่จะถอดที่ครอบหัวแล้วมาหายใจแบบอยู่บนโลก
ดังนั้นก็เลยมีสรุปเสร็จสรรพว่าเกาหลียังไม่พร้อมที่จะไปอวกาศ โดยเฉพาะคนที่ดูพล็อตเรื่องแบบนี้จากซีรีส์ฝั่งตะวันตกบ่อย ๆ อย่างนั้นก็เถอะ ถึงจะขัดใจการใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ของบรรดานักบินและนักวิทยาศาสตร์ แต่ส่วนตัวไม่มีปัญหาอะไรกับตัวเรื่อง คือมันอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบก็จริง แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น มันก็ยังได้ลุ้น รู้สึกอยากดูต่อ หลาย ๆ คนดูจบ 8 ตอนรวดเพราะหยุดไม่ได้ก็มี ความชอบคนเราไม่เหมือนกัน คงจะตัดสินแทนกันไม่ได้ ไม่ถูกจริตใครแต่อาจจะถูกจริตเราก็ได้ ลองเปิดดูก่อนก็ไม่เสียหาย ลองพิสูจน์ดู ถ้าสนุกก็ยิงยาว ไม่สนุกก็แค่เทเท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องข้อผิดพลาดที่ไม่สมจริงเกี่ยวกับการใช้ชีวิตบนอวกาศ ก็ให้ทางทีมงานรับรู้แล้วนำไปปรับปรุง แค่ให้เวลาในการเรียนรู้และพัฒนา แล้วทำการบ้านมากกว่านี้ เชื่อว่าเกาหลีเขาคงพัฒนาให้มันไปอยู่ในจุดที่ดีกว่านี้ได้อยู่แล้ว
ปัญหาสิ่งแวดล้อม ถ้าเราไม่ช่วยกันแล้วใครจะช่วยเรา
บอกตรง ๆ ว่าจุดหนึ่งในซีรีส์เรื่องนี้ที่ทำให้รู้สึกหดหู่อย่างมากก็คือ เรื่องที่มนุษย์โลกจะขาดแคลนทรัพยากรน้ำ หากวันหนึ่งมันเกิดขึ้นจริง ๆ ขึ้นมา พวกเราจะอยู่กันอย่างไร นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ เพราะมันอาจเกิดขึ้นจริงเมื่อไรก็ได้ ทุกวันนี้เราก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าเวลาธรรมชาติวิปริตแปรปรวนขึ้นมามันน่ากลัวขนาดไหน มนุษย์เราจะต่อต้านเอาชนะอะไรก็ทำได้หมด แต่จะเอาชนะธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย และดูเหมือนว่ายิ่งเราพยายามเอาชนะธรรมชาติเท่าไร ธรรมชาติก็พยายามจะลงโทษเรามากเท่านั้น
อยากให้หลาย ๆ คนลองคิดว่าถ้าในวันหนึ่งเราเกิดอยู่จุดเดียวกันกับประชาชนในซีรีส์ที่ต้องแย่งน้ำกันกินกันใช้ ต้องต่อแถวกดน้ำที่ได้ในปริมาณที่จำกัด แต่ละคนถือบัตรกดน้ำคนละใบ กดได้เท่ากันบ้างไม่เท่ากันบ้าง ปัญหาอื่นจะตามมาไหม โดยเฉพาะอาชญากรรม คนอาจฆ่ากันตายเพื่อที่จะขโมยเอาบัตรกดน้ำประเภทที่กดได้เยอะกว่าชาวบ้านมาก็ได้ใครจะรู้ แล้วไหนจะประเทศอื่น ๆ อีก ศักยภาพเราบนเวทีนานาชาติมีมากแค่ไหนที่จะไปตบตีแย่งชิงน้ำกับประเทศอื่น ๆ มหาอำนาจที่ชอบวางมาดเท่โอบอุ้มประเทศอื่น ถึงเวลาแบบนี้เขาก็ต้องเลือกประเทศเขาอยู่แล้ว
นี่แค่จินตนาการเองนะ อะไรหลาย ๆ อย่างมันก็ดูไร้ความหวังแล้วอะ เหมือนเห็นเค้าลางว่าพวกเราคงจะอดน้ำตายมากกว่าแก่ตายไปตามธรรมชาติ แน่นอนว่าปัญหาน้ำหมดโลกมันคงจะไม่เกิดขึ้นในปีสองปีนี้หรอก แต่ถ้ามันเกิดขึ้นในวันที่ลูกหลานเรามีชีวิตอยู่ล่ะ ถ้าอย่างนั้นมันถึงเวลาหรือยังที่เราทุกคนจะหันมาใส่ใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มันกองอยู่ตรงหน้าตั้งนานแล้วให้มากขึ้น อะไรที่เริ่มที่ตัวเองได้ก็เริ่มที่ตัวเองก่อนเลย ไม่ต้องเรียกร้องให้ใครมาแก้ให้ เพราะจริง ๆ แล้วทรัพยากรธรรมชาติหลาย ๆ อย่างที่มันเสื่อมโทรมลง มันก็มาจากน้ำมือเราเองทั้งสิ้น
ถึงตรงนี้ อยากให้ทุกคนตระหนักว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นของมนุษย์เราทุกคน เพราะฉะนั้นเราควรช่วยกันดูแลรักษามันให้ดี ในวันนี้ ถึงตัวเราเองจะไม่ลำบากมีทุกสิ่งอย่างให้ใช้ได้อย่างเหลือเฟือ แต่คนรุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นเหลนของเรามันอาจจะไม่คงสภาพเหลือกินเหลือใช้มีให้ทิ้งขว้างแบบนี้แล้วก็ได้ อย่าให้พวกเขาต้องมารับกรรมในสิ่งที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย อย่างรุ่นเราเป็นคนก่อเลย เหมือนที่เราต้องมารับผิดชอบอะไรบางอย่างทั้งที่เราไม่ได้เป็นคนก่อที่ แต่ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษน่ะ
ทุกคนมีเหตุผลรองรับทุกการกระทำของตัวเอง
เป็นเรื่องปกติของมนุษย์เราที่จะสรรหาสารพัดข้ออ้างมาสนับสนุนการกระทำของตนเอง โดยมักจะเรียกมันว่าเหตุผลส่วนตัว เป็นความจำเป็นส่วนตัว ทุกคนมีเหตุผลที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองหรือเพื่อคนที่ตัวเองรักอยู่แล้ว จริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ตราบใดที่ไม่ได้ไปละเมิดคนอื่น ไม่ได้ทำให้คนอื่น ๆ เดือดร้อน
อย่างในเรื่อง The Silent Sea ทุกคนก็มีเหตุผลที่สนับสนุนการกระทำของตนเองทั้งนั้น บางคนทำเพื่อตัวเองล้วน ๆ บางคนทำเพื่อคนที่ตัวเองรัก บางคนทำเพราะเล็งเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับคนหมู่มาก แต่สุดท้ายแล้วเพราะสิ่งที่หลาย ๆ คนทำเพื่อตัวเอง เพื่อคนที่ตัวเองรัก หรือเพื่อสาธารณะ มันกลับทำให้อีกหลาย ๆ คนต้องพบเจอกับความสูญเสียได้เช่นกัน ถ้าอย่างนั้นครอบครัวที่สูญเสียเขาก็คงรู้สึกไม่ยุติธรรมเท่าไรนักกับสิ่งที่พวกเขาต้องแบกรับ
ตัวละครในเรื่องนี้ เราจะเห็นว่าทุกคนมีเหตุผลของตัวเองที่สนับสนุนให้ตัวละครเลือกที่จะทำแบบนั้นหรือไม่ทำแบบนั้น คนหนึ่งทำเพื่อคนที่รัก คนหนึ่งทำเพื่อชาวโลก คนหนึ่งเหมือนจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแต่ก็มีเหตุผลทางการเมืองแทรกแซง คนหนึ่งทำเพราะเป็นหน้าที่ คนหนึ่งทำเพราะสิทธิมนุษยชน หรือคนหนึ่งทำทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าทำทำไม ไม่ว่าเหตุผลที่คนเหล่านี้ทำคืออะไร ย่อมมีใครสักคนที่ต้องเข้ามารับผิดชอบ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ก็ตาม
ในเมื่อคนแต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง บางทีการจะมองด้วยสายตาเราแล้วตัดสินใครแบบผิดถูกเลยทันทีเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เราไม่รู้เหตุผลว่าเขาทำไปเพื่ออะไร แต่ในขณะเดียวกันการกระทำของคนคนนั้นก็ไม่ควรจะกระทบคนอื่นด้วยเช่นกัน ในท้ายที่สุดอาจถูกจิตสำนึกของตัวเองและความรู้สึกผิดลงโทษก็ได้
มันมีเส้นกั้นบาง ๆ ของการทำเพื่อตัวเองและการทำเพื่อคนอื่น ระวังการกระทำของตนเองให้ดีว่าจะทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนหรือไม่ และอย่าอ้างว่าทำเพื่อใคร ถ้าตัวเองได้ประโยชน์เต็ม ๆ
ถ้าเสียผลประโยชน์ เราเลือกที่จะไม่ทำ
ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์อีกนั่นแหละ อะไรก็ตามที่มีแนวโน้มว่าทำแล้วตัวเราจะเสียผลประโยชน์ หลังจากพิจารณาดี ๆ แล้ว เราก็คงเลือกที่จะไม่ทำ แม้ว่ามันอาจช่วยให้คนอื่น ๆ มีชีวิตดีขึ้นก็ตาม
หลายคนมักจะอ้างว่าตัวเองเป็นพวกที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ แต่เมื่อมีคนมาเรียกร้องขอให้ช่วยเหลือแม้จะเพียงเล็กน้อย แต่พอเล็งเห็นแล้วว่าตนเองต้องเสียประโยชน์แน่ ๆ หลายคนก็เลือกที่จะปฏิเสธความช่วยเหลือคนเหล่านั้น อย่างในซีรีส์เรื่องนี้ ทุกคนต่างก็ต้องการ “น้ำ” มันกลายเป็นของหายากและมีประโยชน์เพื่อใช้ในการต่อรอง ประชาชนคนธรรมดาที่มีบัตรกดน้ำแบบธรรมดารู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม จากการแบ่งชนชั้น แบ่งประเภทบัตรในการกดน้ำ ต้องเป็นคอีกระดับหนึ่งถึงจะมีสิทธิ์ได้รับน้ำมากกว่า
นั่นหมายความว่าคนที่ได้รับน้ำมากกว่าจะถูกมองว่าเป็นพวกอภิสิทธิ์ชน ประชาชนคนอื่น ๆ ไม่ได้สนใจว่าคนนั้นจะมีหน้าที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติหรือไม่ (เพราะบางคนก็ไม่ได้ทำจริง ๆ มีแค่ตำแหน่งไว้สูบผลประโยชน์) พวกเขารู้แค่มันไม่ยุติธรรมที่จะมีคนได้มากกว่าพวกเขาแล้วพวกเขาได้เพียงแค่เศษ ๆ พวกเขาออกล่ารายชื่อเพื่อขอให้ภาครัฐทบทวนการแบ่งชนชั้นในการจ่ายน้ำ แล้วแบ่งน้ำให้พวกเขาให้ได้รับมากขึ้น
แน่นอนว่ามันเป็นการแค่ขอรายชื่อ แค่เซ็นชื่อเท่านั้น แต่ถ้ากระดาษใบนั้นถูกนำไปพิจารณาจริง ๆ ต้องมีคนที่เสียผลประโยชน์ นั่นก็คือคนที่ได้รับน้ำมากกว่าคนอื่นอยู่ในเวลานี้ เพราะฉะนั้น ถ้าชื่อของพวกเขาถูกนำไปใช้เพื่อให้ส่วนแบ่งน้ำของพวกเขาลดลง เพื่อที่จะได้นำไปปันส่วนให้กับคนอื่น ๆ ให้มากขึ้น คิดว่าจะมีสักกี่คนที่ยอมเซ็นชื่อ ซึ่งมันจะไม่แปลกเลยที่เราเองก็จะไม่ยอมเซ็น เพราะในท้ายที่สุดมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่เห็นแก่ตัว ทำเพื่อตัวเอง เราไม่ยอมลำบากเพื่อคนอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จัก นี่คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับความจริงให้ได้
ถ้านอกจากจะขัดใจเรื่องการใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ที่ดูไม่สมจริงเอามาก ๆ ประเด็นอื่นในซีรีส์เรื่องนี้เราเองก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไร ดูแล้วก็สนุกดี มันอาจจะไม่ได้สนุกหรือเป็นซีรีส์ที่ดีอะไรขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นเช่นกัน ไม่ได้แย่อย่างที่ใครหลายคนวิพากษ์วิจารณ์เสีย ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความซับซ้อนในจิตใจมนุษย์ บอกเลยว่ามันไม่มีทางสมเหตุสมผลได้หรอก เพราะก็คงมีอยู่หลาย ๆ อย่างที่เราทำทั้ง ๆ ที่อธิบายตัวเองไม่ได้หรือไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ถึงจะบอกว่ามีเหตุผล แต่ใจมนุษย์น่ะไม่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว?






























